ยาลดไข้จากสวรรค์

ความเย็นยะเยือกจากคมมีดที่จ่อชิดลำคอ ทำให้หวังชุ่ยฮวาตัวแข็งทื่อราวกับถูกแช่แข็ง นางจ้องมองดวงตาของไป๋ซู่เหยาที่บัดนี้ไร้ซึ่งแววลังเลใดๆ มีเพียงความเฉียบขาดและอำมหิตราวกับนักฆ่าผู้ช่ำชอง

“ข้าขอบอกอีกครั้ง...น้ำนี่เป็นของลูกข้า”

เสียงของนางเบาหวิว ทว่ากลับเย็นชาดุจน้ำแข็งจากขั้วโลกเหนือที่แทรกซึมเข้าไปในกระดูกของทุกคนที่ได้ยิน

“ใครหน้าไหนกล้าแย่ง...ข้าจะแทงให้มิดด้าม!”

คำประกาศกร้าวที่มาพร้อมกับไอสังหารอันเยียบเย็นทำให้ทั้งหุบเขาตกอยู่ในความเงียบงัน ทุกสายตาจับจ้องไปยังสะใภ้รองตระกูลเสิ่นผู้ที่เคยอ่อนแอและขี้โรค บัดนี้กลับกลายเป็นพยัคฆ์ร้ายที่พร้อมจะขย้ำทุกคนที่ล่วงเกิน

หวังชุ่ยฮวาขวัญหนีดีฝ่อ น้ำลายเหนียวหนืดติดอยู่ในลำคอ นางไม่อาจเปล่งเสียงใดๆ ออกมาได้ ทำได้เพียงสั่นเทิ้มอย่างควบคุมไม่อยู่

ไป๋ซู่เหยาหรี่ตาลง จ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่เบิกโพลงด้วยความหวาดกลัวของอีกฝ่าย ก่อนจะค่อยๆ ลดมีดสั้นลงแล้วเก็บเข้าแขนเสื้ออย่างรวดเร็วราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น นางเอ่ยเสียงเย็น “ไสหัวไปให้พ้นหน้าข้า”

หวังชุ่ยฮวาราวกับได้รับอภัยโทษ นางรีบโกยอ้าวถอยหลังไปหลายก้าว สะดุดขาตนเองล้มลงอย่างไม่เป็นท่า เสิ่นต้ากุ้ยที่หน้าซีดเผือดรีบเข้าไปประคองภรรยาพลางส่งสายตาอาฆาตมาให้ แต่ก็ไม่กล้าทำอะไรผลีผลาม

ไป๋ซู่เหยาไม่สนใจสายตาเหล่านั้นอีกต่อไป นางหันกลับมาห่วงใยเสี่ยวเป่าที่ซบอยู่ด้านหลังทันที “เป่าเอ๋อร์ ไม่ต้องกลัวนะ แม่ปกป้องเจ้าเอง”

ขบวนอพยพจำต้องเคลื่อนที่ต่อไป แต่บรรยากาศกลับอึดอัดและหนักอึ้งยิ่งกว่าเดิม ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้เกวียนของไป๋ซู่เหยาอีก ทุกคนต่างมองนางด้วยสายตาที่ผสมปนเปกันระหว่างความหวาดระแวงและความยำเกรง

เส้นทางในหุบเขาเฮยสือนั้นทารุณนัก เวลากลางวันร้อนระอุจนแทบจะแผดเผาผิวหนัง แต่พอตกกลางคืนกลับหนาวเหน็บจนเข้ากระดูก ร่างกายของเด็กน้อยอย่างเสิ่นเสี่ยวเป่าที่เพิ่งจะฟื้นตัวมาได้ไม่นาน ไหนเลยจะทนทานต่อสภาพอากาศที่เลวร้ายเช่นนี้ได้

ตกเย็นวันนั้น ขณะที่ทุกคนหยุดพักเพื่อก่อไฟผิงกายไล่ความหนาวเย็น ไป๋ซู่เหยาก็สังเกตเห็นความผิดปกติของลูกชาย

แก้มของเด็กน้อยแดงก่ำผิดธรรมชาติ ลมหายใจร้อนผ่าว หน้าผากร้อนจี๋ราวกับก้อนถ่านไฟ

“เสี่ยวเป่า...” นางเรียกเสียงแผ่วเบาด้วยใจที่ร่วงหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม เด็กน้อยไม่ตอบสนอง เพียงแต่ซุกซบอยู่ในอ้อมแขนของนางอย่างอ่อนแรง

ไข้ขึ้นสูง!

