สเปรย์พริกไทยปะทะหมาป่า
เงาตะคุ่มที่ทาบทับลงบนผืนผ้าหน้าเกวียนสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนที่ผ้าจะถูกรั้งเปิดออกอย่างแผ่วเบา ไป๋ซู่เหยาผู้กำลังตื่นตัวเต็มที่กระชับร่างเสี่ยวเป่าในอ้อมแขนแน่นขึ้นอีก ปลายนิ้วเย็นเฉียบเตรียมพร้อมรับมือกับผู้บุกรุกยามวิกาล
แต่ทว่า...ผู้ที่ปรากฏกายกลับเป็นเสิ่นอีโจว
เด็กหนุ่มวัยสิบห้าปีมีสีหน้าลังเลระคนละอายใจ เขาก้มศีรษะลงเล็กน้อย ไม่กล้าสบสายตาพี่สะใภ้โดยตรง "พี่สะใภ้ ข้า...ข้าปลุกท่านหรือ"
ไป๋ซู่เหยาคลายอ้อมกอดที่เกร็งแน่นลงเล็กน้อย พลางขมวดคิ้วถามเสียงเบา "มีเรื่องอันใด เหตุใดจึงยังไม่นอน"
เสิ่นอีโจวกำหมัดแน่น แววตาฉายประกายมุ่งมั่นอย่างที่นางไม่เคยเห็นมาก่อน "ข้าจะออกไปหาของป่าที่หุบเขาด้านหลัง ข้าเห็นพวกผักป่าขึ้นอยู่หลายชนิด บางทีอาจหาหัวเผือกหัวมันมาให้เสี่ยวเป่าได้บ้าง"
เขาชี้ไปยังทิศทางหนึ่งในความมืด ที่นั่นคือหุบเขาเล็กๆ ที่ขบวนของพวกเขาหยุดพักอยู่ใกล้ๆ ตลอดหลายวันที่ผ่านมา เขาเห็นผู้อพยพบางคนเข้าไปแล้วกลับออกมาพร้อมรากไม้ที่พอจะประทังชีวิตได้
"ไม่ได้! มันอันตรายเกินไป" ไป๋ซู่เหยาปฏิเสธทันควัน "กลางค่ำกลางคืนเช่นนี้ สัตว์ร้ายชุกชุม เจ้าจะเอาชีวิตไปทิ้งหรือ"
"แต่ข้าทนดูท่านกับหลานลำบากเช่นนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว!" เสิ่นอีโจวสวนกลับเสียงดังขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะรีบเบาเสียงลงเมื่อนึกได้ "ข้าเป็นบุรุษ แต่กลับต้องให้พี่สะใภ้ปกป้อง ให้ท่านหาอาหารมาให้ ข้า...ข้าไร้ประโยชน์สิ้นดี!"
ความรู้สึกผิดและอัปยศถาโถมเข้าใส่จิตใจของเด็กหนุ่ม เขาอยากเป็นที่พึ่งให้พี่สะใภ้และหลานชายตัวน้อย ไม่ใช่เป็นภาระเช่นนี้
ไป๋ซู่เหยาถอนหายใจยาว นางเข้าใจความรู้สึกของเขาดี หากห้ามปรามอย่างแข็งกร้าวต่อไปคงมีแต่จะทำร้ายความภาคภูมิใจของเขา นางจึงเปลี่ยนน้ำเสียงให้อ่อนลง "เช่นนั้นก็รอให้ฟ้าสางก่อน อย่างน้อยก็ปลอดภัยกว่า ตอนนี้กลับไปนอนพักเสีย"
เสิ่นอีโจวลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่เมื่อเห็นสายตาจริงจังของพี่สะใภ้ เขาก็พยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย "ขอรับพี่สะใภ้"
เด็กหนุ่มถอยกลับไปยังที่นอนฟางของตน ทิ้งให้ไป๋ซู่เหยาจมอยู่ในความคิด นางมองลูกชายที่หลับใหลอย่างสงบด้วยแผ่นเจลบนหน้าผากแล้วก็ยิ่งกังวล เสบียงในมิติแม้จะมีไม่จำกัด แต่การจะนำออกมาใช้โดยไม่ให้ใครสงสัยนั้นยากเย็นแสนเข็ญ การให้เสิ่นอีโจวช่วยหาอาหารจากธรรมชาติมาบังหน้าก็เป็นความคิดที่ไม่เลว
เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า...
