ความสงสัยของนกสองหัว
สายตาหยั่งเชิงของหลี่ซิ่วจับจ้องมายังไป๋ซู่เหยาและเสิ่นอีโจวที่เนื้อตัวมอมแมม กลิ่นฉุนแปลกประหลาดที่นางเอ่ยถึงนั้นคือกลิ่นของ 'น้ำพริกพิษ' ที่ยังคงติดอยู่ตามเสื้อผ้าของทั้งสองอย่างเจือจาง
ไป๋ซู่เหยาไม่แสดงอาการตื่นตระหนกแม้แต่น้อย นางปรายตามองหลี่ซิ่วอย่างเย็นชา คล้ายมองดูอากาศธาตุที่ไร้ความสำคัญ "ป้าสะใภ้รองตื่นแต่เช้าเช่นกันนะเจ้าคะ กลิ่นที่ท่านได้กลิ่นคงเป็นกลิ่นของสมุนไพรที่ข้ากับอีโจวไปเก็บมาเพื่อปรุงยาเพิ่มเติม"
นางแสร้งทำเป็นจัดเสื้อผ้าของเสิ่นอีโจวให้เข้าที่ "ท่านก็รู้...พ่อบุญธรรมของข้าเป็นหมอผี ยาพิษพวกนี้ต้องใช้ส่วนผสมแปลกๆ ที่มีกลิ่นรุนแรงเป็นธรรมดา"
คำตอบของไป๋ซู่เหยาแนบเนียนไร้ช่องโหว่ อ้างอิงถึงเรื่องราวที่นางเพิ่งสร้างขึ้นมาสดๆ ร้อนๆ ได้อย่างเป็นธรรมชาติ หลี่ซิ่วแย้มยิ้มบางเบา แต่ในแววตากลับไม่ปรากฏรอยยิ้มแม้แต่น้อย "เช่นนั้นเองรึ... อาหญิงสามช่างเก่งกาจนัก มีของวิเศษเช่นนี้ติดตัว พวกเราก็เบาใจ"
คำพูดของนางฟังดูห่วงใย แต่กลับแฝงนัยยะของการจับผิดอย่างชัดเจน
"พวกท่านกลับมาก็ดีแล้ว ข้ากำลังจะไปดูอาการของเสี่ยวเป่าพอดี" หลี่ซิ่วกล่าวจบก็เดินเลี่ยงผ่านทั้งสองไปทางเกวียนของตระกูลเสิ่นทันที ไม่รอให้ไป๋ซู่เหยาได้เอ่ยคำใดต่อ
ไป๋ซู่เหยามองตามแผ่นหลังของนางไป แววตาคมปลาบขึ้นวูบหนึ่ง 'นกสองหัว' ตัวนี้...ร้ายกาจกว่าหวังชุ่ยฮวาที่แสดงความละโมบออกมาอย่างโง่เขลาเสียอีก นางไม่เคยไว้ใจหลี่ซิ่วเลยแม้แต่วันเดียว
"พี่สะใภ้...นาง..." เสิ่นอีโจวขมวดคิ้วอย่างกังวล
"ไม่ต้องสนใจ กลับไปพักผ่อนเถอะ" ไป๋ซู่เหยาส่งสายตาปรามเขา ก่อนจะพยุงร่างที่ยังบาดเจ็บเล็กน้อยของเด็กหนุ่มกลับไปยังเกวียนของตนเอง
เมื่อกลับมาถึง นางก็พบว่าเสี่ยวเป่าตื่นแล้ว เด็กน้อยไม่ได้นอนซมอยู่บนเกวียนอย่างที่ควรจะเป็น แต่กลับกำลังวิ่งเล่นไล่จับตั๊กแตนอยู่ใกล้ๆ กับกองไฟที่มอดดับไปแล้ว เสียงหัวเราะคิกคักสดใสของเขาดังไปทั่วบริเวณนั้น
ภาพนั้นทำให้หัวใจของไป๋ซู่เหยาอบอุ่นขึ้นมาอย่างประหลาด แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้ความกังวลทบทวีขึ้นเป็นเงาตามตัว
หลี่ซิ่วที่เดินมาถึงก่อนหน้า ยืนกอดอกมองภาพนั้นอยู่ห่างๆ นางหรี่ตาลง พินิจพิจารณาเด็กชายตัวน้อยอย่างละเอียดถี่ถ้วน
เมื่อวานนี้... เสี่ยวเป่ายังตัวร้อนเป็นไฟ นอนหายใจรวยรินราวกับจะสิ้นใจอยู่รอมร่อ แต่เพียงข้ามคืน เด็กคนนี้กลับมาวิ่งเล่นได้ราวกับไม่เคยป่วยไข้มาก่อน? ใบหน้าเล็กๆ นั้นแม้จะยังซูบไปบ้าง แต่กลับดูมีเลือดฝาด แก้มเริ่มปรากฏสีชมพูระเรื่อขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ผิดกับเด็กคนอื่นๆ ในขบวนอพยพที่นับวันยิ่งซูบซีดผอมแห้งราวกับกิ่งไม้ใกล้ตาย
ความผิดปกตินี้... มันชัดเจนเกินไปแล้ว!
