มิติขุมทรัพย์ 24 ชั่วโมง

ท่ามกลางสายตาของทุกคนที่จับจ้องมายังจุดเดียว คำขู่ของเสิ่นต้ากุ้ยก้องกังวานราวกับเสียงอสนีบาตฟาดลงกลางลาน สรรพเสียงโดยรอบพลันเงียบงัน เหลือเพียงเสียงลมหายใจที่แผ่วเบาและความตึงเครียดที่แทบจะจับต้องได้

ไป๋ซู่เหยามิได้แสดงท่าทีตื่นตระหนกหรือหวาดกลัว นางยังคงยืนหยัดด้วยหลังที่ตั้งตรง แววตาที่ทอดมองไปยังเสิ่นต้ากุ้ยนั้นเยียบเย็นและสงบนิ่งจนน่าประหลาด ราวกับผู้ที่ถูกข่มขู่ว่าจะถูกขับไล่ไปตายเอาดาบหน้ามิใช่ตัวนาง

นางย่อมรู้ดีว่าการถูกขับออกจากขบวนในยามนี้หมายถึงอะไร แต่การคุกเข่าให้กับหวังชุ่ยฮวานั้นเป็นสิ่งที่นางไม่อาจกระทำได้ยิ่งกว่า ความหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีของคนยุคใหม่ไม่อนุญาตให้นางก้มหัวให้ความไร้เหตุผลเช่นนี้

"ท่านลุงใหญ่" ในที่สุดนางก็เอ่ยปากขึ้น น้ำเสียงของนางเรียบสนิท ไร้ซึ่งระลอกคลื่นแห่งอารมณ์ "การเดินทางยังอีกยาวไกล พวกเราล้วนเป็นคนตระกูลเดียวกัน การผิดใจกันด้วยเรื่องเล็กน้อยเพียงเท่านี้ มีแต่จะทำให้คนนอกหัวเราะเยาะเอาได้ ข้าเคารพท่านในฐานะผู้นำตระกูล แต่ป้าใหญ่กลับหมายจะทำร้ายข้าและแย่งชิงอาหารของบุตรชายข้าก่อน หากเรื่องนี้จำเป็นต้องมีคนผิด ข้าเกรงว่าคงมิใช่ข้าเพียงฝ่ายเดียว"

นางหยุดกล่าว หันไปมองหวังชุ่ยฮวาที่ยังคงมีสีหน้าเคียดแค้นชิงชัง "แต่เพื่อเห็นแก่ความสงบสุขของส่วนรวม ข้าจะถือเสียว่าเรื่องในวันนี้ไม่เคยเกิดขึ้น ข้าจะไม่ลดตัวลงไปต่อความยาวสาวความยืดกับป้าใหญ่อีก"

คำพูดของนางแยบยลยิ่งนัก! ไม่เพียงแต่ไม่ยอมรับผิด แต่ยังโยนความผิดกลับไปให้หวังชุ่ยฮวาอย่างแนบเนียน ทั้งยังแสดงท่าทีประนีประนอมราวกับเป็นผู้ใหญ่ที่ใจกว้างกว่า ทำให้เสิ่นต้ากุ้ยตกอยู่ในสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก

หากเขายังดึงดันจะลงโทษนาง ก็จะดูเป็นผู้นำที่เข้าข้างภรรยาจนไม่ลืมหูลืมตา และอาจทำให้คนในขบวนเสื่อมศรัทธา

เสิ่นต้ากุ้ยจ้องมองไป๋ซู่เหยาเขม็ง แววตาฉายแววครุ่นคิดและประเมินอย่างชัดเจน เขามิคาดคิดว่าสตรีม่ายที่ปกติแล้วอ่อนแอราวกับกระต่ายน้อยจะกล้าต่อปากต่อคำและมีไหวพริบถึงเพียงนี้

"ดี! ดี! ดี!" เขาเอ่ยคำว่าดีสามครั้งซ้อน แต่กลับแฝงไว้ด้วยไอเย็นยะเยือก "ในเมื่อเจ้าพูดถึงเพียงนี้ ข้าก็จะไว้หน้าเจ้าสักครั้ง แต่จงจำไว้ให้ดีหลินหว่านชิว หากมีครั้งต่อไป อย่าหาว่าข้าเสิ่นต้ากุ้ยไม่ให้โอกาส!"

