ไม่ยอมเป็นทาสแรงงาน

แสงอรุณแรกของวันสาดส่องลงมาขับไล่ความมืดมิดและความหนาวเย็นแห่งราตรีกาลออกไป เผยให้เห็นสภาพอันน่าสังเวชของขบวนผู้อพยพที่เริ่มขยับตัวราวกับฝูงมดที่ตื่นจากรัง เสียงไอและเสียงท้องร้องดังระงมไปทั่ว สะท้อนถึงความหิวโหยและอ่อนล้าที่เกาะกินทุกคนมานานหลายวัน

ไป๋ซู่เหยาลูบศีรษะของเสี่ยวเป่าที่ยังคงหลับสนิทอยู่บนหลังของนางเบาๆ ก่อนจะหันไปมองเสิ่นอีโจว เด็กหนุ่มขยับตัวลุกขึ้นอย่างเชื่องช้า ใบหน้าซูบตอบของเขาซีดเซียวไร้สีเลือดอย่างน่าเป็นห่วง

“เคลื่อนพลได้แล้ว! ทุกคนรีบเก็บข้าวของแล้วออกเดินทาง!”

เสียงตะโกนก้องที่เต็มไปด้วยอำนาจของเสิ่นต้ากุ้ยดังขึ้น ปลุกให้ทุกคนต้องรีบขยับตัวอย่างเลี่ยงไม่ได้ ไป๋ซู่เหยาสังเกตเห็นว่าสายตาของลุงใหญ่ผู้นี้กวาดมองมาทางพวกนางด้วยความเย็นชาแวบหนึ่ง ก่อนจะหันไปสั่งการคนอื่นๆ ต่อ

เกวียนไม้ขนาดใหญ่ซึ่งบรรทุกสัมภาระส่วนใหญ่ของตระกูลเสิ่นเอาไว้ยังคงจอดนิ่งอยู่กับที่ มันคือสมบัติที่สำคัญที่สุดของเสิ่นต้ากุ้ยในยามนี้ เพราะภายในนั้นไม่เพียงมีเสื้อผ้าและเครื่องใช้ แต่ยังมีเสบียงอาหารที่ถูกซุกซ่อนไว้อย่างดีอีกด้วย

“อีโจว! ยังมัวโอ้เอ้อยู่ทำไม รีบมาลากเกวียนสิ!” เสิ่นต้ากุ้ยตวาดลั่นเมื่อเห็นว่าหลานชายคนที่สามยังยืนนิ่ง “คนอื่นๆ ต้องรีบเดินทาง เจ้าคิดจะถ่วงเวลาให้ทุกคนต้องลำบากหรืออย่างไร!”

เสิ่นอีโจวสะดุ้งสุดตัว เขาก้มหน้าลงแล้วรีบเดินไปยังด้านหน้าของเกวียน ร่างกายที่ผอมบางราวกับกิ่งไม้แห้งของเด็กหนุ่มวัยสิบห้าปีดูเล็กจ้อยเสียเหลือเกินเมื่อเทียบกับเกวียนไม้ที่หนักอึ้ง เขาหยิบคานไม้ขึ้นมาพาดบ่า เตรียมจะออกแรงลาก

ทว่าบนเกวียนนั้น เสิ่นจินเป่า บุตรชายหัวแก้วหัวแหวนของเสิ่นต้ากุ้ย กลับนั่งเหยียดขาอย่างสบายอารมณ์ มือข้างหนึ่งถือพัดโบกไปมาคล้ายคุณชายสูงศักดิ์ที่กำลังเดินทางท่องเที่ยวชมทิวทัศน์ มิได้มีทีท่าว่าจะลงมาช่วยแม้แต่น้อย