หลี่ซ่วทำทีเป็นเดินเข้าไปหาเสี่ยวเป่าด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน "เสี่ยวเป่า หายดีแล้วหรือหลานย่า" นางย่อตัวลง ใช้หลังมืออังหน้าผากของเด็กน้อยเพื่อวัดไข้ ก่อนจะใช้ปลายนิ้วลูบแก้มของเขาเบาๆ
ผิวเนื้อเนียนละเอียดกว่าที่ควรจะเป็น... ไม่แห้งกร้านเหมือนเด็กที่ขาดสารอาหารคนอื่นๆ
"ท่านย่ารอง ข้าหายแล้ว! ท่านแม่ให้ยากิน ข้าแข็งแรงแล้ว!" เสี่ยวเป่าตอบเสียงใสซื่อตามประสาเด็ก
คำว่า 'ยา' ยิ่งทำให้ความสงสัยในใจของหลี่ซิ่วพุ่งสูงขึ้น ยาอะไรกันจะวิเศษปานนี้? หรือว่า... มันไม่ใช่ยา แต่เป็นอาหารชั้นเลิศที่ถูกซ่อนไว้!
นางแสร้งชมเชยเด็กน้อยอีกสองสามคำ ก่อนจะผละออกมาเงียบๆ เดินตรงไปยังเกวียนของตระกูลเสิ่นสายหลัก ที่ซึ่งหวังชุ่ยฮวากำลังนั่งหน้าบูดบึ้ง ใช้หวีไม้สางผมที่แข็งกระด้างของตนเองอยู่
"พี่สะใภ้ใหญ่" หลี่ซิ่วเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
หวังชุ่ยฮวาเหลือบมองอย่างไม่สบอารมณ์ "มีเรื่องอันใดแต่เช้า" นางยังคงเจ็บแค้นเรื่องที่ถูกไป๋ซู่เหยาเล่นงานเมื่อวันก่อนไม่หาย
"ข้าเพียงแต่มีเรื่องน่าประหลาดใจมาเล่าให้ท่านฟัง" หลี่ซิ่วนั่งลงข้างๆ พลางลดเสียงลงเป็นกระซิบ "ท่านเห็นเสี่ยวเป่าหรือไม่? เมื่อวานยังแทบเอาชีวิตไม่รอด แต่วันนี้กลับวิ่งปร๋อหน้าตาสดใสราวกับคุณชายน้อยในเมืองหลวง"
หวังชุ่ยฮวาชะงักมือที่กำลังสางผม หันขวับมามองหน้าน้องสะใภ้ทันที "เจ้าหมายความว่าอย่างไร?"
"ก็หมายความตามที่พูดนั่นแหละ" หลี่ซิ่วกล่าวต่อ "ข้าเพิ่งไปจับตัวเขามา แก้มยุ้ยๆ มีน้ำมีนวล ผิวพรรณก็ไม่เหมือนเด็กที่กินแต่ผักป่าต้มน้ำเปล่าเลยสักนิด พี่สะใภ้ใหญ่... ท่านไม่คิดบ้างหรือว่าบ้านสามนั้นต้องมีของดีซ่อนไว้อย่างแน่นอน"
แววตาของหวังชุ่ยฮวาพลันลุกวาวด้วยความโลภ นางนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นตอนที่ไป๋ซู่เหยาหุงข้าวหอมกรุ่น หรือตอนที่นางเห็นเศษเนื้อแห้งชิ้นเล็กๆ ตกอยู่ข้างเกวียนของอีกฝ่าย ทุกอย่างเริ่มปะติดปะต่อกันในหัว
"นางสารเลวนั่น! ข้ารู้อยู่แล้วว่ามันต้องแอบซ่อนเสบียงไว้กินกันสามคนแม่ลูก!" หวังชุ่ยฮวากัดฟันกรอด กำหวีในมือแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด "มันปล่อยให้พวกเราอดอยาก แต่ตัวเองกลับกินดีอยู่ดี!"
"ใจเย็นก่อนพี่สะใภ้" หลี่ซิ่วแสร้งปลอบ แต่ดวงตากลับฉายแววเจ้าเล่ห์ "พวกเรายังไม่มีหลักฐาน หากบุกเข้าไปโวยวาย เกรงว่าจะถูกนางตอกกลับมาอีกเหมือนคราวก่อน"
"แล้วจะให้ข้าทำอย่างไร! ทนดูมันเสวยสุขอยู่คนเดียวรึ!"
