ฝีปากที่คมกว่ามีด

ภายหลังจากที่คลื่นลมสงบลงชั่วคราว ขบวนอพยพก็เคลื่อนตัวต่อไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้า บรรยากาศระหว่างตระกูลเสิ่นทั้งสองสายอึมครึมราวกับมีเมฆดำทะมึนลอยอยู่เหนือศีรษะ สายตาของหวังชุ่ยฮวาและเสิ่นต้ากุ้ยที่จับจ้องมายังไป๋ซู่เหยาราวกับมีดอาบยาพิษ พร้อมจะพุ่งเข้าใส่ทุกเมื่อ

ไป๋ซู่เหยาหาได้ใส่ใจไม่ นางกุมมือเล็กๆ ของเสิ่นเสี่ยวเป่าไว้แน่น พลางเดินเคียงข้างเกวียนที่บัดนี้มีเสิ่นจินเป่าช่วยลากอีกแรงอย่างไม่เต็มใจนัก ส่วนเสิ่นอีโจว แม้จะเหนื่อยหอบแต่แววตากลับเปี่ยมด้วยความนับถือพี่สะใภ้สามอย่างสุดซึ้ง

เมื่อตะวันคล้อยสูงสู่กลางศีรษะ ความร้อนระอุแผ่ซ่านไปทั่ว ผู้เฒ่าหลิว ผู้นำขบวนอพยพจึงสั่งให้ทุกคนหยุดพักใต้เงาไม้ผุพังริมทางเพื่อกินอาหารมื้อกลางวัน ซึ่งสำหรับส่วนใหญ่แล้วก็คือการจิบน้ำคำสองคำและเคี้ยวรากไม้แห้งๆ เพื่อประทังความหิว

ไป๋ซู่เหยาพาลูกชายและน้องชายสามีปลีกตัวออกมานั่งยังมุมที่ค่อนข้างลับตาคน นางแสร้งทำทีเป็นล้วงหยิบของจากห่อผ้าที่มอมแมม แต่แท้จริงแล้วคือการอาศัยจังหวะที่ไม่มีผู้ใดสังเกต นำหมั่นโถวขาวนึ่งร้อนๆ สองสามลูกและเนื้อแดดเดียวที่เตรียมไว้ล่วงหน้าออกจากมิติซูเปอร์มาร์เก็ต

"กินเสียเถิด จะได้มีแรง" นางยื่นหมั่นโถวให้เสิ่นอีโจวลูกหนึ่ง ส่วนตนเองฉีกอีกชิ้นป้อนเสี่ยวเป่าที่กำลังมองนางตาแป๋ว

เสิ่นอีโจวรับมาด้วยมือสั่นเทา กลิ่นหอมของแป้งสาลีบริสุทธิ์ช่างยั่วยวนจนแทบคลั่ง เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง "พี่สะใภ้สาม... ท่านกับเสี่ยวเป่ากินเถิด ข้ายังทนไหว"

"กินเข้าไป" ไป๋ซู่เหยาสั่งเสียงเรียบ "หากเจ้าล้มไปอีกคน ใครจะช่วยข้าดูแลเสี่ยวเป่า"

คำพูดนั้นทำให้เสิ่นอีโจวไม่กล้าปฏิเสธอีก เขาค่อยๆ กัดหมั่นโถวคำใหญ่ ความนุ่มละมุนและความอิ่มเอมที่แล่นพล่านไปทั่วร่างทำให้หยาดน้ำตาแห่งความตื้นตันเอ่อคลอขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่

ทางด้านหนึ่ง หลี่ซิ่ว ป้าสะใภ้รองผู้มีใบหน้าซื่อใจคด ไม่ได้หยุดพักเฉยๆ นางเห็นว่านี่คือโอกาสอันดีที่จะทำลายชื่อเสียงของไป๋ซู่เหยา นางเดินเข้าไปนั่งรวมกลุ่มกับเหล่าสตรีและผู้อาวุโสสองสามคน รวมถึงผู้เฒ่าหลิวที่กำลังนั่งพักเหนื่อยอยู่ด้วย

"เฮ้อ..." หลี่ซิ่วถอนหายใจยาว พลางใช้หลังมือซับน้ำตาที่ไม่มีอยู่จริง "ข้าล่ะกลัดกลุ้มใจแทนท่านพี่ใหญ่จริงๆ ดูสะใภ้สามสิเจ้าคะ พอสามีตายไปก็ราวกับเปลี่ยนเป็นคนละคน ไม่เพียงไม่เคารพผู้อาวุโส ยังกล้าลงไม้ลงมือกับท่านลุงของสามีตนเองอีก นี่มันอกตัญญูสิ้นดี! หากเสิ่นเหยา(สามีของนางเอก)ยังมีชีวิตอยู่ต้องอกแตกตายแน่ๆ"

ชาวบ้านบางคนที่เห็นเหตุการณ์เมื่อครู่ต่างพยักหน้าเห็นด้วยเบาๆ ตามธรรมเนียมแล้ว การที่ผู้เยาว์ลุกขึ้นต่อต้านผู้อาวุโสถือเป็นเรื่องใหญ่หลวงนัก