“ท่านพ่อ ข้าเพิ่งจะอายุยี่สิบ ร่างกายยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ หากต้องออกแรงหนักหนา เกรงว่าจะมีผลต่ออนาคตได้” เสิ่นจินเป่าเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงออดอ้อน “ให้อาซาน้องสามลากไปคนเดียวนั่นแหละถูกต้องแล้ว เขาเป็นน้องก็ควรจะทำงานรับใช้พี่ไม่ใช่หรือ”

คำพูดอันไร้ยางอายของเขาทำให้ชาวบ้านที่ได้ยินต่างพากันเบือนหน้าหนีด้วยความสมเพช แต่ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากทักท้วง เพราะเสิ่นต้ากุ้ยคือผู้นำของตระกูลเสิ่นในตอนนี้

เสิ่นอีโจวกำคานไม้ไว้แน่น กัดฟันจนสันกรามขึ้นเป็นนูน สองขาของเขาสั่นระริกขณะพยายามออกแรงดันพื้นดินที่แห้งแตกระแหงเพื่อลากเกวียนให้เคลื่อนไปข้างหน้า แต่เกวียนที่หนักอึ้งกลับขยับไปได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น เหงื่อเม็ดโตผุดขึ้นเต็มหน้าผากของเขา

หมับ!

มือเรียวขาวข้างหนึ่งยื่นมาจับแขนของเสิ่นอีโจวไว้แน่น ทำให้เขาต้องหยุดชะงักและหันกลับไปมองด้วยความประหลาดใจ

“พี่สะใภ้สาม...”

ไป๋ซู่เหยาไม่ได้ตอบคำ แต่กลับเดินไปข้างหน้าแล้วใช้มือผลักคานไม้ออกจากบ่าของเด็กหนุ่มอย่างนุ่มนวล ทว่าแววตาของนางที่จ้องมองไปยังสองพ่อลูกตระกูลเสิ่นสายหลักนั้นกลับแข็งกร้าวและเย็นเยียบราวน้ำแข็ง

“วางมันลงเสีย อีโจว” นางสั่งเสียงเรียบ “เจ้าไม่จำเป็นต้องเป็นวัวเป็นม้าให้ใคร”

“สะใภ้สาม! นี่เจ้าคิดจะทำอะไร!” เสิ่นต้ากุ้ยชี้หน้าตวาดลั่น “คิดจะก่อกบฏรึ! นี่คือเกวียนของตระกูล ข้าสั่งให้ใครลากมันก็เป็นสิทธิ์ของข้า!”

ไป๋ซู่เหยาแค่นยิ้มมุมปาก “เกวียนของตระกูลหรือ? เช่นนั้นคนที่แซ่เสิ่นทุกคนก็ควรมีส่วนช่วยกันลากใช่หรือไม่? หรือว่านามสกุลเสิ่นของจินเป่านั้นสูงส่งกว่าของอีโจว?”

นางกวาดสายตามองไปยังเสิ่นจินเป่าที่นั่งทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้อยู่บนเกวียน ก่อนจะประกาศกร้าวด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดที่ดังพอให้ทุกคนในบริเวณนั้นได้ยินชัดเจน “ข้าจะให้เวลาท่านสามลมหายใจ สั่งให้ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของท่านลงมาช่วยอีโจวลากเกวียนเสีย”

“เหลวไหล! จินเป่าเป็นความหวังของตระกูลเรา จะให้มาทำงานต่ำต้อยเช่นนี้ได้อย่างไร!” หวังชุ่ยฮวาที่ยืนอยู่ข้างๆ กรีดเสียงแหลมขึ้นมาทันที

“เช่นนั้นก็ดี...” ไป๋ซู่เหยายิ้มเย็น “ในเมื่อไม่ยอมลงมาช่วย ก็ไม่ต้องมีใครได้ใช้มันอีกต่อไป”