หลี่ซิ่วโน้มตัวเข้าไปใกล้ ก้มลงกระซิบข้างหูของหวังชุ่ยฮวา "เรื่องแบบนี้... ไม่จำเป็นต้องทำตอนกลางวันแสกๆ หรอกเจ้าค่ะ รอให้ตกดึก ทุกคนหลับกันหมดแล้ว... เกวียนของนางก็มีเพียงนางกับเด็กสองคนเท่านั้น..."
รอยยิ้มชั่วร้ายผุดขึ้นบนใบหน้าของหญิงทั้งสอง พวกนางมองหน้ากันอย่างรู้ความหมาย ก่อนจะหันไปมองยังทิศทางเกวียนของไป๋ซู่เหยาเป็นตาเดียว
ทางด้านไป๋ซู่เหยา แม้นางจะไม่รู้ว่าหญิงร้ายสองคนกำลังวางแผนอะไรอยู่ แต่นางก็สัมผัสได้ถึงอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามา สัญชาตญาณบอกนางว่าการป้องกันตัวเป็นสิ่งจำเป็นที่สุดในเวลานี้
เมื่อถึงเวลาพักผ่อนในช่วงบ่ายที่ผู้คนต่างหลบแดดอยู่ใต้ร่มเงา ไป๋ซู่เหยาเรียกเสิ่นอีโจวให้เข้าไปในเกวียนที่ปิดม่านเอาไว้อย่างมิดชิด นางแสร้งทำเป็นรื้อค้นห่อสัมภาระของตนเอง แต่ในความเป็นจริง นางได้แอบเข้าไปในมิติซูเปอร์มาร์เก็ตแล้ว
นางเดินตรงไปยังโซนอุปกรณ์กีฬาที่เคยเห็นผ่านๆ ของที่วางขายมีไม่มากนัก แต่สายตาของนางก็ไปสะดุดเข้ากับ 'หน้าไม้ขนาดเล็ก' ที่ออกแบบมาสำหรับยิงเป้าเพื่อสันทนาการ มันมีขนาดกะทัดรัด ใช้งานง่าย และดูไม่น่าเกรงขามจนเกินไป เหมาะสำหรับให้เด็กหนุ่มอย่างอีโจวใช้ป้องกันตัวในยามฉุกเฉิน นางหยิบมันพร้อมลูกดอกเหล็กปลายแหลมมาหนึ่งกล่อง แล้วจึงกลับออกมาจากมิติ
"อีโจว" นางยื่นหน้าไม้ที่ห่อด้วยผ้าผืนเก่าให้เขา "ข้าจะสอนวิธีใช้อาวุธชิ้นนี้ให้เจ้า"
เสิ่นอีโจวรับมาด้วยความงุนงง เมื่อคลี่ผ้าออก ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างด้วยความตกตะลึง "พี่สะใภ้! นี่มัน...หน้าไม้!"
"ชู่ว์! เบาเสียงหน่อย" ไป๋ซู่เหยาปราม "นี่เป็นของอีกชิ้นที่พ่อบุญธรรมทิ้งไว้ให้ข้า มันมีอานุภาพไม่มากนัก แต่ก็พอจะใช้ยิงขับไล่สัตว์ร้ายหรือคนชั่วได้ในระยะใกล้"
นางสาธิตวิธีขึ้นสาย ใส่ลูกดอก และเล็งเป้าให้เขาดูอย่างคล่องแคล่ว "จำไว้ให้ดี... สิ่งนี้คือไพ่ตายของเรา ห้ามให้ใครเห็นเด็ดขาด เจ้าต้องฝึกใช้มันในที่ลับตาคนให้ชำนาญ และจะนำออกมาใช้ก็ต่อเมื่อถึงคราวคับขันจริงๆ เท่านั้น เข้าใจหรือไม่?"
เสิ่นอีโจวพยักหน้ารับคำอย่างหนักแน่น ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและความรู้สึกขอบคุณอย่างสุดซึ้ง พี่สะใภ้มอบความไว้วางใจและอาวุธป้องกันตัวให้เขา นี่หมายความว่านางเห็นเขาเป็นครอบครัวที่แท้จริง
ขณะที่สองพี่น้องกำลังซุ่มซ้อมกันอย่างเงียบเชียบในเกวียนนั้นเอง สายตาคู่หนึ่งก็จับจ้องมาจากมุมมืดของค่ายพัก...
หวังชุ่ยฮวายืนแอบอยู่หลังต้นไม้แห้งต้นหนึ่ง นางมองเกวียนที่ปิดม่านสนิทของไป๋ซู่เหยาด้วยแววตาละโมบและเคียดแค้น ในใจนางได้ตัดสินใจแน่วแน่แล้ว
นางหันไปพยักหน้าให้กับหลี่ซิ่วที่ยืนรออยู่ไม่ไกล ก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงลอดไรฟันที่เต็มไปด้วยความชิงชัง
"คืนนี้... เราจะได้เห็นกัน ว่านังแพศยานั่นมันซ่อนสมบัติอะไรเอาไว้!"