ตาสับปะรดของหวังชุ่ยฮวา
หลังจากส่งเฉินเหมยกลับไปพักผ่อนแล้ว เสิ่นอวิ๋นซูก็พากู้จือชิวและกู้ชิงหยวนกลับมายังที่พักเล็กๆ ของตนเอง บรรยากาศแห่งความซาบซึ้งใจเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความเหนื่อยล้าและความระแวดระวังที่ต้องเผชิญในแต่ละวัน
"ท่านพี่สะใภ้ ข้าวสารเหล่านี้..." กู้จือชิวมองกระสอบใบย่อมในอ้อมแขนด้วยแววตาทั้งยินดีและกังวลใจ
เสิ่นอวิ๋นซูพยักหน้าเบาๆ สายตาของนางกวาดมองไปรอบๆ อย่างรวดเร็ว แม้จะดูเหมือนสงบนิ่ง แต่ในใจกลับรับรู้ถึงสายตาละโมบหลายคู่ที่จับจ้องมาไม่วางตา โดยเฉพาะสายตาคู่หนึ่งที่ร้อนแรงดุจถ่านไฟจากฝั่งบ้านใหญ่ตระกูลกู้
นางรู้ดีว่าข้าวสารที่ได้มานี้เปรียบเสมือนดาบสองคม ด้านหนึ่งคือชีวิตรอดของคนในครอบครัว อีกด้านคือเชื้อไฟที่จะล่อให้เหล่าหมาป่าหิวโภคบุกเข้ามาขย้ำ
"จือชิว เจ้าไปก่อไฟตรงนั้นที ทำทีเป็นว่าจะต้มน้ำ" เสิ่นอวิ๋นซูสั่งด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แต่มือนั้นกลับขยับอย่างรวดเร็ว นางใช้ร่างของตนเองบังสายตาคนนอก ดึงปากกระสอบให้เปิดกว้างขึ้นเล็กน้อย
เพียงชั่วพริบตาที่กู้จือชิวหันหลังไปจัดการกับกองไฟ จิตของเสิ่นอวิ๋นซูก็เชื่อมต่อกับมิติลับของนางทันที ข้าวสารสีขาวบริสุทธิ์เกือบทั้งหมดในกระสอบถูกย้ายเข้าไปเก็บไว้ในยุ้งฉางของมิติฟาร์มอย่างเงียบเชียบ นางเหลือข้าวสารไว้ในกระสอบเพียงหยิบมือหนึ่ง พอให้คนที่มองเข้ามาเห็นว่ายังมีของอยู่ข้างใน แต่ปริมาณนั้นลดลงไปกว่าแปดส่วน
การกระทำทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในชั่วลมหายใจเดียว เมื่อกู้จือชิวหันกลับมา กระสอบข้าวสารก็ถูกมัดปากเรียบร้อย วางพิงไว้ข้างตัวนางเอกราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
"ท่านแม่ ข้าหิว..." กู้ชิงหยวนน้อยลูบท้องเบาๆ เอ่ยเสียงอ่อย
เสิ่นอวิ๋นซูลูบศีรษะบุตรชายอย่างอ่อนโยน "รอสักครู่ เดี๋ยวแม่จะทำของอร่อยให้กิน"
ทว่า ยังไม่ทันที่นางจะได้หยิบมันเทศแห้งออกมาแม้แต่ชิ้นเดียว ร่างท้วมของหวังชุ่ยฮวาก็พุ่งปราดเข้ามาประชิดตัวราวกับพายุหมุน นางมาพร้อมกับกู้เทียนเป่า ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนที่เดินตามหลังมารดาอย่างยโส
"นังสะใภ้สาม! ได้ของดีอะไรมา เอาออกมาให้หมด!" หวังชุ่ยฮวาตวาดลั่น ดวงตาของนางเบิกกว้างจ้องเขม็งไปยังกระสอบข้าวสารข้างกายเสิ่นอวิ๋นซูราวกับจะให้มันทะลุ แววตาละโมบนั้นดูตะกละตะกลามจนน่าเกลียด คล้ายตาสับปะรดที่มองเห็นไปทั่วทุกทิศทาง
เสิ่นอวิ๋นซูเหลือบมองนางอย่างเย็นชา ไม่ได้ลุกขึ้นยืนด้วยซ้ำ "ของของข้า เกี่ยวอะไรกับท่านป้าใหญ่ด้วย"
"เกี่ยวสิ!" หวังชุ่ยฮวาเท้าสะเอวแผดเสียง "เจ้ายังเป็นคนของตระกูลกู้ สามีเจ้าตายไปแล้ว แต่เจ้าก็ยังเป็นสะใภ้ของตระกูลเรา! ตามกฎของบ้านใหญ่ ของทุกอย่างที่คนในตระกูลหามาได้ ต้องนำเข้ากองกลางให้พี่ใหญ่ต้าไห่เป็นผู้จัดสรรแบ่งปันให้ทุกคนอย่างเท่าเทียม! เจ้าแอบซุกซ่อนเสบียงไว้กินกันสามคนแม่ลูก ถือเป็นการอกตัญญูต่อบรรพบุรุษ!"