สิ้นคำพูด นางก็ก้มลงหยิบท่อนไม้ขนาดเหมาะมือท่อนหนึ่งที่ตกอยู่ข้างทางขึ้นมา มันเป็นท่อนไม้สีเข้มที่ดูหนักและแข็งแกร่งกว่าเศษไม้ทั่วไปอย่างน่าประหลาด ราวกับเป็นแก่นไม้เนื้อแข็งที่หลุดมาจากที่ใดสักแห่ง นางแอบใช้จังหวะชุลมุนหยิบมันออกมาจากชั้นวางเครื่องมือในมิติซูเปอร์มาร์เก็ตของนางเอง

ความจริงแล้ว นางสามารถใช้มือเปล่าทำลายเกวียนผุๆ นี่ได้ แต่การมีอาวุธในมือย่อมสร้างความน่าเกรงขามได้มากกว่า

“เจ้า...เจ้ากล้า!” เสิ่นต้ากุ้ยหน้าเขียวคล้ำด้วยความโกรธ

“จะกล้าหรือไม่ ท่านก็ลองดูได้” ไป๋ซู่เหยาตอบกลับอย่างไม่เกรงกลัว นางยกท่อนไม้ในมือขึ้น ง้างเล็กน้อย เตรียมพร้อมที่จะฟาดลงไปบนล้อเกวียนได้ทุกเมื่อ

เสิ่นจินเป่าที่อยู่บนเกวียนเห็นพี่สะใภ้ที่เคยอ่อนแอและขี้ขลาดกลับกล้าท้าทายอำนาจของบิดาเช่นนี้ ก็บันดาลโทสะจนหน้าแดงก่ำ เขากระโจนลงจากเกวียน พุ่งตรงเข้ามาหมายจะสั่งสอนไป๋ซู่เหยา

“นางแพศยา! กล้าขู่พ่อข้างั้นรึ! วันนี้ข้าจะตบสั่งสอนเจ้าเอง!”

ชาวบ้านโดยรอบอุทานออกมาด้วยความตกใจ ไม่มีใครคาดคิดว่าบุรุษร่างโตจะลงมือกับสตรีที่อุ้มลูกน้อยอยู่บนหลังได้ลงคอ

ทว่าไป๋ซู่เหยากลับไม่มีท่าทีตื่นตระหนกแม้แต่น้อย ในจังหวะที่เสิ่นจินเป่าพุ่งเข้ามาเกือบจะถึงตัว นางขยับเท้าหมุนตัวหลบไปด้านข้างอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเหวี่ยงท่อนไม้ในมือสวนกลับไปสุดแรง

เผียะ!

เสียงท่อนไม้กระทบร่างดังสนั่นหวั่นไหว ตามมาด้วยเสียงร้องโหยหวนของเสิ่นจินเป่าที่ดังลั่นไปทั่วบริเวณ

“โอ๊ย! แขนข้า! แขนข้าหักแล้ว!”

บุรุษหนุ่มผู้ขี้เกียจสันหลังยาวทรุดลงไปกองกับพื้น มืออีกข้างกุมแขนที่ถูกฟาดไว้อย่างเจ็บปวด ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความทุกข์ทรมาน ไป๋ซู่เหยาจงใจฟาดเข้าที่แขน ไม่ใช่จุดตาย แต่ก็รุนแรงพอที่จะทำให้เขาเข็ดหลาบไปอีกนาน

“จินเป่า!” เสิ่นต้ากุ้ยและหวังชุ่ยฮวาถลาเข้าไปดูอาการลูกชายด้วยความตกใจปนคลั่งแค้น

“ไป๋ซู่เหยา! นังสารเลว! เจ้ากล้าทำร้ายลูกชายข้า!” หวังชุ่ยฮวากรีดร้องชี้หน้านางราวกับคนเสียสติ

ไป๋ซู่เหยายังคงยืนนิ่งในท่าเดิม ท่อนไม้ในมือยังคงกำไว้แน่น แววตาคมกริบจ้องมองไปยังเสิ่นต้ากุ้ยอย่างไม่ลดละ “ข้าแค่ป้องกันตัว หากเขายังคิดจะเข้ามาทำร้ายข้าอีกครั้งหน้า ข้าไม่รับประกันว่าจะเป็นแค่แขน”

