ถึงหุบผาเสียงสะท้อน วิกฤตโรคระบาด
ม่านราตรีผ่านพ้นไปพร้อมกับความอัปยศของตระกูลกู้ รุ่งอรุณของวันใหม่สาดแสงลงบนใบหน้าที่หมองคล้ำและเหนื่อยล้าของเหล่าผู้อพยพ บรรยากาศระหว่างครอบครัวของเสิ่นอวิ๋นซูและบ้านใหญ่ตระกูลกู้ตึงเครียดถึงขีดสุด ทุกครั้งที่สายตาของหวังชุ่ยฮวาและจ้าวพ่านตี้ตวัดผ่านมา ล้วนเต็มไปด้วยความเกลียดชังและอาฆาตแค้น ส่วนกู้ต้าไห่นั้นใบหน้าเคร่งขรึมไม่เอ่ยวาจาใด มีเพียงแววตาที่จับจ้องนางเป็นครั้งคราว ดุจพยัคฆ์ร้ายที่รอคอยจังหวะขย้ำเหยื่อ
เสิ่นอวิ๋นซูหาได้ใส่ใจไม่ นางเพียงดูแลกู้ชิงหยวนและกู้จือชิวให้กินอาหารเช้าที่ทำจากแป้งข้าวโพดผสมสมุนไพรป่า ซึ่งเป็นเสบียงที่นางแอบนำออกมาจากมิติอย่างแนบเนียน
ขบวนผู้อพยพที่ทอดยาวดุจมังกรสีเทาเคลื่อนตัวต่อไปอย่างเชื่องช้า สองข้างทางมีแต่พื้นดินแตกระแหงและซากต้นไม้แห้งกรอบ บ่งบอกถึงความโหดร้ายของภัยแล้งที่กัดกินผืนดินแห่งนี้มานานหลายปี เสียงไอ เสียงครวญครางของผู้ป่วยและคนชราดังขึ้นเป็นระยะ สลับกับเสียงร้องไห้ของทารกที่หิวนม ความสิ้นหวังปกคลุมไปทั่วทุกหย่อมหญ้า
หลังจากเดินทางอย่างทรหดมาอีกสองวันเต็ม ในที่สุดเบื้องหน้าก็ปรากฏหุบเขาขนาดใหญ่ สองฟากฝั่งเป็นหน้าผาสูงชัน มีลำธารสายเล็กๆ ไหลเอื่อยอยู่เบื้องล่าง แม้สายน้ำจะดูขุ่นคลั่กไปบ้าง แต่สำหรับผู้ที่อดอยากมานาน นี่คือแหล่งน้ำแห่งสรวงสวรรค์
"ถึงแล้ว! ถึงหุบผาเสียงสะท้อนแล้ว!" เสียงตะโกนอย่างยินดีดังขึ้นจากหัวขบวน ผู้อพยพต่างพากันเร่งฝีเท้า มุ่งหน้าไปยังลำธารเพื่อหาที่จับจองเป็นที่พักแรมชั่วคราว
หุบผาเสียงสะท้อนเป็นจุดพักแรมใหญ่ที่รู้จักกันดีในหมู่ผู้เดินทาง แต่เมื่อเสิ่นอวิ๋นซูมาถึง นางกลับต้องขมวดคิ้วมุ่น สภาพตรงหน้าแออัดยัดเยียดไปด้วยผู้คนที่เดินทางมาก่อนหน้าจนแทบไม่มีที่ว่าง ริมลำธารเต็มไปด้วยผู้คนกำลังซักล้างเสื้อผ้า อาบน้ำ และตักน้ำขึ้นไปดื่มกินอย่างไม่ใส่ใจสุขอนามัยแม้แต่น้อย น้ำในลำธารจึงขุ่นข้นไปด้วยสิ่งปฏิกูลนานาชนิด กลิ่นเหม็นอับชื้นลอยคละคลุ้งอยู่ในอากาศ
"พี่สะใภ้ ที่นี่คนเยอะเหลือเกินเจ้าค่ะ" กู้จือชิวกล่าวด้วยสีหน้ากังวล ขณะอุ้มกู้ชิงหยวนไว้ในอ้อมแขน
"อืม" เสิ่นอวิ๋นซูพยักหน้า สายตาเฉียบคมกวาดมองไปรอบๆ อย่างประเมินสถานการณ์ ในฐานะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านภาวะวิกฤต นางมองเห็นอันตรายร้ายแรงที่ซ่อนอยู่ภายใต้ภาพของแหล่งพักพิงแห่งนี้ได้ในทันที "จือชิว จำคำข้าไว้ให้ดี ตั้งแต่นี้ต่อไป ห้ามเจ้ากับชิงหยวนดื่มน้ำจากลำธารนี้โดยตรงเด็ดขาด ไม่ว่าจะหิวเพียงใดก็ตาม น้ำทุกหยดที่จะเข้าปากต้องผ่านการต้มจนเดือดพล่านเสียก่อน เข้าใจหรือไม่?"