หัวใจของไป๋ซู่เหยาบีบรัดอย่างรุนแรง ในสถานการณ์เช่นนี้ การเจ็บป่วยธรรมดาก็อาจคร่าชีวิตคนได้โดยง่าย โดยเฉพาะกับเด็กเล็กที่ร่างกายยังอ่อนแอ

ขณะที่นางกำลังร้อนใจอยู่นั้น เสียงแหลมเสียดแก้วหูของหวังชุ่ยฮวาก็ดังขึ้นจากไม่ไกลนัก นางกำลังนั่งกอดเข่าอยู่ข้างกองไฟของตระกูลเสิ่นสายหลัก สายตาจับจ้องมาทางนี้อย่างเคียดแค้น

“ฮึ! ทำเป็นหวงน้ำดั่งทอง ที่แท้ก็เอาไปปรนเปรอตัวภาระนี่เอง ดูสิ ป่วยกระเสาะกระแสะปานนี้ คงไม่รอดพ้นคืนนี้ไปได้หรอก ตายๆ ไปเสียก็ดี จะได้ลดภาระคนอื่น!”

คำพูดอันแสนโหดร้ายไร้หัวใจนั้นราวกับน้ำมันที่ราดลงบนกองไฟโทสะของไป๋ซู่เหยา!

“เจ้าว่าอะไรนะ!” ดวงตาของนางวาวโรจน์ขึ้นมาในทันที ไอสังหารที่เคยเก็บงำไว้ปะทุออกมาอย่างรุนแรงยิ่งกว่าครั้งก่อน

นางไม่พูดพร่ำทำเพลง ลุกพรวดขึ้น วางร่างเสี่ยวเป่าที่อ่อนปวกเปียกลงบนฟางนุ่มๆ ในเกวียนอย่างแผ่วเบา ก่อนจะสาวเท้าปราดเข้าไปหาหวังชุ่ยฮวาที่ยังไม่ทันได้ตั้งตัว

“เจ้ากล้าดียังไงมาแช่งลูกข้า!”

*ตุ้บ!*

ไม่รอให้อีกฝ่ายได้แก้ตัว ไป๋ซู่เหยาซัดฝ่าเท้าเข้าไปที่กลางลำตัวของหวังชุ่ยฮวาเต็มแรง!

ร่างอ้วนกลมของนางลอยหวือไปตามแรงเตะราวกับว่าวสายป่านขาด ก่อนจะร่วงกระแทกพื้นดังอั้ก ห่างออกไปเกือบหนึ่งวา นางจุกจนตัวงอ นอนร้องโอดโอยอยู่บนพื้นดิน ไม่สามารถลุกขึ้นมาได้ในทันที

เหตุการณ์เกิดขึ้นรวดเร็วจนทุกคนที่อยู่รอบกองไฟต่างตกตะลึงอ้าปากค้าง!

เสิ่นต้ากุ้ยและเสิ่นจินเป่าที่เห็นภรรยาและมารดาถูกทำร้ายก็หน้าเปลี่ยนสี “นังสารเลว! เจ้ากล้าทำร้ายท่านป้าใหญ่!” จินเป่าคำรามลั่น แต่กลับทำเพียงแค่ชี้หน้าด่า ไม่กล้าก้าวเข้ามาแม้แต่ก้าวเดียว เพราะภาพมีดสั้นคมกริบยังคงติดตาเขาอยู่

ไป๋ซู่เหยาไม่แม้แต่จะชายตามองพวกขยะเหล่านั้น นางชี้หน้าหวังชุ่ยฮวาที่นอนตัวงออยู่บนพื้นแล้วประกาศกร้าวด้วยน้ำเสียงที่เย็นยะเยือกจับขั้วหัวใจ

“ฟังให้ดีนะหวังชุ่ยฮวา! ต่อไปถ้าข้าได้ยินเจ้าพูดจาไม่เข้าหูเกี่ยวกับลูกข้าอีกแม้แต่ครึ่งคำ มันจะไม่จบแค่การเตะแน่!”