คำขู่ที่เยียบเย็นของนางทำให้เสิ่นต้ากุ้ยที่กำลังจะอ้าปากด่าต้องชะงักงัน เขามองสลับระหว่างลูกชายที่นอนร้องโอดโอยอยู่บนพื้นกับไป๋ซู่เหยาที่ยืนตั้งท่าพร้อมสู้ไม่ถอยราวกับนางพญาเสือ ในใจของเขาก็พลันบังเกิดความหวาดหวั่นขึ้นมาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

สะใภ้สามคนนี้... เปลี่ยนไปแล้วจริงๆ!

ชาวบ้านที่มุงดูเหตุการณ์อยู่ห่างๆ ต่างพากันซุบซิบด้วยความทึ่งระคนหวาดเสียว จากเดิมที่มองนางเป็นเพียงแม่ม่ายอ่อนแอที่น่าสงสาร บัดนี้ภาพลักษณ์ของนางในสายตาของพวกเขาได้เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง นางคือสตรีที่กล้าลุกขึ้นสู้เพื่อปกป้องคนของตนเองอย่างไม่กลัวเกรงอำนาจใดๆ

เสิ่นต้ากุ้ยกัดฟันกรอด เขารู้ดีว่าหากยังดึงดันต่อไป เรื่องคงไม่จบลงง่ายๆ และคนที่เสียเปรียบอาจจะเป็นฝ่ายตนเอง เขาเหลือบมองท่อนไม้ในมือของไป๋ซู่เหยาแล้วตัดสินใจยอมถอยหนึ่งก้าวเพื่อตั้งหลัก

“ก็ได้! ก็ได้! เจ้าชนะ!” เขาตะคอกอย่างหัวเสีย ก่อนจะหันไปเตะเสิ่นจินเป่าที่ยังนอนครวญครางอยู่เบาๆ “ลุกขึ้น! ไอ้ลูกไม่รักดี! แค่นี้ทำเป็นสำออย! รีบไปช่วยน้องสามลากเกวียน!”

แม้จะเจ็บปวดและอัปยศอดสู แต่เสิ่นจินเป่าก็ไม่กล้าขัดคำสั่งบิดา เขาลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล ใช้แขนข้างที่ไม่เจ็บช่วยพยุงคานไม้อีกด้านร่วมกับเสิ่นอีโจว สายตาที่มองมายังไป๋ซู่เหยาเต็มไปด้วยความอาฆาตแค้น

เมื่อเกวียนเริ่มเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างช้าๆ ไป๋ซู่เหยาจึงยอมลดท่อนไม้ในมือลง นางเดินกลับไปหาเสิ่นอีโจวที่กำลังมองมาด้วยแววตาซาบซึ้งและเทิดทูนอย่างสุดหัวใจ

“ขอบคุณ...ขอบคุณขอรับพี่สะใภ้”

ไป๋ซู่เหยาเพียงแค่พยักหน้ารับเบาๆ นางรู้ดีว่านี่เป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น ชัยชนะเล็กๆ ในวันนี้ต้องแลกมาด้วยความเกลียดชังที่หยั่งรากลึกของตระกูลเสิ่นสายหลัก สายตาอาฆาตมาดร้ายของเสิ่นต้ากุ้ยและหวังชุ่ยฮวาที่จับจ้องนางไม่วางตา เป็นดั่งคำประกาศกร้าวว่าสงครามครั้งนี้ยังอีกยาวไกลนัก บนเส้นทางอพยพที่เต็มไปด้วยภยันตรายนี้ ศัตรูที่น่ากลัวที่สุดอาจไม่ใช่ความอดอยากหรือโจรป่า แต่เป็นญาติพี่น้องที่พร้อมจะแทงข้างหลังได้ทุกเมื่อนี่เอง