หุบเขาเฮยสืออันกันดาร

ข่าวร้ายเรื่องทางเข้าหุบเขาถูกปิดตายนั้นเปรียบเสมือนสายฟ้าฟาดลงกลางใจขบวนผู้อพยพที่กำลังอ่อนล้า ความหวังที่เพิ่งจะจุดประกายขึ้นริบหรี่ลงในบัดดล เสียงร่ำไห้และเสียงโอดครวญดังระงมขึ้นอีกครั้ง

"สวรรค์! ท่านจะทดสอบพวกเราไปถึงเมื่อใดกัน!"

"ทางข้างหน้าก็ไปไม่ได้ ทางข้างหลังก็กลับไม่ถึง แล้วจะให้พวกเราไปตายที่ใด!"

ผู้เฒ่าหลิวมีสีหน้าเคร่งขรึมยิ่งกว่าครั้งไหนๆ เขาสั่งให้หน่วยสอดแนมสองสามคนลองปีนป่ายขึ้นไปสำรวจเส้นทางอื่น แต่ไม่นานพวกเขาก็กลับมารายงานด้วยใบหน้าสิ้นหวัง "ท่านผู้เฒ่า...ไม่มีทางอื่นเลยขอรับ สองข้างทางเป็นหน้าผาสูงชัน มีเพียงช่องทางเดิมที่บัดนี้ถูกหินถล่มปิดไว้สนิท"

ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ทุกคนต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ท่ามกลางความสิ้นหวังนั้น ไป๋ซู่เหยากลับยังคงสงบนิ่ง นางกวาดสายตามองไปรอบๆ สภาพแวดล้อมอย่างประเมินสถานการณ์

"ท่านผู้เฒ่า" นางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "แม้ทางใหญ่จะถูกปิด แต่ช่องว่างระหว่างก้อนหินเหล่านั้นอาจพอให้คนลอดผ่านไปได้ หากพวกเราช่วยกันขยับก้อนหินเล็กๆ ออกไปบ้าง ก็น่าจะเปิดทางให้เกวียนผ่านไปได้ขอรับ"

คำพูดของนางปลุกสติของทุกคน ผู้เฒ่าหลิวพยักหน้าเห็นด้วย "แม่นางไป๋พูดถูก! ยังไม่ถึงเวลาสิ้นหวัง พวกเราผู้ชายที่มีแรงทุกคน ไปช่วยกันเปิดทาง!"

สิ้นคำสั่ง ชายฉกรรจ์ในขบวนต่างพากันไปที่ปากทางเข้าหุบเขา แม้แต่เสิ่นอีโจวก็เข้าร่วมด้วยอย่างไม่ลังเล มีเพียงเสิ่นจินเป่าที่ทำท่าอิดออด แต่เมื่อถูกสายตาตำหนิจากคนรอบข้างจับจ้อง ก็จำต้องลุกไปช่วยอย่างไม่เต็มใจ

การเดินทางเข้าสู่หุบเขาเฮยสือโหดร้ายกว่าที่ทุกคนคาดคิดนัก สมกับชื่อของมัน หุบเขาแห่งนี้เต็มไปด้วยก้อนหินสีดำสนิทที่สะสมความร้อนจากดวงตะวันจนลุกเป็นไฟ พื้นดินแห้งผากแตกระแหงไร้ซึ่งร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ ไอแดดที่ลอยอ้อยอิ่งอยู่เบื้องบนบิดเบี้ยวราวกับจะแผดเผาทุกชีวิตให้มอดไหม้

เสียงหอบหายใจดังขึ้นทั่วทั้งขบวน ความร้อนระอุทำให้ทุกคนสูญเสียน้ำในร่างกายอย่างรวดเร็ว ริมฝีปากแห้งแตกเป็นขุย ดวงตาพร่าเลือนด้วยความอ่อนเพลีย สภาพแวดล้อมอันโหดร้ายเริ่มบีบคั้นสัญชาตญาณดิบของมนุษย์ให้เผยออกมาทีละน้อย

เสิ่นอีโจวเดินโซซัดโซเซกลับมาที่เกวียน ใบหน้าของเขาซีดเผือด ริมฝีปากแห้งจนแทบปริ "พี่สะใภ้ ข้า...ข้าลองหาดูตามซอกหินแล้ว ไม่มีน้ำเลยแม้แต่หยดเดียว" เขามองไปยังกระบอกไม้ไผ่ที่ว่างเปล่าของตนด้วยแววตาท้อแท้

ไป๋ซู่เหยามองภาพนั้นแล้วในใจพลันรู้สึกสงสารเด็กหนุ่มผู้ซื่อสัตย์คนนี้ นางพยักหน้าเบาๆ "ไม่เป็นไร เจ้าพักก่อนเถอะ เดี๋ยวข้าดูลู่ทางอื่นเอง"

นางแสร้งทำเป็นจัดของบนเกวียน ใช้ร่างของตนบังสายตาจากคนอื่นๆ แล้วอาศัยจังหวะชุลมุนนั้นเอง จิตของนางก็จมดิ่งเข้าสู่มิติพิเศษในพริบตาเดียว

อากาศเย็นสบายภายในซูเปอร์มาร์เก็ตตัดกับความร้อนระอุภายนอกราวฟ้ากับเหว นางไม่เสียเวลาชื่นชมชั้นวางสินค้าที่สว่างไสว มือเรียวคว้าขวดน้ำแร่เย็นฉ่ำขวดหนึ่งออกมาอย่างรวดเร็ว แล้วกลับคืนสู่โลกภายนอกในชั่วอึดใจ

