ช่วยชีวิตท่านป้าเฉิน ซื้อใจคนด้วยวิชาแพทย์

ท่ามกลางเสียงร่ำไห้และความโกลาหลที่แผ่ขยายไปทั่วค่ายผู้อพยพ สายตาของเสิ่นอวิ๋นซูกับซุนเถี่ยเกิ่นสบประสานกันข้ามกองไฟที่ริบหรี่ แววตาอ้อนวอนของชายฉกรรจ์ผู้เป็นดั่งเสาหลักของคนกลุ่มหนึ่งส่งมาถึงนางอย่างชัดเจน ราวกับทอดสะพานแห่งความหวังสุดท้ายข้ามห้วงแห่งความสิ้นหวัง

เสิ่นอวิ๋นซูไม่ได้ลังเลแม้แต่น้อย นางส่งกู้ชิงหยวนให้กู้จือชิวอุ้มไว้ พลางกำชับเสียงเรียบ "ดูแลน้องให้ดี อย่าให้ใครเข้าใกล้"

นางก้าวเดินอย่างมั่นคง ฝ่าวงล้อมของผู้คนที่มุงดูด้วยสีหน้าเวทนาเข้าไปยังใจกลางกลุ่มของซุนเถี่ยเกิ่น ร่างของหญิงวัยกลางคนที่ถูกเรียกว่าท่านป้าเฉินนอนหายใจรวยรินอยู่บนผ้ากระสอบเก่า ๆ ใบหน้าซูบตอบจนเห็นโหนกแก้มเด่นชัด ริมฝีปากแห้งแตกเป็นขุย ดวงตาปิดสนิทราวกับไร้ซึ่งเรี่ยวแรงจะลืมขึ้นมาอีก

ซุนเถี่ยเกิ่นรีบหลีกทางให้ทันที "แม่นางเสิ่น...ท่านป้าเฉินนาง..."

"ข้าขอดูนางก่อน" เสิ่นอวิ๋นซูตัดบทสั้น ๆ ก่อนจะคุกเข่าลงข้างร่างนั้น นิ้วเรียวของนางแตะลงบนข้อมือที่เย็นเฉียบของเฉินเหมยเพื่อจับชีพจร สัมผัสได้ถึงจังหวะที่แผ่วเบาและรวดเร็วจนแทบไม่เป็นส่ำ จากนั้นจึงเปิดเปลือกตาของนางขึ้นดู พบว่าดวงตาแห้งผากและลึกโหล

นี่คือภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรงถึงขีดสุด ประกอบกับไข้สูงที่ทำให้อวัยวะภายในกำลังจะล้มเหลว หากปล่อยไว้ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม เกรงว่าวิญญาณคงได้หลุดลอยจากร่างเป็นแน่

"เตรียมน้ำต้มสุกที่เย็นแล้วมาให้ข้าชามหนึ่ง" นางสั่งด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด ไม่มีแววล้อเล่น "เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้!"

ผู้คนในกลุ่มซุนเถี่ยเกิ่นแม้จะยังงุนงง แต่เมื่อเห็นสายตาจริงจังและท่าทีคล่องแคล่วของนาง ประกอบกับความเชื่อมั่นของผู้นำกลุ่ม หญิงสาวคนหนึ่งก็รีบวิ่งไปรินน้ำต้มสุกที่พักไว้จนเย็นแล้วใส่ชามดินเผามาส่งให้ทันที

เสิ่นอวิ๋นซูรับชามน้ำมาไว้ในมือ จากนั้นจึงหันไปทางกู้จือชิวที่ยืนมองอยู่ไม่ไกล "จือชิว ไปเอาห่อสมุนไพรของข้ามา"

กู้จือชิวพยักหน้ารับคำอย่างรวดเร็ว นางรีบกลับไปหยิบห่อผ้าเล็ก ๆ ที่พี่สะใภ้มักพกติดตัวออกมาส่งให้ เสิ่นอวิ๋นซูรับมาแล้วหันหลังให้ผู้คนเล็กน้อย ใช้ร่างกายของตนเองเป็นที่กำบัง นางแสร้งทำทีเป็นหยิบสมุนไพรแห้งบดละเอียดสองสามชนิดที่เก็บมาจากข้างทางใส่ลงในชามน้ำ แต่ในชั่วพริบตาที่ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น ปลายนิ้วของนางขยับเล็กน้อย หยาดน้ำใสราวผลึกแก้วหยดหนึ่งจากมิติฟาร์มอัจฉริยะก็ร่วงหล่นลงไปในชามน้ำอย่างเงียบเชียบ

น้ำพุจิตวิญญาณเพียงหยดเดียวก็เพียงพอที่จะพลิกฟื้นชีวิตคนจากปากประตูยมโลกได้!

