ฉีกหน้ากลางค่าย อ้างสิทธิ์แยกบ้าน

ปลายมีดทื่อเก่าสะท้อนแสงไฟวูบวาบ ห่างจากปลายจมูกอวบใหญ่ของหวังชุ่ยฮวาไม่ถึงหนึ่งชุ่น ไอสังหารอันเยียบเย็นที่แผ่ออกมาจากร่างของเสิ่นอวิ๋นซู ทำให้บรรยากาศรอบข้างพลันกดดันจนแทบหายใจไม่ออก

หวังชุ่ยฮวาตัวแข็งทื่อราวกับถูกแช่แข็ง ดวงตาเบิกกว้างจ้องปลายมีดด้วยความหวาดผวา นางไม่เคยเห็นแววตาเช่นนี้จากสะใภ้รองผู้โง่เขลามาก่อน มันไม่ใช่ความโกรธแค้นธรรมดา แต่เป็นความเฉยชาที่น่าขนลุก ราวกับกำลังมองมดปลวกตัวหนึ่งที่พร้อมจะบดขยี้ได้ทุกเมื่อ

"เจ้า...เจ้ากล้า!" หวังชุ่ยฮวาเค้นเสียงลอดไรฟัน แต่แขนที่เงื้อค้างกลับไม่กล้าฟาดลงมา

"ท่านป้าใหญ่คิดว่าข้าไม่กล้ารึ" เสิ่นอวิ๋นซูเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าแต่ละคำคมกริบดุจน้ำแข็ง "ลูกข้าถูกรังแก น้องสาวข้ากำลังจะถูกทำร้าย ท่านยังหวังให้ข้ายืนดูเฉยๆ หรือไร"

เสียงกรีดร้องโหยหวนของกู้เทียนเป่าที่นอนกุมศีรษะอยู่บนพื้นดังขึ้นอีกระลอก ปลุกให้ผู้คนในบริเวณใกล้เคียงที่ได้ยินความวุ่นวายเริ่มทยอยกันออกมาชะโงกดู เหตุการณ์บานปลายอย่างรวดเร็ว

"เกิดเรื่องอันใดขึ้น!" เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจดังขึ้นแทรกความโกลาหล กู้ต้าไห่เดินแหวกฝูงชนเข้ามาพร้อมกับผู้อาวุโสสองสามคนในค่าย ใบหน้าของเขาถมึงทึงเมื่อเห็นสภาพลูกชายหัวแก้วหัวแหวนที่นอนอยู่บนพื้น และภาพที่เสิ่นอวิ๋นซูใช้มีดจ่อภรรยาของตน

"ท่านพี่! ท่านมาก็ดีแล้ว! ดูนังสัตว์นรกนี่สิ มันไม่เพียงแต่ยุให้ลูกมันทำร้ายเทียนเป่าจนหัวร้างข้างแตก ยังกล้าเอาอาวุธมาข่มขู่ข้า!" หวังชุ่ยฮวาได้ทีฟ้องเสียงดังลั่นราวกับเจอที่พึ่ง

กู้ต้าไห่ตวัดสายตาคมกริบมองไปยังเสิ่นอวิ๋นซู "สะใภ้รอง! วางมีดลงแล้วคุกเข่าขอขมาป้าใหญ่ของเจ้าเสีย!"

เสิ่นอวิ๋นซูแค่นหัวเราะในลำคอ นางค่อยๆ ลดมีดลง แต่มิได้คุกเข่า กลับยืนตัวตรงท้าทายสายตาของทุกคน ในชั่วพริบตาที่ความสนใจของทุกคนจับจ้องไปที่กู้ต้าไห่ นางได้รวบรวมสมาธิอย่างเงียบเชียบ จิตของนางเชื่อมต่อกับมิติลับในบัดดล พลังงานเย็นเยียบสายหนึ่งราวกับน้ำพุจิตวิญญาณไหลวนอยู่ในห้วงสำนึก ขับไล่ความตื่นตระหนกและความเหนื่อยล้าออกไปจนหมดสิ้น เหลือไว้เพียงสติปัญญาที่ปลอดโปร่งและความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมที่ชัดเจนแจ่มแจ้ง

"คุกเข่า?" นางทวนคำ ดวงตาฉายแววเย้ยหยัน "ข้าควรจะถามท่านลุงใหญ่มากกว่า ว่าเหตุใดจึงไม่สั่งสอนบุตรชายของท่านให้ดี ปล่อยให้มารังแกเด็กเล็กกว่า คิดจะแย่งชิงอาหารจากปากหลานชายแท้ๆ ของตนเอง นี่หรือคือการกระทำของลูกหลานตระกูลกู้!"