ไป๋ซู่เหยาเผลอหลับไปข้างเกวียนพร้อมกับเสี่ยวเป่าในอ้อมแขน นางสะดุ้งตื่นเมื่อแสงอรุณแรกเริ่มจับขอบฟ้า สิ่งแรกที่นางทำคือตรวจดูอาการของลูกชาย ไข้ลดลงแล้ว ลมหายใจสม่ำเสมอ ใบหน้าเล็กๆ กลับมามีสีเลือดฝาดจางๆ นางถอนหายใจอย่างโล่งอก
แต่แล้วหัวใจของนางก็พลันร่วงวูบเมื่อมองไปยังที่นอนของเสิ่นอีโจว
มันว่างเปล่า!
เด็กหนุ่มผู้นั้นไม่อยู่แล้ว! บนกองฟางมีเพียงรอยยุบจางๆ เขาน่าจะแอบออกไปตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางดี
"เจ้าเด็กโง่เอ๊ย!" ไป๋ซู่เหยาสบถในใจ นางรีบอุ้มเสี่ยวเป่ากลับเข้าไปนอนในเกวียน คลุมผ้าให้เขาอย่างดี แล้วหันไปคว้ามีดปังตอเล่มเดิมเหน็บไว้ที่เอว ก่อนจะก้าวฉับๆ ออกจากค่ายพักแรม มุ่งหน้าไปยังหุบเขาที่เสิ่นอีโจวพูดถึงเมื่อคืน
ทางเดินในหุบเขาขรุขระและรกชัฏไปด้วยพงหญ้า นางเดินตามรอยเท้าจางๆ ที่ทิ้งไว้บนพื้นดินชื้น พลางกวาดสายตามองหาและตะโกนเรียกชื่อเขาเป็นระยะ
"อีโจว! เสิ่นอีโจว! เจ้าอยู่ไหน!"
เสียงของนางสะท้อนไปมาในหุบเขาอันเงียบสงัด แต่กลับไร้ซึ่งเสียงตอบรับ ความกังวลเริ่มกัดกินหัวใจของไป๋ซู่เหยามากขึ้นทุกขณะ
ขณะที่นางกำลังจะตะโกนอีกครั้ง...
"อ๊ากกก!"
เสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดและหวาดกลัวดังแว่วมาจากเบื้องลึกของหุบเขา!
เป็นเสียงของเสิ่นอีโจว!
ไป๋ซู่เหยาหน้าเปลี่ยนสี นางไม่คิดอีกต่อไป สองเท้าพลันเร่งความเร็วจนแทบจะกลายเป็นภาพพร่าเลือน นางวิ่งแหวกพงหนามและกิ่งไม้อย่างไม่คิดชีวิต ปลายหนามแหลมเกี่ยวข่วนแขนขาจนแสบไปหมด แต่นางไม่สนใจแม้แต่น้อย
เมื่อวิ่งมาจนถึงลานเล็กๆ กลางหุบเขา ภาพที่เห็นทำให้นางแทบหยุดหายใจ
เสิ่นอีโจวนอนกองอยู่กับพื้น แขนข้างหนึ่งมีรอยแผลยาวจากการถูกบางอย่างขย้ำ แต่ยังไม่ถึงกับฉกรรจ์นัก ข้างตัวเขามีตะกร้าสานใบเล็กที่บรรจุหัวมันป่าไว้สองสามหัวตกอยู่ เบื้องหน้าของเขา หมาป่าผอมโซสองตัวกำลังแยกเขี้ยวคำราม น้ำลายเหนียวหนืดไหลย้อยจากมุมปาก ดวงตาของพวกมันเปล่งประกายสีเขียววาวด้วยความหิวกระหาย ร่างกายผอมเกร็งจนเห็นซี่โครง แต่สัญชาตญาณนักล่ายังคงดุร้ายไม่เสื่อมคลาย
"ไปให้พ้น! เจ้าสัตว์เดรัจฉาน!" เสิ่นอีโจวตะโกนเสียงสั่น เขาพยายามใช้กิ่งไม้ที่หักอยู่ใกล้มือปัดป้องอย่างสิ้นหวัง
หมาป่าตัวหนึ่งไม่รอช้า มันกระโจนเข้าใส่หมายจะขย้ำคอของเด็กหนุ่ม!
