ข้ออ้างเรื่องความกตัญญู
เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจของผู้เฒ่าหลิวกดทุกความโกลาหลให้เงียบสงัดลงในบัดดล สายตาทุกคู่จับจ้องไปยังร่างของสองแม่ลูกตระกูลเสิ่นที่นอนกองอยู่บนพื้นในสภาพน่าสมเพชเวทนา
หวังชุ่ยฮวาผู้ถูกซักถามเป็นคนแรก นางกระเสือกกระสนลุกขึ้นนั่ง ผมเผ้ายุ่งเหยิงราวรังกา ชี้มือที่สั่นเทาไปยังไป๋ซู่เหยาบนเกวียน พลางร่ำไห้ฟูมฟายกล่าวโทษเสียงดัง
"เป็นนาง! ท่านผู้เฒ่า! เป็นนางแม่ม่ายใจร้ายนั่น! นางใส่ความว่าพวกเราเป็นโจร! ซ้ำยังใช้อาคมประหลาดทำร้ายจินเป่าลูกข้า!"
คำกล่าวหาเรื่องอาคมทำให้ชาวบ้านบางส่วนชะงักไปเล็กน้อย พวกเขานึกถึงข่าวลือเรื่อง 'น้ำพริกพิษ' ของนางขึ้นมา
ยังไม่ทันที่ผู้เฒ่าหลิวจะได้เอ่ยคำใด เสียงคำรามด้วยโทสะก็ดังแหวกอากาศมาจากอีกฟากของวงล้อม
"ใครบังอาจทำร้ายภรรยาและบุตรชายข้า!"
เสิ่นต้ากุ้ยในฐานะผู้นำตระกูลเสิ่นก้าวอาดๆ เข้ามากลางวง พอเห็นสภาพของหวังชุ่ยฮวาและเสิ่นจินเป่าผู้เป็นลูกชายหัวแก้วหัวแหวนนอนขดตัวด้วยความเจ็บปวดอยู่กลางดงหนาม ใบหน้าของเขาก็บิดเบี้ยวด้วยความเดือดดาล ดวงตาแดงก่ำจ้องเขม็งไปยังไป๋ซู่เหยาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
"เจ้า! นังแพศยา! เจ้าทำอะไรกับน้องสะใภ้และหลานชายของเจ้า!" เขาตวาดลั่น ไม่แม้แต่จะชายตามองผู้เฒ่าหลิว
ไป๋ซู่เหยากอดเสี่ยวเป่าไว้แน่น ใบหน้ายังคงซีดเผือดแสร้งทำเป็นหวาดกลัว นางเหลือบมองเสิ่นต้ากุ้ยด้วยหางตา ก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงสั่นเครือแต่ชัดถ้อยชัดคำ
"ท่านลุงใหญ่ พวกเขาย่องมากลางดึก หวังจะขโมยของจากเกวียนของข้า ชาวบ้านทุกคนต่างเห็นเป็นพยานได้เจ้าค่ะ"
"ไร้สาระ!" เสิ่นต้ากุ้ยตวาดกลับทันควัน "ครอบครัวข้าจะไปขโมยของจากสะใภ้ตัวเองได้อย่างไร! เจ้ามันเลี้ยงไม่เชื่อง! ตระกูลเสิ่นให้ที่ซุกหัวนอน ให้ข้าวเจ้ารอดตายมาได้ แต่เจ้ากลับมาใส่ร้ายป้ายสีผู้มีพระคุณ!"
คำพูดของเขาทำให้ชาวบ้านบางส่วนเริ่มลังเล การขโมยของจากคนในครอบครัวเดียวกันนั้นดูเป็นเรื่องผิดวิสัยอยู่บ้าง
เสิ่นต้ากุ้ยเห็นท่าทีของผู้คนก็ยิ่งได้ใจ เขาเชิดหน้าขึ้น แผ่รังสีอำนาจของผู้เป็นประมุขแห่งตระกูล "ในเมื่อเจ้าบอกว่าเจ้าบริสุทธิ์ และกล่าวหาว่าภรรยาข้าเป็นขโมย เช่นนั้นเพื่อพิสูจน์ความจริงและล้างมลทินให้ตระกูลเสิ่น ในฐานะผู้นำตระกูล ข้าขอสั่งให้เจ้าปลดสัมภาระทั้งหมดบนเกวียนลงมาให้ข้าและท่านผู้เฒ่าหลิวตรวจสอบ!"