น้ำเสียงของนางจริงจังเด็ดขาดจนกู้จือชิวรีบพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย "เจ้าค่ะพี่สะใภ้ ข้าจะจำไว้"
ในขณะเดียวกัน ทางฝั่งตระกูลกู้ที่หาที่พักได้ไม่ไกลกันนักกลับมีความคิดตรงกันข้าม กู้ต้าไห่เห็นลำธารก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก "ในที่สุดก็มีน้ำให้ดื่มเสียที รีบไปตักมาเร็วเข้า ทุกคนคงคอแห้งกันหมดแล้ว"
หวังชุ่ยฮวาที่ยังรู้สึกคันยุบยิบตามฝ่ามืออยู่บ้างรีบเดินตรงไปยังริมธารอย่างไม่ลังเล "จริงด้วยเจ้าค่ะ เดินทางมาหลายวันร้อนก็ร้อน เหนื่อยก็เหนื่อย ดื่มน้ำเย็นๆ ให้ชื่นใจคงจะดีไม่น้อย" นางก้มลงใช้สองมือกอบน้ำขุ่นๆ ขึ้นมาซดเสียงดังอึกๆ โดยไม่สนใจเศษใบไม้หรือสิ่งสกปรกที่ปะปนอยู่เลยแม้แต่น้อย
"ช้าก่อนท่านป้า!" กู้จือชิวเห็นดังนั้นจึงเผลอทักท้วงออกไปตามสัญชาตญาณ "พี่สะใภ้บอกว่าน้ำในลำธารสกปรก ต้องต้มก่อนดื่มนะเจ้าคะ มิเช่นนั้นอาจจะป่วยได้!"
คำพูดของนางทำให้หวังชุ่ยฮวาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตวัดสายตาขวางใส่ "เจ้าจะไปรู้อะไร! น้ำก็คือน้ำ จะสกปรกได้อย่างไร? หรือเจ้าจะบอกว่าคนหลายร้อยหลายพันคนที่ดื่มน้ำนี้โง่เขลากันหมด มีเพียงพี่สะใภ้เจ้าที่ฉลาดอยู่คนเดียวรึ!"
จ้าวพ่านตี้รีบเสริมทัพทันที "นั่นสิ นางทำตัวเป็นผู้รอบรู้ไปเสียทุกเรื่อง ช่างน่ารำคาญสิ้นดี พวกเราเดินทางมาไกลขนาดนี้จะให้มาเสียเวลาต้มน้ำอีกหรือไร้สาระ!"
กู้ต้าไห่เองก็พยักหน้าเห็นด้วย "อย่าไปฟังนางมากความเลย รีบตักน้ำมาหุงหาอาหารเถอะ" ว่าแล้วเขากับกู้เอ้อร์หนิวก็พากันไปตักน้ำดิบจากลำธารมาใส่ในหม้อดินโดยไม่คิดจะต้มให้เดือดตามคำเตือน
เสิ่นอวิ๋นซูส่ายศีรษะอย่างระอาใจ นางรู้ดีว่าการทักท้วงคนเหล่านี้ไม่ต่างจากสีซอให้ควายฟัง จึงหันมาสนใจครอบครัวของตนเองดีกว่า นางพากู้จือชิวและลูกชายไปหาที่พักใต้เงาชะง่อนผาที่ค่อนข้างห่างจากความวุ่นวาย จากนั้นจึงสั่งให้กู้จือชิวไปเก็บฟืนมาเตรียมก่อไฟ
เมื่ออยู่ตามลำพังกับลูกชาย เสิ่นอวิ๋นซูแสร้งทำเป็นจัดข้าวของก่อนจะค่อยๆ ขยับไปหลบหลังพุ่มไม้หนาทึบ นางหลับตาลง รวบรวมสมาธิเพียงชั่วครู่ ร่างของนางก็หายวับเข้าไปในมิติฟาร์มอัจฉริยะ
ภายในมิติ อากาศบริสุทธิ์สดชื่นแตกต่างจากโลกภายนอกราวฟ้ากับเหว นางไม่รอช้า รีบตรงไปยัง "น้ำพุจิตวิญญาณ" ที่ส่งประกายเรืองรองอยู่ใจกลางมิติ นางใช้กระบอกน้ำไม้ไผ่ที่พกติดตัวมาบรรจุน้ำพุอันใสสะอาดจนเต็ม ก่อนจะนำผลไม้และมันเทศสองสามหัวออกมาจากโกดัง แล้วจึงกลับออกมาสู่โลกภายนอกอย่างรวดเร็ว
"ท่านแม่ ไปไหนมาหรือขอรับ" กู้ชิงหยวนเอ่ยถามด้วยความสงสัย