"อีโจว!"
ไป๋ซู่เหยาร้องลั่น ในเสี้ยววินาทีนั้น นางไม่ได้คิดจะชักมีดปังตอออกมาด้วยซ้ำ ระยะห่างเกินไป เข้าไปช่วยไม่ทันแน่!
ในห้วงความคิดของนาง พลันปรากฏภาพชั้นวางของในมิติซูเปอร์มาร์เก็ต แผนกของใช้ป้องกันตัว! สายตาของนางกวาดผ่านกระบองไฟฟ้าและเครื่องช็อตไฟฟ้า แต่แล้วก็มาหยุดอยู่ที่กระป๋องสเปรย์สีดำขนาดกะทัดรัด...สเปรย์พริกไทย!
*‘เอาเจ้านี่แหละ!’*
เพียงแค่คิด ของสิ่งนั้นก็ปรากฏขึ้นในมือของนางทันที!
"เหว่ย!" นางตะโกนสุดเสียงเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ
หมาป่าทั้งสองตัวชะงักงัน หันขวับมาตามเสียงคำรามที่เปี่ยมด้วยจิตสังหารของนาง พวกมันเห็นสตรีร่างเล็กผู้หนึ่งยืนท้าทายอยู่ไม่ไกล ดวงตาของนางแข็งกร้าวเย็นชา ในมือถือวัตถุประหลาดสีดำทมิฬ
วินาทีที่สายตาของพวกมันจับจ้องมาที่นาง ไป๋ซู่เหยาก็กดลงบนปุ่มที่ส่วนบนของกระป๋องทันที!
*ฟู่วววววว!*
ละอองของเหลวสีส้มพุ่งเป็นลำออกจากวัตถุในมือของนาง ปะทะเข้ากับใบหน้าและดวงตาของหมาป่าทั้งสองตัวอย่างจัง!
"โฮ่งงงงงงงงงงงงงง! แง๊งงงงง!"
เสียงคำรามดุร้ายแปรเปลี่ยนเป็นเสียงกรีดร้องโหยหวนอย่างน่าเวทนา หมาป่าทั้งสองตัวสะบัดหัวอย่างบ้าคลั่ง ใช้ขาหน้าตะกุยใบหน้าของตนเองอย่างทุรนทุราย พวกมันส่งเสียงร้องครางอย่างเจ็บปวดแสนสาหัสราวกับถูกเหล็กร้อนนาบดวงตา ไอหมอกเพลิงที่มองไม่เห็นได้แผดเผาทุกสัมผัสของมันจนสิ้น
พวกมันหมุนคว้างอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันหลังวิ่งเตลิดหนีหายเข้าไปในพงป่าอย่างไม่คิดชีวิต ทิ้งไว้เพียงเสียงร้องระงมที่ค่อยๆ ห่างไกลออกไป
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง เหลือเพียงเสียงหอบหายใจของไป๋ซู่เหยาและเสิ่นอีโจวที่ยังคงนอนตัวแข็งทื่ออยู่บนพื้นด้วยความตกตะลึง
"พี่...พี่สะใภ้..." เด็กหนุ่มเอ่ยเสียงสั่นเครือ เขามองวัตถุในมือของนางด้วยสายตาที่ทั้งหวาดกลัวและเทิดทูน "เมื่อครู่...เมื่อครู่มันคือสิ่งใด...อาวุธจากสวรรค์หรือ"