นางคนสมุนไพรกับน้ำเข้าด้วยกันอย่างรวดเร็ว จากนั้นจึงประคองศีรษะของท่านป้าเฉินขึ้นมาบนตักอย่างทุลักทุเล พลางพูดกับซุนเถี่ยเกิ่น "ช่วยข้าจับนางไว้หน่อย ข้าจะป้อนยา"

ซุนเถี่ยเกิ่นรีบเข้ามาช่วยประคองร่างที่อ่อนปวกเปียกของเฉินเหมยไว้อย่างแข็งขัน เสิ่นอวิ๋นซูค่อย ๆ จิบน้ำยาเข้าไปในปากตนเอง แล้วจึงประกบปากป้อนยาให้เฉินเหมยทีละน้อยอย่างระมัดระวัง นี่เป็นวิธีเดียวที่จะทำให้ผู้ป่วยที่หมดสติกลืนยาลงไปได้โดยไม่สำลัก

ท่ามกลางสายตานับสิบที่จับจ้องอย่างไม่กะพริบ เวลาค่อย ๆ ผ่านไปราวกับหยุดนิ่ง ความเงียบเข้าปกคลุมจนได้ยินเพียงเสียงลมหายใจแผ่ว ๆ ของเฉินเหมยและเสียงไฟที่ปะทุเป็นครั้งคราว

หนึ่งเค่อ... สองเค่อ... ผ่านไปราวครึ่งชั่วยาม ใบหน้าที่เคยซีดขาวดุจกระดาษของเฉินเหมยกลับเริ่มปรากฏสีเลือดฝาดจาง ๆ ขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์ ลมหายใจที่เคยขาดห้วงและรวยรินกลับเริ่มสม่ำเสมอและลึกขึ้น แม้จะยังคงแผ่วเบา แต่ก็เห็นได้ชัดว่ามั่นคงกว่าเดิมมากนัก

"ดูสิ! ใบหน้าท่านป้าเฉินมีสีเลือดแล้ว!" ใครคนหนึ่งในกลุ่มร้องขึ้นด้วยความตื่นเต้น

คำพูดนั้นราวกับจุดประกายความหวังให้ทุกคน ซุนเถี่ยเกิ่นที่คอยสังเกตอาการอยู่ตลอดเวลากำหมัดแน่น ดวงตาแดงก่ำด้วยความโล่งอก เขามองไปยังเสิ่นอวิ๋นซูด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความนับถือและซาบซึ้งอย่างสุดหัวใจ

"นางพ้นขีดอันตรายแล้ว" เสิ่นอวิ๋นซูกล่าวเรียบ ๆ พร้อมกับเช็ดเหงื่อที่ผุดขึ้นบนหน้าผาก "แต่ร่างกายยังอ่อนแอมาก ต้องให้ดื่มน้ำต้มสุกบ่อย ๆ และหาข้าวต้มเหลว ๆ ให้กินเมื่อฟื้นขึ้นมา คืนนี้ต้องมีคนเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิด"

สิ้นเสียงของนาง ความเงียบก็พลันถูกทำลายลงด้วยเสียงโห่ร้องยินดีของคนในกลุ่มซุนเถี่ยเกิ่น พวกเขามองนางราวกับเห็นเทพธิดามาโปรด ในยามที่โรคระบาดคร่าชีวิตผู้คนไปต่อหน้าต่อตา การช่วยคนให้รอดจากความตายได้เช่นนี้ไม่ต่างอะไรกับปาฏิหาริย์

ซุนเถี่ยเกิ่นเดินตรงเข้ามาหาเสิ่นอวิ๋นซู โค้งคำนับอย่างนอบน้อมจนศีรษะแทบจรดพื้น "แม่นางเสิ่น บุญคุณครั้งนี้ ข้าซุนเถี่ยเกิ่นและทุกคนในกลุ่มจะจดจำไปชั่วชีวิต!"

เขายืดตัวตรงแล้วหันไปสั่งคนของตน "ไป! เอาข้าวสารที่เรามีอยู่ครึ่งหนึ่งมอบให้แม่นางเสิ่น!"

"หัวหน้า! นั่นมัน..." ชายคนหนึ่งท้วงขึ้นด้วยสีหน้าลำบากใจ เสบียงอาหารในยามนี้มีค่าดั่งทองคำ

"ไม่มีแต่!" ซุนเถี่ยเกิ่นตวาดเสียงกร้าว "ชีวิตของท่านป้าเฉินมีค่ามากกว่าข้าวสารแค่ครึ่งกระสอบรึ! หากไม่ใช่เพราะแม่นางเสิ่น พวกเราคงได้แต่ยืนมองนางตายไปต่อหน้าต่อตา! ไปเอามา!"