เขากวาดตามองรอบๆ อย่างผู้ถือไพ่เหนือกว่า "หากเจ้าบริสุทธิ์ใจจริง ก็ย่อมไม่มีอะไรต้องปิดบัง! แต่หากเจ้าขัดขืน ก็เท่ากับยอมรับว่าในห่อสัมภาระของเจ้ามีของที่ได้มาโดยมิชอบ!"
นี่คือการใช้ตำแหน่งผู้นำตระกูลบีบคั้นนางต่อหน้าสาธารณชน! หากนางยอมให้ค้น ก็เท่ากับความลับเรื่องมิติซูเปอร์มาร์เก็ตจะต้องถูกเปิดโปง แต่หากนางปฏิเสธ ก็จะกลายเป็นคนผิดในสายตาของทุกคนทันที
ไป๋ซู่เหยามองชายสูงวัยตรงหน้าด้วยสายตาเย็นชา ในสถานการณ์เช่นนี้ การมีปากเสียงโต้เถียงไปก็ไร้ประโยชน์ นางต้องทุบทำลายความชอบธรรมที่เขาใช้เป็นอาวุธให้สิ้นซากในหมัดเดียว
ขณะที่ทุกคนกำลังรอคอยคำตอบจากนาง ไป๋ซู่เหยากลับค่อยๆ เลื่อนมือเข้าไปในแขนเสื้ออย่างแนบเนียน นิ้วของนางสัมผัสกับด้ามพลาสติกเย็นเฉียบของมีดคัตเตอร์ที่แอบหยิบออกมาจากมิติตั้งแต่แรก ความรู้สึกมั่นคงในฝ่ามือทำให้นางใจสงบลง จิตสังหารอันเยียบเย็นวาบผ่านดวงตา ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยความเศร้าสร้อยระคนขมขื่น
นางเงยหน้าขึ้น สบตากับเสิ่นต้ากุ้ยตรงๆ แล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่แฝงความเย้ยหยัน "ท่านลุงใหญ่ อ้างสิทธิ์ผู้นำตระกูล? อ้างเรื่องบุญคุณความกตัญญู?"
รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากของนาง "ท่านยังมีหน้ามาเอ่ยถึงเรื่องนี้อีกหรือเจ้าคะ?"
น้ำเสียงของนางที่เปลี่ยนไปกะทันหันทำให้เสิ่นต้ากุ้ยใจกระตุก เขารู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีขึ้นมาอย่างประหลาด
"เจ้าหมายความว่าอย่างไร?"
ไป๋ซู่เหยาไม่ตอบคำถามนั้น แต่น้ำเสียงของนางกลับดังขึ้นจนทุกคนในที่นั้นได้ยินอย่างชัดเจน
"ความกตัญญูอย่างนั้นรึ? เช่นนั้นข้าขอถามท่านลุงใหญ่สักคำ ความกตัญญูที่ท่านว่า ใช่สิ่งเดียวกับที่ท่านทำกับน้องชายแท้ๆ ของท่านหรือไม่!"
คำพูดนี้เปรียบดังสายฟ้าที่ฟาดลงกลางวงสนทนา! ชาวบ้านหลายคนเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
ใบหน้าของเสิ่นต้ากุ้ยซีดเผือดลงทันที "เจ้า... เจ้าพูดจาเหลวไหลอะไร!"