ไป๋ซู่เหยาเก็บสเปรย์พริกไทยกลับเข้ามิติอย่างรวดเร็ว ก่อนจะสูดลมหายใจลึกๆ เพื่อสงบสติอารมณ์ แล้วจึงปั้นเรื่องที่เตรียมไว้อย่างแนบเนียน
นางเดินเข้าไปประคองเสิ่นอีโจวให้ลุกขึ้นนั่ง พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่แฝงความลึกลับ "ไม่ใช่ของจากสวรรค์หรอก มันคือ 'น้ำพริกพิษ' ที่พ่อบุญธรรมของข้าทิ้งไว้ให้"
นางเหลือบมองไปทางที่หมาป่าวิ่งหนีไป "พ่อบุญธรรมของข้าเคยเป็นหมอผีในหมู่บ้านแถบชายแดน เขาสอนวิธีปรุงยาพิษและของป้องกันตัวให้ข้ามากมาย น้ำพริกพิษนี่สกัดจากพริกอัคคีเจ็ดราตรีและว่านพิษอีกหลายชนิด เพียงแค่ถูกไอของมันเข้าตา สัตว์ร้ายก็จะแสบร้อนราวกับถูกไฟเผา ทำให้ตาบอดไปชั่วขณะ"
เสิ่นอีโจวเบิกตากว้าง เขามองพี่สะใภ้ราวกับเห็นเทพธิดาพิทักษ์ ไม่มีความสงสัยใดๆ ในใจอีกต่อไป มีแต่ความเลื่อมใสศรัทธาอย่างท่วมท้น พี่สะใภ้ของเขาไม่เพียงแต่กล้าหาญและเด็ดเดี่ยว แต่ยังมีของวิเศษเช่นนี้ไว้ในครอบครองอีกด้วย!
"ข้า...ข้าขออภัยพี่สะใภ้! ข้ามันโง่เขลาที่ไม่เชื่อฟังท่าน!" เขาก้มศีรษะลงจนหน้าผากแทบจะจรดพื้น
ไป๋ซู่เหยาพยุงเขาขึ้น "ช่างมันเถอะ ลุกขึ้นไหวหรือไม่? กลับค่ายกันก่อน แผลของเจ้าต้องรีบทำความสะอาด"
นางช่วยเขาเก็บตะกร้าหัวมันป่าที่ยังเหลืออยู่ ก่อนจะพากันเดินกลับไปยังค่ายพักแรมอย่างทุลักทุเล แต่ในใจของนางกลับไม่ได้รู้สึกโล่งอกอย่างที่ควรจะเป็น
ของวิเศษจากมิติช่วยชีวิตพวกเขาได้ก็จริง แต่ก็เพิ่มความเสี่ยงที่จะถูกเปิดโปงมากขึ้นทุกที วันนี้นางอาจหลอกเสิ่นอีโจวได้ แต่วันหน้าเล่า...
ขณะที่ทั้งสองกำลังจะเดินพ้นแนวป่าออกมาสู่ที่โล่งซึ่งมองเห็นเกวียนรำไรๆ นั้นเอง...
เงาร่างหนึ่งก็ก้าวออกมาจากหลังต้นไม้ใหญ่ข้างทางอย่างเงียบเชียบ ราวกับรอคอยพวกเขาอยู่แล้ว
เป็นหลี่ซิ่ว ป้าสะใภ้รองนั่นเอง!
นางมองมาที่ทั้งสองด้วยสายตาหยั่งเชิง ก่อนจะยิ้มออกมาบางๆ "อาหญิงสาม เจ้ากับอีโจวไปไหนมากันแต่เช้าตรู่... บนตัวพวกเจ้ามีกลิ่นประหลาดนักนะ"