กล่าวจบเขาก็สะบัดแขนเสื้ออย่างแรง หันไปลากหวังชุ่ยฮวาที่กำลังจะอ้าปากโวยวายกลับไปยังที่พักของตนเอง สถานการณ์ที่ตึงเครียดจึงได้คลี่คลายลงในที่สุด ผู้คนที่มุงดูก็เริ่มสลายตัวไปอย่างเงียบเชียบ

ไป๋ซู่เหยากลั้นลมหายใจที่เผลอตัวกลั้นไว้ นางหันกลับมามองเสิ่นเสี่ยวเป่าและเสิ่นอีโจวที่ยืนตัวสั่นอยู่ข้างๆ พร้อมกับลูบศีรษะของเด็กน้อยอย่างปลอบโยน "ไม่เป็นไรแล้ว ทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว"

ค่ำคืนนั้น ม่านราตรีได้โรยตัวลงมาปกคลุมทั่วทั้งบริเวณที่พักชั่วคราวของขบวนอพยพ อากาศหนาวเย็นลงอย่างรวดเร็ว เสียงแมลงกลางคืนดังระงมแข่งกับเสียงลมหายใจและเสียงกรนของผู้คนที่เหนื่อยล้าจากการเดินทาง

ณ มุมหนึ่ง ไป๋ซู่เหยาจัดแจงให้เสิ่นเสี่ยวเป่าและเสิ่นอีโจวนอนชิดกันบนฟางแห้งๆ เพื่อแบ่งปันไออุ่น นางมองดูเด็กชายสองคนที่หลับไปเพราะความอ่อนเพลียด้วยหัวใจที่บีบรัด เสี่ยวเป่าผ่ายผอมจนแก้มตอบ ริมฝีปากแห้งแตกเป็นขุย ส่วนอีโจวที่กำลังจะเข้าสู่วัยหนุ่มฉกรรจ์กลับมีร่างกายที่บอบบางไม่ต่างจากเด็กสิบขวบ แผ่นแป้งแห้งแข็งชิ้นเดียวย่อมไม่อาจเติมเต็มกระเพาะที่ว่างเปล่าของพวกเขาได้

ความหิวโหยและความสิ้นหวังกัดกินหัวใจของนางอย่างช้าๆ นางจะทำเช่นไรดี? ในสถานการณ์เช่นนี้ นางจะปกป้องเด็กสองคนนี้ไปได้อย่างไร?

ขณะที่นางกำลังจมดิ่งอยู่ในภวังค์ความคิด มือของนางก็คลำไปเจอวัตถุบางอย่างในสาบเสื้อด้านใน เป็นจี้หยกรูปหยดน้ำขนาดเล็กที่เย็นเฉียบและเรียบลื่น มันเป็นของที่ติดตัวเจ้าของร่างเดิมมา ไป๋ซู่เหยาไม่เคยให้ความสนใจมันมาก่อน แต่ในวินาทีที่ปลายนิ้วของนางสัมผัสกับหยดเลือดแห้งกรังที่ติดอยู่บนจี้โดยบังเอิญ...

วูบ!

ภาพทุกอย่างตรงหน้าพลันบิดเบี้ยว! ไป๋ซู่เหยารู้สึกราวกับถูกดูดเข้าไปในกระแสธารที่มองไม่เห็น ศีรษะหมุนคว้างอยู่ชั่วครู่ ก่อนที่สติจะกลับคืนมาอีกครั้ง

นางไม่ได้ยืนอยู่ที่เดิมอีกต่อไป!

เบื้องหน้าของนางคือสถานที่ที่สว่างไสวด้วยแสงไฟนีออนจนแสบตา ชั้นวางสินค้าสูงจรดเพดานตั้งเรียงรายเป็นทิวแถวสุดลูกหูลูกตา บนชั้นเต็มไปด้วยสินค้าหลากชนิดที่นางคุ้นเคยเป็นอย่างดี ทั้งบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ขนมปังแถว ข้าวสารบรรจุถุง และน้ำดื่มบรรจุขวดพลาสติกใสสะอาด บนผนังด้านหนึ่งมีป้ายไฟสีแดงสดใสเขียนคำว่า "ซูเปอร์มาร์เก็ต 24 ชั่วโมง"

นี่มัน... นี่มันคือซูเปอร์มาร์เก็ตในยุคของนาง!