"เหลวไหลหรือ?" ไป๋ซู่เหยาแค่นเสียงหัวเราะเยียบเย็น น้ำตาหยดหนึ่งไหลลงอาบแก้มอย่างจงใจ "ข้าเหลวไหล หรือท่านกันแน่ที่ใจดำอำมหิต! วันที่สามีข้าล้มป่วยหนักใกล้ตาย เงินค่าหมอที่ญาติพี่น้องฝ่ายข้ารวบรวมส่งมาให้ก้อนสุดท้าย... เงินก้อนนั้นหายไปที่ใด! ท่านยังจำได้หรือไม่!"
นางตวาดถามเสียงกร้าว "เงินที่สามารถต่อชีวิตน้องชายของท่านได้! เหตุใดมันจึงไปไม่ถึงมือหมอ! ท่านนำเงินก้อนนั้นไปทำอะไร! บอกข้าสิ... บอกทุกคนที่นี่สิ ท่านลุงใหญ่ผู้เปี่ยมด้วยคุณธรรม!"
"บัดซบ! เจ้าใส่ร้ายข้า!" เสิ่นต้ากุ้ยตวาดลั่น แต่เสียงของเขากลับสั่นเทาอย่างปิดไม่มิด
"ใส่ร้ายหรือ?" ไป๋ซู่เหยาปาดน้ำตาทิ้ง ท่าทีอ่อนแอกลายเป็นแข็งกร้าวในพริบตา "วันที่สามีข้าสิ้นใจ เขายังคงพร่ำเพ้อเรียกหาท่านหมอ แต่ท่านกลับทำหูทวนลม บอกปัดว่าไม่มีเงิน! ปล่อยให้น้องชายของท่านนอนตายไปต่อหน้าต่อตา! นี่น่ะหรือคือเกียรติของตระกูลเสิ่นที่ท่านป่าวประกาศ! นี่น่ะหรือคือความชอบธรรมที่ท่านใช้มาสั่งข้า!"
ความเงียบอันน่าอึดอัดเข้าปกคลุมทั่วบริเวณ แม้แต่หวังชุ่ยฮวาที่เคยปากร้ายก็ยังอ้าปากค้างพูดไม่ออก
เสียงซุบซิบเริ่มดังขึ้นจากกลุ่มชาวบ้านราวกับผึ้งแตกรัง
"จริงหรือนี่... ข้าเคยได้ยินมาบ้างว่าเสิ่นเอ้อร์หลาง (สามีของไป๋ซู่เหยา) ป่วยหนัก แต่ไม่นึกว่าเรื่องจะเป็นเช่นนี้"
"มิน่าเล่า... ตระกูลฝ่ายหญิงอุตส่าห์ส่งเงินมาให้ แต่กลับตายอย่างน่าอนาถ"
"ใจคอทำด้วยอะไรกัน ขนาดน้องชายแท้ๆ ยังทำได้ลงคอ"
"แล้วยังมีหน้ามาอ้างเรื่องบุญคุณกับลูกสะใภ้อีก ช่างไม่ละอายใจเสียจริง!"
คำนินทาแต่ละคำเปรียบเสมือนเข็มนับพันเล่มที่ทิ่มแทงใบหน้าของเสิ่นต้ากุ้ย ความน่าเชื่อถือในฐานะผู้นำตระกูลที่เขาสั่งสมมาพังทลายลงในชั่วพริบตา เขายืนตัวแข็งทื่อ ปากอ้าๆ หุบๆ แต่กลับหาคำพูดมาโต้แย้งไม่ได้แม้แต่คำเดียว
ในตอนนั้นเอง ผู้เฒ่าหลิวซึ่งยืนฟังเงียบๆ มาตลอดก็หรี่ตามองเสิ่นต้ากุ้ยด้วยสายตาคมปลาบ แววตาที่เคยเป็นกลาง บัดนี้ฉายแววดูแคลนออกมาอย่างชัดเจน เขาเอ่ยปากถามด้วยน้ำเสียงกดต่ำที่หนักอึ้ง
"เสิ่นต้ากุ้ย... เรื่องที่นางกล่าวมา เป็นความจริงหรือไม่?"