"นางทำเกินไปจริงๆ นั่นแหละ" สตรีอีกคนกล่าวเสริม "ถึงท่านลุงเสิ่นจะผิด แต่นางก็ไม่ควรใช้ท่อนไม้ข่มขู่เช่นนั้น ทำให้ผู้คนแตกตื่นกันไปหมด"

หลี่ซิ่วได้ทียิ่งพูดยุแยง "นั่นน่ะสิเจ้าคะ นี่หากไปถึงที่หมายแล้วมีใครถามไถ่ว่าคนหมู่บ้านคู่หลิวสั่งสอนลูกหลานกันอย่างไร พวกเราจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน"

คำพูดของนางพุ่งเป้าไปที่การรักษาหน้าตาของส่วนรวม ทำให้ผู้เฒ่าหลิวซึ่งเป็นผู้นำขบวนต้องขมวดคิ้วด้วยความไม่สบายใจ

ทว่าทุกถ้อยคำกลับลอยเข้าหูของไป๋ซู่เหยาอย่างชัดเจน นางเคี้ยวเนื้อแดดเดียวชิ้นสุดท้ายลงคอช้าๆ ส่งสัญญาณให้เสิ่นอีโจวดูแลเสี่ยวเป่า ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วเดินตรงไปยังใจกลางวงสนทนาด้วยท่วงท่าสงบนิ่ง

"ป้าสะใภ้รอง" เสียงของนางไม่ดังไม่เบา แต่กลับสะกดให้ทุกคนต้องหยุดชะงักและหันมามองเป็นตาเดียว "ดูเหมือนท่านจะมีเรื่องข้องใจเกี่ยวกับการกระทำของข้ามากนัก เหตุใดไม่เอ่ยถามต่อหน้าข้าตรงๆ เล่า"

หลี่ซิ่วหน้าซีดเผือด ไม่คิดว่าไป๋ซู่เหยาจะกล้าเดินเข้ามาเผชิญหน้าเช่นนี้ นางอึกอัก "ขะ...ข้า...ข้าก็แค่เป็นห่วงชื่อเสียงของตระกูลเสิ่น..."

"ชื่อเสียงของตระกูลเสิ่นรึ?" ไป๋ซู่เหยาแค่นยิ้มมุมปาก สายตาคมกริบกวาดมองไปรอบวง ก่อนจะหยุดลงที่ผู้เฒ่าหลิว "ท่านผู้เฒ่าหลิว ข้าไป๋ซู่เหยาขอถามท่านสักคำ การที่ผู้อาวุโสในตระกูลแอบซ่อนเสบียงไว้กินกันเองอย่างอิ่มหนำ ปล่อยให้หลานชายสายเลือดเดียวกันที่อายุเพียงสี่ขวบต้องหิวโซจนซูบผอมแทบจะสิ้นใจ... การกระทำเช่นนี้ สมควรเรียกว่าเป็นผู้อาวุโสที่น่านับถือหรือไม่?"

คำถามนี้ราวกับค้อนหนักทุบลงกลางใจของผู้คนที่กำลังอดอยาก!

หลี่ซิ่วเบิกตากว้าง "เจ้า...เจ้าพูดจาเหลวไหลอันใด!"

"เหลวไหลรึ?" ไป๋ซู่เหยาหัวเราะในลำคอ "เช่นนั้นข้าขอถามป้าสะใภ้รอง เมื่อหลายวันก่อนตอนที่เสี่ยวเป่าลูกข้าหิวจนเป็นลมล้มพับไป ท่านลุงใหญ่กับป้าสะใภ้ใหญ่เอาสิ่งใดให้เขากินบ้าง? ไม่มี! พวกท่านบอกว่าเสบียงหมดแล้ว แต่เหตุใดเสิ่นจินเป่าบุตรชายของท่านกลับยังมีแรงวิ่งไล่เตะหมาได้? เหตุใดพวกท่านถึงยังมีเรี่ยวแรงมาตะคอกข่มขู่ข้าได้เล่า?"

นางชี้ไปยังทิศทางของตระกูลเสิ่นสายหลัก "เสบียงของส่วนรวมที่พ่อแม่ข้าทิ้งไว้ให้ก่อนตาย พวกท่านยึดไปจัดการทั้งหมด บอกว่าจะแบ่งปันอย่างเท่าเทียม แต่ผลลัพธ์คืออะไร? คือลูกข้าเกือบต้องตาย! นี่หรือคือความเมตตาของผู้อาวุโส? นี่หรือคือการดูแลคนในตระกูล? พวกท่านต้องการความเคารพจากข้า แต่พวกท่านเคยให้ความเมตตาต่อลูกข้าบ้างหรือไม่!"