ไป๋ซู่เหยาตกตะลึงจนพูดไม่ออก หัวใจของนางเต้นระรัวราวกับจะหลุดออกมานอกอก หรือนี่จะเป็นมิติพิเศษในตำนานที่นางเคยอ่านเจอในนิยาย? นางลองเพ่งสมาธิไปที่ชั้นวางขนมปัง มือของนางยื่นออกไปในอากาศ... และเพียงชั่วพริบตา ขนมปังปอนด์เนื้อนุ่มที่ยังอุ่นๆ ก็ปรากฏขึ้นในมือของนางจริงๆ!

นางไม่ได้ฝันไป!

ดวงตาของนางเหลือบไปเห็นหน้าจออิเล็กทรอนิกส์เล็กๆ ที่มุมหนึ่งของมิติ มันแสดงข้อความว่า: "สินค้าทั้งหมดจะถูกเติมเต็มโดยอัตโนมัติทุกๆ เจ็ดวัน"

เจ็ดวัน! นั่นหมายความว่านางมีเสบียงไม่จำกัด!

ความปีติยินดีถาโถมเข้าใส่จนนางแทบจะทรงตัวไม่อยู่ นี่คือสวรรค์! นี่คือเส้นทางรอดของนางและเด็กๆ! แต่นางก็รีบสงบสติอารมณ์ลงอย่างรวดเร็ว เรื่องนี้ต้องเป็นความลับสุดยอด หากมีใครล่วงรู้เข้า นางและเด็กๆ จะต้องตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิตอย่างแน่นอน

นางคิดอย่างรวดเร็ว คว้าขวดน้ำแร่หนึ่งขวดและฉีกขนมปังออกมาส่วนหนึ่ง จากนั้นจึงตั้งสมาธิกลับสู่โลกภายนอก

วูบ!

ร่างของนางกลับมาปรากฏที่เดิมในท่านั่งขัดสมาธิ ในมือมีขวดน้ำและขนมปังส่งกลิ่นหอมกรุ่น ไป๋ซู่เหยารีบปลุกเสิ่นอีโจวและเสิ่นเสี่ยวเป่าอย่างแผ่วเบา

"อีโจว, เสี่ยวเป่า ตื่นเถอะ"

เสิ่นอีโจวลืมตาขึ้นอย่างงัวเงีย ส่วนเสี่ยวเป่าขยี้ตาแล้วพึมพำ "ท่านแม่ ข้าหิว..."

"กินนี่สิ" ไป๋ซู่เหยายื่นชิ้นขนมปังนุ่มๆ ไปจ่อที่ปากของลูกชาย และเปิดขวดน้ำส่งให้อีโจว "ดื่มซะ แล้วกินนี่ด้วย"

วินาทีแรกที่ขนมปังเนื้อนุ่มสัมผัสลิ้น ดวงตาของเสิ่นเสี่ยวเป่าก็เบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ เขาเคี้ยวมันอย่างตะกละตะกลามราวกับเป็นของอร่อยที่สุดในโลก ส่วนเสิ่นอีโจวหลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่งก็รับน้ำไปดื่ม อึก... อึก... ความเย็นสดชื่นของน้ำบริสุทธิ์ไหลผ่านลำคอที่แห้งผากของเขา มันช่างแตกต่างจากน้ำขุ่นๆ ที่มีกลิ่นดินในถุงหนังอย่างสิ้นเชิง

"พี่สะใภ้... นี่ท่าน..." อีโจวรับขนมปังมาถือไว้ในมือด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งสับสนและซาบซึ้ง

"อย่าถามเลย รีบกินซะ" ไป๋ซู่เหยากระซิบเสียงต่ำ "แล้วจำไว้ ไม่ว่าใครจะถามอะไร ก็บอกว่าไม่รู้ ไม่เห็นอะไรทั้งนั้น เข้าใจหรือไม่?"

อีโจวพยักหน้ารับคำอย่างหนักแน่น เขารู้ดีว่านี่คือความลับที่จะนำมาซึ่งทั้งคุณและโทษ

ขณะที่เด็กทั้งสองกำลังกินอย่างมีความสุข กลิ่นหอมหวานของขนมปังก็ได้ลอยไปตามลม...