"เจ้า!" กู้ต้าไห่หน้าเปลี่ยนสี

"ส่วนท่านป้าใหญ่" เสิ่นอวิ๋นซูหันไปทางหวังชุ่ยฮวา "เมื่อเห็นลูกชายตนรังแกผู้อื่นไม่สำเร็จ กลับคิดจะลงไม้ลงมือกับเด็กสาวอายุเพียงสิบสี่หนาวอย่างจือชิว หากข้าไม่เข้าขวาง ป่านนี้น้องสาวข้าคงถูกท่านทำร้ายไปแล้ว! การกระทำเช่นนี้สมควรแล้วหรือกับฐานะผู้อาวุโส!"

คำพูดของนางดังชัดเจนไปทั่วบริเวณ ผู้อพยพที่มุงดูเริ่มซุบซิบกัน หลายคนพยักหน้าเห็นด้วยอย่างเงียบๆ พวกเขาต่างรู้ดีว่ากู้เทียนเป่ามีนิสัยเช่นไร

กู้ต้าไห่เห็นสถานการณ์ไม่สู้ดีจึงตวาดลั่น "หุบปาก! ต่อให้เทียนเป่าจะผิดจริง แต่การทำร้ายจนเลือดตกยางออกและยังชักมีดมาข่มขู่ผู้อาวุโสถือเป็นความผิดมหันต์! ไร้ซึ่งความกตัญญู! วันนี้ข้าในฐานะผู้นำตระกูล จะต้องสั่งสอนเจ้าแทนพี่ชายข้าที่ตายไป!"

เขาหมายจะใช้แรงกดดันจากฝูงชนและธรรมเนียมปฏิบัติมาบีบคั้นนาง

แต่เสิ่นอวิ๋นซูเตรียมพร้อมรับมือไว้แล้ว "ท่านลุงใหญ่กล่าวถึงธรรมเนียม เช่นนั้นเรามาว่ากันด้วยกฎหมาย"

นางสูดหายใจเข้าลึกหนึ่งครั้งแล้วประกาศก้อง "ตามกฎหมายแห่งแคว้นต้าเผิง มาตราที่สิบเจ็ด ว่าด้วยสิทธิ์ของสตรีม่าย ระบุไว้ชัดเจนว่า 'สตรีที่สามีเสียชีวิต หากมีบุตรชายสืบสกุลให้แก่วงศ์ตระกูล ย่อมมีฐานะเป็นหัวหน้าครัวเรือนย่อย มีสิทธิ์ในการถือครองและจัดการทรัพย์สินส่วนตัวของสามีและของตนเองโดยสมบูรณ์'!"

ทุกถ้อยคำที่นางเอ่ยออกมาหนักแน่นและชัดเจนราวกับเสียงค้อนทุบลงบนหิน ทุกคนในที่นั้นนิ่งอึ้งไปตามๆ กัน แม้แต่กู้ต้าไห่ก็ยังตกตะลึงจนพูดไม่ออก เขาไม่เคยคาดคิดว่าสะใภ้รองที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ จะสามารถอ้างกฎหมายบ้านเมืองขึ้นมาได้!

