ลืมตาตื่นกลางความตาย

ความเจ็บปวดเสียดแทงราวกับศีรษะจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ คือสัมผัสแรกที่ไป๋ซู่เหยาได้รับรู้ ลำคอแห้งผากราวกับถูกทรายร้อนกรอกใส่ ทุกครั้งที่พยายามกลืนน้ำลาย ความรู้สึกแสบระคายก็แล่นปราดราวกับมีใบมีดกรีดผ่าน กลิ่นอับชื้นผสมกับกลิ่นคาวเลือดจางๆ และไอฝุ่นที่คละคลุ้ง ทำให้หญิงสาวยุคใหม่ต้องขมวดคิ้วมุ่น

นางจำได้ว่าตนกำลังขับรถกลับบ้านหลังเลิกงาน ทว่าฝนที่ตกหนักทำให้ถนนลื่น...จากนั้นก็มีเพียงแสงไฟจ้าและเสียงโลหะบิดงอที่ดังสนั่นหวั่นไหว แล้วเหตุใดนางจึงมานอนอยู่บนพื้นดินที่ร้อนระอุราวกับแผ่นเหล็กเผาเช่นนี้ได้?

ความทรงจำที่ไม่ใช่ของตนเองหลั่งไหลเข้ามาในหัวราวกับเขื่อนแตก—หลินหว่านชิว, แม่ม่ายยังสาว, ภัยแล้ง, ขบวนอพยพ, ลูกชาย...

"ปล่อยข้า! นั่นของข้า!"

เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นของเด็กน้อยปลุกสัญชาตญาณทั้งหมดของไป๋ซู่เหยาให้ตื่นตัว นางฝืนพยุงกายที่หนักอึ้งขึ้นมาอย่างยากลำบาก ภาพที่เห็นเบื้องหน้าทำให้ดวงตาที่เคยสับสนของนางลุกวาวด้วยโทสะทันที

เด็กชายร่างผอมแห้งในชุดผ้าป่านเก่าคร่ำคร่ากำลังใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีเกาะกุมแผ่นแป้งแห้งกรังสีเทาหม่นไว้ในมือเล็กๆ ของเขา อีกด้านหนึ่งคือสตรีร่างอวบอ้วนในชุดสีเขียวมอซอ นางมีดวงตาที่ถลนโปนและเรียวปากที่แสยะยิ้มอย่างน่ารังเกียจ สองมือของนางกำลังพยายามแกะนิ้วเล็กๆ นั้นออกจากแผ่นแป้งอย่างไร้ความปรานี

"เสี่ยวเป่า! เด็กเหลือขอกินคนเดียวได้อย่างไร! ในฐานะป้าใหญ่ ข้าจะเก็บไว้ให้เจ้าเอง!" หวังชุ่ยฮวาตะคอกเสียงแหลม พลางออกแรงบิดข้อมือของเด็กชายจนน่ากลัว

"ไม่! ท่านแม่ให้ข้า! ท่านแม่บอกว่านี่คือส่วนของข้า!" เสิ่นเสี่ยวเป่าร้องไห้จนหน้าแดงก่ำ แต่มิยอมปล่อยมือ

"แม่ของเจ้า? ฮึ! นางใกล้จะตายอยู่แล้ว! แผ่นแป้งนี่ให้ข้ากินยังจะมีประโยชน์เสียกว่า!"

คำพูดประโยคนี้ราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางใจของไป๋ซู่เหยา สัญชาตญาณความเป็นแม่ที่เพิ่งก่อตัวขึ้นใหม่จากความทรงจำของหลินหว่านชิวพลุ่งพล่านจนถึงขีดสุด นางไม่รู้ว่าแรงกายมหาศาลมาจากที่ใด รู้เพียงแต่ว่าในพริบตานั้น นางพุ่งทะยานไปเบื้องหน้าแล้ว!

เพียะ!

เสียงฝ่ามือกระทบเนื้อดังกังวานไปทั่วบริเวณที่เงียบสงัดเพราะความหิวโหย ร่างอวบอ้วนของหวังชุ่ยฮวาล้มกลิ้งไปกับพื้นดินแข็งกระด้างอย่างไม่ทันตั้งตัว นางเงยหน้าขึ้นมาด้วยความตกตะลึง ดวงตาเบิกกว้างมองสตรีที่ควรจะนอนรอความตายอยู่บนพื้นอย่างไม่เชื่อสายตา

ไป๋ซู่เหยาไม่สนใจเสียงฮือฮาของผู้คนรอบข้าง นางก้มลงฉวยแผ่นแป้งแห้งกรังชิ้นนั้นกลับคืนมาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะดึงร่างเล็กๆ ของเสิ่นเสี่ยวเป่าเข้ามาซุกไว้ด้านหลัง แววตาของนางที่มองไปยังหวังชุ่ยฮวานั้นเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งขั้วโลก

"นัง...นังสารเลว! เจ้ากล้าตบข้าหรือ!" หวังชุ่ยฮวาได้สติ นางกรีดร้องชี้หน้าไป๋ซู่เหยาด้วยความโกรธจัด "เจ้ามันสะใภ้ไร้ค่า! สามีตายจากยังไม่พอ ยังจะมาทำร้ายผู้อาวุโสอีกรึ!"

"ผู้อาวุโสที่แย่งอาหารจากปากเด็กสามขวบหรือ?" ไป๋ซู่เหยาแค่นเสียงเย็นชา แต่ละถ้อยคำที่เปล่งออกมาเฉียบคมราวกับใบมีด "หวังชุ่ยฮวา ปากเจ้าบอกว่าจะเก็บไว้ให้เขา แต่มือเจ้ากลับยื้อแย่งราวกับโจร ข้าอยากจะถามหน่อยว่าในตระกูลเสิ่นแห่งนี้ ยังมีกฎเกณฑ์หลงเหลืออยู่หรือไม่!"