"กลิ่นอะไรหอมๆ น่ะ?" เสียงแหลมเล็กที่แสร้งทำเป็นกระซิบดังขึ้นจากเงามืดไม่ไกลนัก ร่างผอมบางของหลี่ซิ่ว ป้าสะใภ้รอง ค่อยๆ ยืนขึ้นและเดินตรงมาทางนี้ "ข้าปวดท้องว่าจะไปปลดทุกข์เสียหน่อย ได้กลิ่นอะไรหอมๆ เข้าพอดี"

ไป๋ซู่เหยาใจหายวาบ! นางไหวตัวทัน รีบยัดขนมปังชิ้นสุดท้ายเข้าปากตัวเองแล้วเคี้ยวอย่างรวดเร็ว ส่วนขวดน้ำก็ซ่อนไว้ใต้กองฟาง นางใช้ร่างของตนบังเสี่ยวเป่าและอีโจวไว้มิดชิด

หลี่ซิ่วเดินเข้ามาใกล้ จมูกของนางขยับฟุดฟิดราวกับสุนัขดมกลิ่น "สะใภ้สาม... เมื่อครู่ข้าได้กลิ่นหอมเหมือนขนมแป้งอบใหม่ๆ มาจากทางนี้ เจ้าได้กลิ่นบ้างหรือไม่?"

ไป๋ซู่เหยาลุกขึ้นยืนประจันหน้า ดวงตาของนางเย็นชาและคมกริบภายใต้แสงจันทร์สลัว "ป้าสะใภ้รอง ท่านคงจะหิวจนตาลายแล้วกระมัง ในค่ายอพยพเช่นนี้จะมีขนมแป้งอบใหม่ๆ มาจากที่ใดกัน"

นางก้าวเข้าไปใกล้หลี่ซิ่วอีกก้าวหนึ่ง กดเสียงให้ต่ำลงจนกลายเป็นเสียงขู่ที่เยียบเย็น "หรือว่า... ท่านแอบซ่อนของดีไว้กินคนเดียว แล้วตอนนี้เกิดหวาดระแวงว่าคนอื่นจะมีเหมือนท่าน?"

คำพูดของนางแทงใจดำของหลี่ซิ่วอย่างจัง! ใบหน้าของนางซีดเผือดลงทันที ในฐานะนกสองหัว นางย่อมมีเสบียงส่วนตัวที่แอบซ่อนไว้บ้างเป็นธรรมดา

"ขะ...ข้าจะไปมีอะไรได้!" หลี่ซิ่วปฏิเสธเสียงหลง "ข้าแค่ถามดูเท่านั้น!"

"เช่นนั้นก็กลับไปนอนพักผ่อนเสียเถิด" ไป๋ซู่เหยาตัดบท "คนเราเมื่อนอนไม่พอ ก็มักจะหูแว่วจมูกเพี้ยนไปบ้างเป็นธรรมดา"

หลี่ซิวถูกสายตาที่ดุดันของไป๋ซู่เหยาจ้องจนขนลุกซู่ นางไม่กล้าต่อปากต่อคำอีก ทำได้เพียงส่งเสียงฮึดฮัดในลำคอแล้วเดินจากไป แต่ก่อนที่จะลับเข้าสู่ความมืด นางยังหันกลับมามองด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยและไม่เป็นมิตร

ไป๋ซู่เหยามองตามร่างของหลี่ซิ่วไปจนลับสายตา นางถอนหายใจออกมาเบาๆ แต่ในใจกลับหนักอึ้ง

กลิ่นหอมจางหายไปในความมืดมิดแล้ว... แต่เมล็ดพันธุ์แห่งความสงสัยได้ถูกหว่านลงในใจของหลี่ซิ่วเสียแล้ว ในดินแดนรกร้างแห่งนี้ ความลับที่หอมหวานดุจขุมทรัพย์ ย่อมดึงดูดได้ทั้งความหวัง... และฝูงหมาป่าที่หิวโหยได้เช่นกัน สงครามครั้งใหม่ที่มองไม่เห็นได้เริ่มต้นขึ้นแล้วเงียบๆ ในราตรีนี้เอง