ชายคนนั้นหน้าซีดเผือด ไม่กล้าเอ่ยคำใดอีก รีบหันไปหยิบกระสอบผ้าใบเล็กที่ดูแล้วน่าจะมีข้าวสารอยู่ราวห้าถึงหกชั่งมายื่นให้เสิ่นอวิ๋นซูด้วยสองมืออย่างนอบน้อม

เสิ่นอวิ๋นซูมองกระสอบข้าวสารนั้นแล้วส่ายหน้า "ข้าไม่ต้องการมากขนาดนี้ แค่สองชั่งก็พอ" นางไม่ได้เสแสร้ง แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ การรับน้ำใจที่มากเกินไปอาจสร้างศัตรูโดยไม่จำเป็น

"ไม่ได้!" ซุนเถี่ยเกิ่นยืนกรานเสียงแข็ง "หากแม่นางไม่รับไว้ ก็เท่ากับดูแคลนน้ำใจของพวกข้า โปรดรับไว้เถิด ถือว่าเป็นค่ารักษาและเป็นน้ำใจจากพวกเราทุกคน"

เมื่อเห็นความจริงใจในแววตาของเขา เสิ่นอวิ๋นซูจึงพยักหน้ารับ "เช่นนั้นข้าขอบคุณในน้ำใจของท่านหัวหน้าซุน" นางให้กู้จือชิวเป็นผู้รับกระสอบข้าวสารนั้นไว้

ข่าวที่เสิ่นอวิ๋นซูช่วยชีวิตคนป่วยที่ใกล้ตายด้วยสมุนไพรเพียงไม่กี่ชนิดแพร่สะพัดไปทั่วค่ายอย่างรวดเร็ว หลายคนมองมายังที่พักของนางด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป จากความเฉยเมยกลายเป็นความยำเกรงและความหวัง

รุ่งเช้าของอีกวัน ขณะที่เสิ่นอวิ๋นซูกำลังต้มข้าวต้มหอมกรุ่นสำหรับลูกชายและน้องสาวสามี ร่างของหญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งก็เดินตรงมาหานางอย่างช้า ๆ แม้ท่าทางจะยังอ่อนเพลีย แต่ใบหน้ากลับดูสดใสขึ้นมาก คนผู้นั้นคือเฉินเหมยนั่นเอง

เมื่อมาถึงตรงหน้า เฉินเหมยก็ทรุดตัวลงคุกเข่าทันที ทำเอาเสิ่นอวิ๋นซูตกใจจนต้องรีบเข้าไปประคอง

"ท่านป้า ทำอะไรของท่าน! ร่างกายยังไม่หายดี รีบลุกขึ้นเถิด"

เฉินเหมยส่ายหน้าทั้งน้ำตา "ไม่ได้เจ้าค่ะ...หากไม่ได้แม่นางเสิ่นช่วยชีวิตไว้ ป่านนี้ข้าคงกลายเป็นผีไร้ญาติอยู่กลางป่าไปแล้ว บุญคุณช่วยชีวิตนี้ยิ่งใหญ่กว่าสวรรค์ ข้าเฉินเหมยไม่มีสิ่งใดจะตอบแทน"

นางเงยหน้าขึ้น สบตากับเสิ่นอวิ๋นซูด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความภักดีอย่างแน่วแน่ "ข้าเป็นม่ายตัวคนเดียว ไม่มีครอบครัวที่ไหนอีกแล้ว ต่อจากนี้ไป ชีวิตของข้าก็คือของแม่นางเสิ่น หากไม่รังเกียจ โปรดให้ข้าได้ติดตามรับใช้ท่านด้วยเถิดเจ้าค่ะ เวลาที่แม่นางไม่ว่าง ข้าจะช่วยดูแลคุณชายน้อยให้เอง!"

เสิ่นอวิ๋นซูมองลึกลงไปในดวงตาของเฉินเหมย นางเห็นความจริงใจที่ไม่ได้เสแสร้ง ในเส้นทางอพยพที่เต็มไปด้วยภยันตราย การมีพันธมิตรที่ไว้ใจได้เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคนย่อมเป็นเรื่องดีอย่างยิ่ง

"ท่านป้ากล่าวเกินไปแล้ว" เสิ่นอวิ๋นซูแย้มยิ้มบางเบา พยุงนางให้ลุกขึ้นยืน "เรื่องดูแลชิงหยวน ข้าคงต้องรบกวนท่านป้าจริง ๆ"

การยอมรับของนางทำให้ใบหน้าของเฉินเหมยเปล่งประกายด้วยความยินดีอย่างสุดซึ้ง ตั้งแต่วินาทีนั้นเป็นต้นมา เสิ่นอวิ๋นซูก็ได้ผู้ติดตามที่จงรักภักดีคนแรกมาอยู่ข้างกาย

ทว่า ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความซาบซึ้งใจนั้น ที่มุมหนึ่งไม่ไกลออกไปนัก มีสายตาคู่หนึ่งกำลังจับจ้องมาที่กระสอบข้าวสารใบย่อมข้างกายกู้จือชิวด้วยแววตาละโมบและอิจฉาริษยาจนแทบลุกเป็นไฟ

หวังชุ่ยฮวากลืนน้ำลายเหนียว ๆ ลงคออย่างยากลำบาก ในหัวของนางมีแต่ภาพข้าวสารขาว ๆ เต็มกระสอบ นางคิดในใจว่านังสะใภ้สามมันไปเอากลโกงอะไรมาใช้ถึงหลอกเอาข้าวสารจากคนอื่นมาได้ตั้งมากมายขนาดนั้น ของดีเช่นนี้...สมควรเป็นของตระกูลกู้