ขณะที่สถานการณ์กำลังตึงเครียด เด็กหนุ่มผอมเกร็งวัยสิบห้าปีคนหนึ่งก็รีบวิ่งฝ่าวงล้อมเข้ามา "พี่สะใภ้! เสี่ยวเป่า! พวกท่านเป็นอย่างไรบ้าง?"

เขาคือเสิ่นอีโจว น้องชายของสามีผู้ล่วงลับของหลินหว่านชิว เขากำลังจะเข้าไปประคองหลานชาย แต่กลับถูกร่างใหญ่โตของชายวัยกลางคนผู้หนึ่งผลักจนเซถลาล้มลงไปกับพื้น

"เสิ่นอีโจว! เจ้าจะทำอะไร! พี่สะใภ้ของเจ้าทำร้ายป้าใหญ่ของเจ้า เจ้ายังจะเข้าข้างนางอีกรึ!" เสิ่นต้ากุ้ย ผู้เป็นลุงใหญ่และผู้นำตระกูลตวาดเสียงกร้าว ใบหน้าของเขาแดงก่ำด้วยความโกรธ

ไป๋ซู่เหยามองภาพตรงหน้าด้วยสายตาที่เยียบเย็นยิ่งขึ้น เสิ่นต้ากุ้ยผู้เป็นลุงใหญ่ หวังชุ่ยฮวาผู้เป็นป้าสะใภ้ใหญ่ ทั้งสองคือผู้กุมอำนาจในตระกูลเสิ่นยามอพยพนี้ ส่วนเสิ่นอีโจวและเสี่ยวเป่าที่เป็นเด็กกำพร้า กลับถูกผลักไสให้เป็นเพียงทาสรับใช้และภาระ

ในที่สุดนางก็เข้าใจกระจ่างแจ้ง คนเหล่านี้ไม่ใช่ญาติ แต่เป็นฝูงหมาป่าสูบเลือดที่รอคอยจะกัดกินสองแม่ลูกและน้องชายสามีที่อ่อนแอจนเหลือแต่กระดูกชิ้นสุดท้าย!

นางก้มลงมองเสิ่นเสี่ยวเป่าที่กำลังตัวสั่นเทาอยู่ด้านหลัง มือเล็กๆ ของเขากำชายเสื้อของนางไว้แน่น ดวงตากลมโตที่เต็มไปด้วยหยาดน้ำตามองนางอย่างหวาดหวั่นและคาดหวัง ไป๋ซู่เหยาจึงยื่นแผ่นแป้งแห้งกรังนั้นใส่มือลูกชาย

"กินเถอะเสี่ยวเป่า นี่เป็นของเจ้า ไม่มีใครแย่งไปจากเจ้าได้" น้ำเสียงของนางอ่อนโยนลงอย่างน่าประหลาดเมื่อพูดกับบุตรชาย

จากนั้นนางจึงค่อยๆ ยืดตัวตรงอีกครั้ง ประจันหน้ากับสายตาเกลียดชังของหวังชุ่ยฮวาและสายตากดดันของเสิ่นต้ากุ้ย นางกวาดสายตามองไปรอบๆ สมาชิกตระกูลเสิ่นและชาวบ้านคนอื่นๆ ที่มุงดูอยู่ด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

ความอ่อนแอ ความเจียมตัวของหลินหว่านชิวคนเก่าได้ตายจากไปพร้อมกับสติที่เลือนรางของนางแล้ว บัดนี้ผู้ที่ยืนอยู่ตรงนี้คือไป๋ซู่เหยา! หญิงสาวยุคใหม่ที่ไม่เคยยอมให้ใครหน้าไหนมารังแก!

นางไม่ได้ประกาศกร้าวด้วยคำพูดใดๆ แต่การกระทำและแววตาที่คมกริบดุจใบมีดโกนของนางได้ส่งสารที่ชัดเจนยิ่งกว่าคำพูดนับพันคำออกไปแล้ว

หวังชุ่ยฮวาลุกขึ้นยืนได้ในที่สุด นางชี้หน้าไป๋ซู่เหยาแล้วกรีดร้องราวกับคนเสียสติ "วันนี้ข้าจะสั่งสอนนังสตรีแพศยาอย่างเจ้าให้รู้สำนึกเอง!"

กล่าวจบนางก็ถลันเข้ามา หมายจะกระชากผมของไป๋ซู่เหยา แต่ก่อนที่ร่างอ้วนพีนั้นจะมาถึงตัว เสิ่นต้ากุ้ยก็ก้าวออกมาขวางด้วยสีหน้าถมึงทึง เขามองไปยังไป๋ซู่เหยาด้วยสายตาที่เย็นชาและกดดัน "หลินหว่านชิว ในฐานะผู้นำตระกูล ข้าสั่งให้เจ้าคุกเข่าขอขมาป้าใหญ่ของเจ้าเดี๋ยวนี้! มิเช่นนั้น อย่าหาว่าตระกูลเสิ่นใจร้ายขับไล่แม่ม่ายและเด็กกำพร้าอย่างพวกเจ้าออกจากขบวน!"

คำขู่ของเสิ่นต้ากุ้ยทำให้ทุกคนโดยรอบเงียบกริบ การถูกขับออกจากขบวนอพยพในเวลานี้ไม่ต่างอะไรกับการส่งไปให้ตาย ไป๋ซู่เหยาเผชิญหน้ากับการตัดสินใจครั้งสำคัญครั้งแรกในโลกใบใหม่นี้แล้ว...