คำพูดที่อ้างคุณธรรมสูงส่ง แต่แฝงไว้ด้วยความเห็นแก่ตัวอย่างร้ายกาจทำให้เสิ่นอวิ๋นซูแค่นหัวเราะในลำคอ
"กองกลาง? เท่าเทียม?" นางทวนคำด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน "ตอนที่ชิงหยวนกับจือชิวป่วยหนักใกล้ตาย ข้าไม่เห็นว่ากองกลางของท่านจะแบ่งปันยาหรืออาหารมาให้แม้แต่เมล็ดเดียว ตอนที่พวกท่านนั่งกินซุปเนื้ออยู่พร้อมหน้าพร้อมตา ลูกข้าได้แต่นั่งกลืนน้ำลายอยู่ห่างๆ นั่นคือความเท่าเทียมของท่านหรือ?"
คำพูดของนางแทงใจดำหวังชุ่ยฮวาอย่างจัง นางหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธระคนอับอาย "นังปากดี! วันนี้ข้าจะสั่งสอนให้เจ้ารู้สำนึก!"
ขณะที่ผู้ใหญ่กำลังโต้เถียงกันอย่างดุเดือด กู้เทียนเป่าที่ยืนอยู่ด้านหลังเห็นเป็นโอกาส เด็กหนุ่มอายุสิบสองหนาวซึ่งถูกตามใจจนเคยตัว ทำตามสัญชาตญาณความละโมบที่ได้รับการปลูกฝังจากมารดา เขาวิ่งปราดเข้าหากู้จือชิว หมายจะกระชากกระสอบข้าวสารมาเป็นของตน
"เอามานี่นะ!"
แต่กู้จือชิวไม่ใช่เด็กสาวอ่อนแอคนเดิมอีกต่อไปแล้ว! นางกอดกระสอบไว้แน่นราวกับเป็นชีวิตของตนเอง เมื่อเห็นกู้เทียนเป่าพุ่งเข้ามา สัญชาตญาณปกป้องก็ทำงานทันที นางก้มลงคว้าก้อนหินขนาดพอดีมือที่อยู่ใกล้ๆ แล้วขว้างออกไปสุดแรง!
"เพี้ยะ!"
"โอ๊ย!"
กู้เทียนเป่าร้องลั่นล้มลงไปกองกับพื้น มือข้างหนึ่งกุมศีรษะของตนเองไว้แน่น ของเหลวสีแดงเข้มสายหนึ่งไหลซึมออกมาตามร่องนิ้วของเขา
เหตุการณ์เกิดขึ้นเร็วมากจนทุกคนตะลึงงันไปชั่วขณะ
"เทียนเป่า! ลูกแม่!" หวังชุ่ยฮวาคือคนแรกที่ได้สติ นางกรีดร้องเสียงแหลมราวกับหมูถูกเชือด พุ่งเข้าไปดูอาการลูกชายหัวแก้วหัวแหวน เมื่อเห็นเลือดบนศีรษะของเขา ดวงตาของนางก็พลันแดงก่ำราวกับจะหยดออกมาเป็นเลือด
ความละโมบในใจถูกแทนที่ด้วยความคลุ้มคลั่งอย่างสมบูรณ์แบบ!
"นังเด็กสารเลว! กล้าทำร้ายลูกข้ารึ!" หวังชุ่ยฮวาคำรามในลำคอ นางผุดลุกขึ้น หันขวับมายังกู้จือชิวที่ยืนตัวสั่นเทาด้วยความตกใจ เงื้อมืออวบหนาของนางขึ้นสูง หมายจะฟาดลงบนใบหน้าของเด็กสาวอย่างเต็มแรง
เสิ่นอวิ๋นซูขยับเร็วกว่า!
ในชั่วพริบตาที่ฝ่ามือของหวังชุ่ยฮวากำลังจะฟาดลงมา ร่างของเสิ่นอวิ๋นซูก็ปราดเข้ามาขวางหน้าราวกับเงา มือข้างหนึ่งของนางคว้ามีดทำครัวที่วางอยู่ข้างกองไฟขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
เคร้ง!
ปลายมีดที่แม้จะทื่อไปบ้างตามสภาพ แต่ก็ยังคงความคมกริบและสะท้อนแสงวูบวาบ ถูกจ่ออยู่ตรงปลายจมูกของหวังชุ่ยฮวาพอดี ห่างกันไม่ถึงหนึ่งชุ่น
การเคลื่อนไหวของนางเฉียบขาดและเยือกเย็นจนน่าสะพรึงกลัว บรรยากาศรอบข้างพลันเงียบกริบลงในทันที
หวังชุ่ยฮวาตัวแข็งทื่อ ฝ่ามือที่เงื้อค้างอยู่กลางอากาศสั่นระริก ดวงตาเบิกกว้างจ้องมองปลายมีดที่เย็นเยียบด้วยความไม่เชื่อสายตา เหงื่อเย็นเยียบผุดขึ้นเต็มหน้าผาก
"ท่านป้าใหญ่..." เสียงของเสิ่นอวิ๋นซูดังขึ้น ชัดเจนและเย็นเยียบราวน้ำแข็งพันปี "ลองแตะต้องน้องสาวข้าดูอีกสักครั้งสิ แล้วเราจะได้เห็นดีกัน"