ทุกถ้อยคำของนางเฉียบคมและทรงพลัง ประจานความเห็นแก่ตัวของตระกูลเสิ่นสายหลักออกมาอย่างไม่ไว้หน้า ชาวบ้านที่เคยคล้อยตามหลี่ซิ่วเริ่มมีสีหน้าเปลี่ยนไป พวกเขาทุกคนต่างก็มีลูกมีหลาน ความรู้สึกของการปกป้องเด็กๆ จากความหิวโหยนั้นรุนแรงยิ่งกว่าธรรมเนียมเรื่องความกตัญญูใดๆ

ทันใดนั้นเอง ร่างเล็กๆ ของเสิ่นเสี่ยวเป่าก็เดินเตาะแตะเข้ามาหาผู้เป็นแม่ หลังจากได้กินอาหารดีๆ จากมิติของไป๋ซู่เหยามาสองสามมื้อ เด็กน้อยก็เริ่มมีเรี่ยวแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากที่เคยซูบซีดไร้ชีวิตชีวา บัดนี้ดวงตากลับมาสดใส แม้จะยังผอมบางแต่ก็ดูมีเลือดฝาดขึ้น

เสี่ยวเป่าเดินมาหยุดข้างกายมารดา เอื้อมมือเล็กๆ ไปกุมมือนางไว้แน่น ก่อนจะเงยหน้าขึ้นพูดด้วยเสียงที่ยังไม่สู้จะดังนัก แต่กลับชัดเจนอย่างน่าประหลาดใจ "ท่านแม่พูดถูก... ท่านปู่ใหญ่มีหมั่นโถว... แต่ไม่ให้เสี่ยวเป่ากิน"

คำพูดซื่อๆ จากปากเด็กน้อยผู้บริสุทธิ์กลับทรงอานุภาพยิ่งกว่าคำพูดของผู้ใหญ่ร้อยพันคำ! มันยืนยันข้อกล่าวหาของไป๋ซู่เหยาว่าเป็นความจริงทุกประการ!

เสียงฮือฮาดังกระหึ่มขึ้นรอบทิศทาง คราวนี้สายตาของชาวบ้านที่มองไปยังตระกูลเสิ่นสายหลักไม่ได้มีความเห็นใจอีกต่อไป แต่เต็มไปด้วยความรังเกียจและดูแคลน

"ช่างไร้ยางอายสิ้นดี!"

"ขนาดกับเด็กตัวเล็กๆ ยังทำได้ลงคอ!"

"ซ่อนอาหารไว้กินเอง ปล่อยให้หลานแท้ๆ อดอยาก... นี่มันไม่ใช่คนแล้ว!"

ใบหน้าของหลี่ซิ่วซีดขาวราวกับกระดาษ แผนการทำลายชื่อเสียงของไป๋ซู่เหยาไม่เพียงล้มเหลวไม่เป็นท่า แต่ยังย้อนกลับมาทำร้ายตระกูลเสิ่นสายหลักอย่างย่อยยับ

ผู้เฒ่าหลิวมองภาพตรงหน้าแล้วถอนหายใจยาว ดวงตาที่ผ่านโลกมามากของเขามองไปยังเสิ่นต้ากุ้ยและหวังชุ่ยฮวาที่ยืนหน้าเขียวอยู่ไม่ไกลด้วยความผิดหวังอย่างรุนแรง เขาเอ่ยเสียงเคร่งขรึม "เสิ่นต้ากุ้ย! ในยามคับขันเช่นนี้ ความเมตตาต่อเด็กและผู้เยาว์คือคุณธรรมสูงสุด! การปล่อยให้หลานชายอดอยากเพื่อตนเองจะได้อิ่มท้องนั้น... เป็นเรื่องที่ฟ้าดินมิอาจให้อภัย!"

คำประกาศิตของผู้นำขบวนเท่ากับเป็นการตัดสินชี้ขาด ตอกย้ำความผิดของตระกูลเสิ่นสายหลัก และในขณะเดียวกันก็เป็นการรับรองความชอบธรรมให้แก่การกระทำของไป๋ซู่เหยาโดยปริยาย

ไป๋ซู่เหยาก้มลงมองลูกชาย กุมมือเล็กๆ นั้นไว้แน่นยิ่งขึ้น พลางสบตากับเสิ่นต้ากุ้ยและหวังชุ่ยฮวาที่กำลังจ้องนางด้วยแววตาอาฆาตแค้นราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ นางเชิดหน้าขึ้นอย่างไม่เกรงกลัว ส่งสายตาเย็นชาท้าทายกลับไป

ทว่าก่อนที่สงครามสายตาจะปะทุขึ้นไปมากกว่านี้ พลันมีชายฉกรรจ์ผู้หนึ่งซึ่งทำหน้าที่เป็นหน่วยสอดแนมวิ่งหน้าตาตื่นกลับมาจากด้านหน้าขบวน

"ท่านผู้เฒ่า! แย่แล้วขอรับ! ข้างหน้า... ข้างหน้ามีปัญหาใหญ่!"

ผู้เฒ่าหลิวลุกพรวดขึ้นทันที "เกิดอะไรขึ้น!"

ชายผู้นั้นหอบหายใจอย่างหนักหน่วง ใบหน้าซีดเผือดด้วยความหวาดกลัว "หุบเขา...หุบเขาเฮยสือที่อยู่เบื้องหน้า...ทางเข้าถูกก้อนหินใหญ่ถล่มลงมาปิดตายขอรับ!"