เสิ่นอวิ๋นซูไม่ปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอยไป นางกล่าวต่อไปด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบยิ่งกว่าเดิม "ข้า เสิ่นอวิ๋นซู เป็นภรรยาหลวงของกู้เอ้อร์หลาง มีบุตรชายคือ กู้ชิงหยวน ไว้สืบสกุล บัดนี้สามีข้าสิ้นแล้ว ข้าและลูกย่อมถือเป็นอีกครัวเรือนหนึ่ง มีสิทธิ์ที่จะแยกบ้านออกมาอยู่อย่างเป็นอิสระ! ทรัพย์สินทุกอย่างที่ข้าหามาได้ ย่อมเป็นของข้าและลูก ไม่ใช่ของส่วนรวมในตระกูลใหญ่อีกต่อไป!"

"พูดถึงเรื่องทรัพย์สิน..." แววตาของนางแปรเปลี่ยนเป็นคมกริบดุจดาบที่เพิ่งออกจากฝัก จ้องตรงไปยังกู้ต้าไห่ "ข้าขอถามท่านลุงใหญ่สักคำ ตอนที่สามีข้าเสียชีวิต ท่านพ่อท่านแม่ของข้าส่งเงินมาให้สิบตำลึงเพื่อเป็นค่าทำศพและค่าใช้จ่ายให้ข้ากับลูก เงินจำนวนนั้นอยู่ที่ใด? ข้าไม่เคยเห็นแม้แต่เศษทองแดงเดียว งานศพของสามีข้าก็จัดขึ้นอย่างลวกๆ เงินสิบตำลึงนั้น...ท่านลุงใหญ่คงไม่ได้เก็บเอาไว้ใช้เองหรอกนะ?"

"เปรี้ยง!"

คำถามนี้ไม่ต่างอะไรกับสายฟ้าฟาดลงกลางวงสนทนา!

ใบหน้าของกู้ต้าไห่ซีดเผือดในทันที เขาสะท้านไปทั้งร่างราวกับถูกใครบางคนตบหน้าอย่างจังกลางฝูงชน! เรื่องนี้เป็นความจริง เขายักยอกเงินจำนวนนั้นไปจริงโดยคิดว่าสะใภ้รองผู้โง่งมไม่มีทางรู้เรื่อง!

"เจ้า...เจ้าพูดจาเหลวไหล!" เขาตะกุกตะกัก ปฏิเสธเสียงสั่น

"เหลวไหลหรือ?" เสิ่นอวิ๋นซูยิ้มเย็น "ท่านลุงใหญ่กล้าสาบานต่อหน้าฟ้าดินหรือไม่ ว่าท่านไม่ได้ยักยอกเงินค่าทำศพของหลานชายตนเองไป!"

กู้ต้าไห่อ้าปากค้าง แต่ไม่มีคำพูดใดหลุดออกมา เหงื่อกาฬไหลท่วมหน้าผาก เขาจะกล้าสาบานได้อย่างไร! ในยุคสมัยที่ผู้คนยังเชื่อเรื่องฟ้าดินและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ การสาบานเท็จถือเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย

สถานการณ์พลิกกลับตาลปัตรอย่างสมบูรณ์ จากผู้ที่พยายามสร้างความชอบธรรมให้ตนเอง ตอนนี้กู้ต้าไห่กลับกลายเป็นจำเลยในสายตาของทุกคน

ในขณะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดจนแทบระเบิด เสียงทรงอำนาจอีกเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น "ภรรยาน้อยกู้กล่าวได้มีเหตุผล"

ซุนเถี่ยเกิ่น ผู้นำหมู่บ้านคนใหม่ที่ได้รับการยอมรับจากผู้อพยพส่วนใหญ่ ก้าวออกมาข้างหน้า เขาได้ยินเรื่องราวทั้งหมดตั้งแต่ต้น ดวงตาที่ผ่านโลกมามากของเขามองออกทันทีว่าฝ่ายใดถูกฝ่ายใดผิด

"กฎหมายแคว้นต้าเผิงเป็นเช่นนั้นจริงๆ" ซุนเถี่ยเกิ่นกล่าวเสริม "ในฐานะที่เป็นม่ายและมีบุตรชาย นางมีสิทธิ์ในทรัพย์สินและมีสิทธิ์ที่จะแยกบ้านเพื่อดูแลลูกของตนเอง การที่ผู้อาวุโสจะเข้าไปก้าวก่ายหรือยึดทรัพย์สินของนาง ถือว่าผิดกฎหมาย"

การปรากฏตัวและคำพูดของซุนเถี่ยเกิ่นเปรียบเสมือนฟางเส้นสุดท้ายที่ทับอยู่บนหลังอูฐของกู้ต้าไห่จนหักสะบั้น!