พูดจบนางก็หันหลังกลับไปยังเกวียนของตนเองทันที ทิ้งให้ตระกูลเสิ่นสายหลักยืนเดือดดาลแต่ไม่กล้าทำอะไรอยู่ตรงนั้น

นางกลับมาอุ้มเสี่ยวเป่าขึ้นแนบอกอีกครั้ง ความโกรธเกรี้ยวเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความกังวลที่กัดกินหัวใจ นางต้องหายาให้ลูกโดยเร็วที่สุด!

ทันใดนั้น เสิ่นอีโจวก็เดินเข้ามาหาอย่างเงียบๆ เด็กหนุ่มวัยสิบห้าปีมองพี่สะใภ้สลับกับหลานชายที่กำลังตัวร้อนจี๋ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดอย่างสุดซึ้ง

“พี่สะใภ้...”

ทันทีที่ไป๋ซู่เหยาหันมามอง เขาพลันคุกเข่าลงกับพื้นจนเกิดเสียงดังตุ้บ!

“อีโจว! เจ้าทำอะไรน่ะ! ลุกขึ้น!” ไป๋ซู่เหยาตกใจ พยายามจะดึงเขาขึ้น

“ไม่! ข้าไม่ลุก!” อีโจวน้ำตาคลอเบ้า เขาโขกศีรษะลงกับพื้นดินแห้งแข็ง “เป็นความผิดของข้าเอง ข้าดูแลเสี่ยวเป่าได้ไม่ดีพอ ข้ามันไร้ประโยชน์... พี่สะใภ้ ได้โปรด... ได้โปรดอย่าทอดทิ้งเสี่ยวเป่าเลยนะขอรับ! ต่อให้ท่านจะทิ้งข้าไปก็ตาม แต่อย่าทิ้งเขาไปเลย!”

คำพูดของเด็กหนุ่มที่เปี่ยมไปด้วยความภักดีและความรู้สึกผิดจากใจจริง ทำให้หัวใจของไป๋ซู่เหยาอ่อนยวบลง นางเข้าใจดีว่าในยุคสมัยนี้ การที่เด็กป่วยหนักระหว่างการเดินทางอพยพ มักจะลงเอยด้วยการถูกทอดทิ้งเพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่ส่วนรวม

นางถอนหายใจยาว วางเสี่ยวเป่าลงอีกครั้ง แล้วใช้สองมือประคองอีโจวให้ลุกขึ้นยืน

“ลุกขึ้นเถิด นี่ไม่ใช่ความผิดของเจ้าเลย” นางลูบฝุ่นดินออกจากหน้าผากของเขา ก่อนจะขยี้กลุ่มผมที่ยุ่งเหยิงนั้นเบาๆ ด้วยความเอ็นดู “จำคำของข้าไว้ให้ดีนะอีโจว ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหรือเสี่ยวเป่า ข้าไม่มีวันทอดทิ้งพวกเจ้าทั้งสองคนเด็ดขาด เราคือครอบครัวเดียวกัน”

คำมั่นสัญญาที่หนักแน่นนั้นทำให้อีโจวเงยหน้าขึ้นมองพี่สะใภ้ด้วยแววตาซาบซึ้งและเทิดทูน เขาพยักหน้าอย่างแรง กลั้นน้ำตาเอาไว้สุดความสามารถ

“เอาล่ะ ตอนนี้ข้าต้องการที่ลับตาคน เจ้าไปช่วยดูต้นทางให้หน่อย อย่าให้ใครเข้ามาใกล้เกวียนเด็ดขาด โดยเฉพาะพวกตระกูลใหญ่” ไป๋ซู่เหยาสั่งการด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“ขอรับพี่สะใภ้!” อีโจวรับคำอย่างแข็งขัน ก่อนจะเดินไปยืนเฝ้าระวังอยู่ห่างจากเกวียนราวสิบก้าว สายตาคมปลาบจับจ้องไปรอบทิศทางอย่างระแวดระวัง