ไป๋ซู่เหยาขยับเข้าไปใกล้เสิ่นอีโจวที่กำลังพิงเกวียนพักเหนื่อยอย่างเงียบเชียบ "อีโจว ดูแลเสี่ยวเป่าให้ข้าที ข้าจะไปดูรอบๆ เผื่อมีพืชกินได้"

นางยื่นกระบอกไม้ไผ่ของเขาคืนให้ จังหวะที่ยื่นคืนนั้นเอง นางก็รินน้ำแร่ใสสะอาดจากขวดที่ซ่อนไว้ในแขนเสื้อลงไปในกระบอกอย่างรวดเร็วและแนบเนียน ก่อนจะเดินเลี่ยงออกไปทำทีเป็นมองหาสมุนไพรตามซอกหิน

เสิ่นอีโจวรับกระบอกมาโดยไม่ทันสังเกต เขายกขึ้นดื่มตามสัญชาตญาณแล้วพลันเบิกตากว้าง ความเย็นสดชื่นของน้ำบริสุทธิ์ไหลผ่านลำคอที่แห้งผาก ปลุกเรี่ยวแรงให้กลับคืนมาอย่างน่าอัศจรรย์ เขามองตามหลังพี่สะใภ้ไปด้วยความงุนงงระคนซาบซึ้งใจ

ทว่าความสงบสุขอยู่ได้ไม่นาน...

"นังแพศยา! พวกเจ้ายังมีน้ำเหลืออีกหรือ!"

เสียงแหลมแสบแก้วหูของหวังชุ่ยฮวาดังขึ้น นางจ้องเขม็งมาที่ไป๋ซู่เหยากับเสี่ยวเป่าที่กำลังจิบน้ำจากถุงหนังใบเล็กอย่างระมัดระวัง ดวงตาของนางแดงก่ำด้วยความกระหายและแรงริษยา ถุงน้ำของตระกูลเสิ่นสายหลักเหือดแห้งไปตั้งแต่เมื่อครู่นี้แล้ว

ไป๋ซู่เหยาเก็บถุงน้ำทันที นางดึงเสี่ยวเป่าเข้ามาหลบอยู่ด้านหลัง สายตาที่มองไปยังหวังชุ่ยฮวานั้นเยียบเย็น "มันเกี่ยวอะไรกับท่านป้าใหญ่ด้วย"

"เกี่ยวสิ!" หวังชุ่ยฮวาถลึงตา "ในยามนี้ทุกคนคือครอบครัวเดียวกัน เจ้ามีน้ำก็ต้องแบ่งปัน! เอามาให้ข้า!"

พูดจบนางก็ไม่รอช้า พุ่งปราดเข้ามาหมายจะกระชากถุงน้ำไปจากมือของไป๋ซู่เหยา สภาพที่ขาดน้ำมานานทำให้นางไม่หลงเหลือความยับยั้งชั่งใจใดๆ อีกต่อไป

ทว่าก่อนที่มือเหี่ยวย่นของนางจะทันได้สัมผัสตัวไป๋ซู่เหยา...

ฉับ!

แสงสีเงินเย็นเยียบสายหนึ่งพลันวาบขึ้นจากแขนเสื้อของไป๋ซู่เหยา ปลายมีดสั้นที่คมกริบและส่องประกายวาววับใต้แสงตะวันจ่อชิดอยู่ที่ลำคอของหวังชุ่ยฮวาในระยะไม่ถึงครึ่งชุ่น!

มีดสั้นเล่มนี้คือสิ่งที่นางแอบหยิบฉวยมาจากโซนอุปกรณ์เดินป่าในมิติ มันถูกซ่อนไว้ในแขนเสื้อเพื่อป้องกันตัวตลอดเวลา และบัดนี้มันก็ได้สำแดงอานุภาพเป็นครั้งแรก

หวังชุ่ยฮวาตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาป ความเย็นยะเยือกจากคมมีดแล่นปราดเข้าสู่หัวใจ นางจ้องมองดวงตาของไป๋ซู่เหยาที่บัดนี้ไร้ซึ่งแววลังเลใดๆ มีเพียงความเฉียบขาดและอำมหิตราวกับนักฆ่า

ผู้คนที่อยู่รอบข้างต่างหยุดชะงักงันกับภาพที่เกิดขึ้น แม้แต่เสิ่นต้ากุ้ยที่กำลังจะเข้ามาสมทบก็ยังต้องผงะถอยหลังด้วยความตกตะลึง

ไป๋ซู่เหยากดปลายมีดลงเล็กน้อย จนผิวหนังเหี่ยวย่นของหวังชุ่ยฮวาปรากฏรอยบุ๋มลงไป เสียงของนางที่เอ่ยออกมานั้นเบาหวิว ทว่ากลับเย็นชาดุจน้ำแข็งจากขั้วโลกเหนือที่แทรกซึมเข้าไปในกระดูกของทุกคนที่ได้ยิน

"ข้าขอบอกอีกครั้ง...น้ำนี่เป็นของลูกข้า"

นางเว้นจังหวะเล็กน้อย ดวงตาจับจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่เบิกโพลงด้วยความหวาดกลัวของหวังชุ่ยฮวา ก่อนจะเอ่ยประโยคสุดท้ายที่ทำให้ทั้งหุบเขาตกอยู่ในความเงียบงัน

"ใครหน้าไหนกล้าแย่ง...ข้าจะแทงให้มิดด้าม!"