กู้ต้าไห่หน้าเขียวสลับขาว เขารู้ดีว่าตนไม่อาจต่อกรกับซุนเถี่ยเกิ่นได้ ทั้งบารมีและจำนวนคนล้วนด้อยกว่า ยิ่งถูกแฉเรื่องเงินสิบตำลึง ความน่าเชื่อถือของเขาก็พังทลายลงไม่เป็นท่า

"ดี! ดีมาก!" กู้ต้าไห่กัดฟันกรอด จ้องเสิ่นอวิ๋นซูด้วยสายตาอาฆาตแค้นราวกับอสรพิษ "ในเมื่อเจ้าปีกกล้าขาแข็ง อยากแยกบ้านนัก ก็เชิญตามสบาย! ต่อไปหากมีเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจอะไร ก็อย่าได้มาวิงวอนขอความช่วยเหลือจากตระกูลกู้ก็แล้วกัน!"

พูดจบ เขาก็ไม่รอช้าอีกต่อไป รีบตรงเข้าไปฉุดแขนหวังชุ่ยฮวาที่ยังคงยืนตัวสั่น แล้วพยุงกู้เทียนเป่าที่ร้องไห้กระจองอแงขึ้นมา ก่อนจะแหวกฝูงชนจากไปอย่างหัวเสีย ทิ้งไว้เพียงสายตาเคียดแค้นที่บ่งบอกว่าเรื่องนี้ยังไม่จบเพียงเท่านี้แน่นอน

เมื่อตระกูลกู้จากไป ผู้อพยพที่มุงดูก็เริ่มสลายตัวไปอย่างเงียบๆ แต่ละคนมีสีหน้าครุ่นคิด เรื่องราวในวันนี้ได้ตอกย้ำภาพลักษณ์ของตระกูลกู้ที่เห็นแก่ตัวและไร้คุณธรรม ขณะเดียวกันก็ทำให้ทุกคนมองเสิ่นอวิ๋นซูด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป...ไม่ใช่เพียงความสงสาร แต่เป็นความยำเกรง

เสิ่นอวิ๋นซูถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก การเผชิญหน้าครั้งนี้ทำให้นางใช้พลังงานไปมหาศาล แต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็นับว่าคุ้มค่า นางได้ปักธงประกาศอิสรภาพอย่างเป็นทางการแล้ว

กู้จือชิวและกู้ชิงหยวนรีบวิ่งเข้ามาหา ใบหน้าเล็กๆ ของพวกเขาเต็มไปด้วยความโล่งใจและความชื่นชม "พี่สะใภ้/ท่านแม่...ท่านสุดยอดไปเลย!"

เสิ่นอวิ๋นซูยิ้มบางๆ พลางลูบศีรษะเด็กทั้งสองเบาๆ ทว่าในใจกลับไม่ได้รู้สึกผ่อนคลายลงเลยแม้แต่น้อย สายตาสุดท้ายของกู้ต้าไห่ยังคงติดตรึงอยู่ในห้วงความคิดของนาง สายตาเช่นนั้น...มันไม่ใช่แค่ความโกรธ แต่เป็นความอาฆาตพยาบาทที่พร้อมจะฉกกัดทุกเมื่อที่สบโอกาส

นางรู้ดีว่าการฉีกหน้ากู้ต้าไห่กลางค่ายในวันนี้ แม้จะทำให้นางได้สิทธิ์ในการแยกบ้านมา แต่ก็เท่ากับสร้างศัตรูที่อันตรายขึ้นมาอีกหนึ่งคน การเดินทางอพยพที่ยากลำบากอยู่แล้ว บัดนี้กลับยิ่งเต็มไปด้วยภยันตรายที่มองไม่เห็นซึ่งอาจจะจู่โจมเข้ามาได้ทุกเมื่อ