เมื่อเห็นว่าปลอดภัยแล้ว ไป๋ซู่เหยาจึงอุ้มเสี่ยวเป่าเข้าไปในเกวียนที่ค่อนข้างมืดและคับแคบ นางดึงผ้าขาดๆ มาบังทางเข้าไว้เพื่อความเป็นส่วนตัว

นางหลับตาลง รวบรวมสมาธิเพียงชั่วครู่ ทิวทัศน์ของซูเปอร์มาร์เก็ตที่สว่างไสวและเต็มไปด้วยสินค้านานาชนิดก็ปรากฏขึ้นในห้วงความคิด

‘ยาสามัญประจำบ้าน... แผนกยา!’

นางมุ่งตรงไปยังชั้นวางยาในมิติอย่างรวดเร็ว สายตากวาดมองหาหมวดหมู่ยาสำหรับเด็ก และในที่สุดก็พบสิ่งที่ต้องการ!

แผ่นเจลลดไข้สำหรับเด็ก และ ยาน้ำเชื่อมพาราเซตามอลรสผลไม้!

นางไม่รอช้า ‘หยิบ’ ของทั้งสองสิ่งออกมาถือไว้ในมือทันที เมื่อลืมตาขึ้น ของวิเศษจากยุคปัจจุบันก็ปรากฏขึ้นในมือของนางจริงๆ

นางบรรจงลอกแผ่นฟิล์มออกจากแผ่นเจลเย็นๆ อย่างเบามือ ก่อนจะแปะมันลงบนหน้าผากร้อนผ่าวของเสี่ยวเป่า เด็กน้อยสะดุ้งเล็กน้อยจากความเย็น แต่แล้วก็ผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อความเย็นสบายเริ่มแผ่ซ่าน

จากนั้น นางก็เปิดขวดยาน้ำเชื่อม เทใส่ช้อนพลาสติกเล็กๆ ที่ติดมาด้วย แล้วค่อยๆ ป้อนของเหลวสีชมพูรสหวานเข้าปากลูกชายอย่างระมัดระวัง

“เป่าเอ๋อร์คนเก่งของแม่ ดื่มน้ำหวานจากสวรรค์นี่นะ แล้วเจ้าจะหายดี” นางกระซิบปลอบโยน

เสี่ยวเป่าที่แทบไม่ได้สติยอมกลืนยาลงไปแต่โดยดี หลังจากดื่มยาจนหมดช้อน เขาก็ผล็อยหลับไปในอ้อมแขนของนางอีกครั้งด้วยสีหน้าที่ดูสุขสบายขึ้นมาก

ไป๋ซู่เหยาถอนหายใจอย่างโล่งอก นางกอดร่างเล็กๆ ของลูกชายไว้แน่น พลางลูบแผ่นเจลลดไข้บนหน้าผากของเขาเบาๆ มันคือของแปลกปลอมที่ไม่ควรมีอยู่ในยุคนี้ แต่บัดนี้มันคือความหวังเพียงหนึ่งเดียวของนาง

ขณะที่นางกำลังจมอยู่ในความโล่งใจระคนอ่อนเพลียนั้นเอง...

*ซวบ...*

เสียงฝีเท้าเบาๆ ที่เหยียบย่ำลงบนใบไม้แห้งดังขึ้นจากด้านนอกเกวียน!

เสียงนั้นอยู่ใกล้มาก! ใกล้เสียจนนางรู้สึกได้ถึงเงาตะคุ่มที่ทาบทับลงบนผ้าที่ใช้บังทางเข้าไว้

ดวงตาของไป๋ซู่เหยาพลันแข็งกร้าวขึ้นในทันที นางรีบกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นอีก สัญชาตญาณระวังภัยร้องเตือนอย่างรุนแรง...

มีคนแอบย่องมา! หรือว่า...จะมีคนเห็นตอนที่นางนำ ‘ยาลดไข้จากสวรรค์’ ออกมา