"แม่ไปหาน้ำสะอาดมาให้เจ้าดื่มน่ะ" นางยิ้มพลางยื่นกระบอกไม้ไผ่ให้ลูกชาย "ดื่มเสียนะ จะได้มีแรง" แม้นางจะสั่งให้ต้มน้ำ แต่ในใจก็ยังไม่วางใจอยู่ดี น้ำจากมิติย่อมปลอดภัยและดีต่อร่างกายของเด็กน้อยมากกว่าเป็นไหนๆ
เพียงหนึ่งวันหลังจากที่ทุกคนมาถึงหุบผาเสียงสะท้อน ลางร้ายที่เสิ่นอวิ๋นซูคาดการณ์ไว้ก็เริ่มปรากฏเป็นความจริง เสียงครวญครางด้วยความเจ็บปวดเริ่มดังขึ้นจากหลายๆ กระโจมที่พัก มีคนเริ่มมีอาการท้องร่วงอย่างรุนแรง ตามมาด้วยไข้สูงจนตัวสั่น
ตอนแรกทุกคนคิดว่าเป็นเพียงอาการเจ็บป่วยธรรมดาจากการเดินทาง แต่เมื่อจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ บรรยากาศแห่งความยินดีเมื่อแรกมาถึงก็แปรเปลี่ยนเป็นความหวาดผวาในทันที
"แย่แล้ว! ลูกข้าตัวร้อนเป็นไฟแล้วก็ถ่ายท้องไม่หยุดเลย!"
"ทางนี้ก็เหมือนกัน! สามีข้าลุกไปเข้าป่าสิบรอบแล้วกระมัง ตอนนี้ไม่มีแรงจะยืนแล้ว!"
"มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่! หรือว่าในน้ำจะมีพิษ!"
ความโกลาหลแผ่ขยายไปทั่วค่ายพักแรมราวกับไฟลามทุ่ง ผู้คนเริ่มมองหน้ากันด้วยความหวาดระแวง ไม่มีใครกล้าดื่มน้ำจากลำธารอีกต่อไป แต่เสบียงน้ำที่แต่ละคนมีก็ร่อยหรอเต็มที
เสิ่นอวิ๋นซูยืนมองเหตุการณ์จากที่พักของนางด้วยสีหน้าเคร่งขรึม นางเห็นชายคนหนึ่งล้มฟุบลงกับพื้น ร่างกายชักกระตุกน้อยๆ ก่อนจะแน่นิ่งไป ภรรยาของเขากรีดร้องอย่างหัวใจสลาย นั่นไม่ใช่อาการป่วยธรรมดา แต่มันคืออหิวาตกโรค หรือโรคระบาดร้ายแรงที่มากับน้ำ!
นางกระชับอ้อมแขนที่กอดกู้ชิงหยวนไว้แน่นขึ้นอีก พลางสั่งกู้จือชิวด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด "จือชิว ห้ามออกไปไหนเด็ดขาด ห้ามเข้าใกล้ผู้ป่วยทุกคน ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม!"
ทันใดนั้นเอง เสียงร้องตะโกนอย่างสิ้นหวังก็ดังแหวกอากาศมาจากทางกลุ่มของซุนเถี่ยเกิ่นที่อยู่ไม่ไกลกันนัก
"ใครก็ได้! ช่วยด้วย! ท่านป้าเฉิน...ท่านป้าเฉินจะไม่ไหวแล้ว!"
เสิ่นอวิ๋นซูหันขวับไปตามเสียงทันที นางเห็นร่างของหญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งนอนซูบซีดอยู่บนพื้นดิน ปากอ้าค้าง หายใจรวยรินอยู่ข้างกองไฟที่มอดดับ ซุนเถี่ยเกิ่นและคนอื่นๆ ในกลุ่มกำลังยืนล้อมรอบด้วยสีหน้าตื่นตระหนกและสิ้นหวัง
สายตาของซุนเถี่ยเกิ่นที่กำลังร้อนรน กวาดมองไปทั่วค่ายที่กำลังวุ่นวาย ก่อนจะมาหยุดลงที่ร่างของเสิ่นอวิ๋นซู...ผู้หญิงคนเดียวที่เคยแสดงความรู้ความสามารถด้านการแพทย์ให้เขาเห็น แววตาของเขาเต็มไปด้วยความคาดหวังระคนอ้อนวอน ส่งผ่านมายังนางอย่างชัดเจนท่ามกลางความโกลาหลนั้น ราวกับจะถามว่า...นางจะยื่นมือเข้าช่วยหรือไม่?