วิญญาณทหารสาวในร่างม่ายผู้อาภัพ

แสงแดดแผดเผาดั่งเปลวเพลิงจากขุมนรก โลมเลียลงบนผืนดินที่แห้งผากจนแตกระแหงเป็นร่องลึก อากาศรอบกายร้อนระอุจนแทบขาดใจ สายลมที่พัดผ่านล้วนเจือไปด้วยฝุ่นทรายและกลิ่นอายของความตายที่ลอยวนเวียนอยู่เหนือกองคาราวานผู้อพยพ

ท่ามกลางเสียงฝีเท้าอันอ่อนล้าและเสียงโอดครวญของชาวบ้านผู้หิวโหย เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นของเด็กน้อยผู้หนึ่งกลับดังก้อง บีบคั้นหัวใจของผู้ที่ได้ยินยิ่งนัก

"ท่านแม่... ท่านแม่ลืมตาเถิดขอรับ ลุกขึ้นมากินน้ำข้าวก่อน อย่าทิ้งอันเอ๋อร์ไปเลยนะขอรับ ฮือๆ..."

ร่างเล็กจ้อยที่ผอมโซจนเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูก กอดรัดร่างสตรีผู้เป็นมารดาที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นดินหยาบกระด้าง สองมือเล็กๆ สั่นเทาขณะพยายามปัดเป่าฝุ่นผงออกจากใบหน้าซีดเซียวของสตรีผู้นั้น ข้างกายของเด็กน้อยมีชามดินเผาบิ่นๆ ใบหนึ่งวางอยู่ ภายในมีน้ำต้มข้าวใสแจ๋วที่แทบจะมองไม่เห็นเม็ดข้าวขุ่นมัวอยู่เพียงก้นชาม มันคืออาหารมื้อสุดท้ายที่ล้ำค่าที่สุดในยามข้าวยากหมากแพงเช่นนี้

เปลือกตาที่หนักอึ้งดั่งถูกหินทับค่อยๆ ขยับเขยื้อน ความเจ็บปวดแปลบปลาบแล่นริ้วขึ้นสู่สมองราวกับถูกเข็มนับพันเล่มทิ่มแทง

'หนิงฮวา' รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาพร้อมกับความสับสน อาการหูอื้อและภาพเลือนรางตรงหน้าทำให้นางต้องพยายามรวบรวมสติ นางจำได้ว่าตนเองคือทหารหญิงหน่วยรบพิเศษ สังกัดหน่วยปฏิบัติการลับที่กำลังทำภารกิจกวาดล้างเครือข่ายนอกกฎหมาย แล้วเหตุใดนางจึงมานอนอยู่กลางแดดร้อนระอุเช่นนี้ ร่างกายที่เคยแข็งแกร่งและเต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อ บัดนี้กลับไร้เรี่ยวแรงจนแค่อ้าปากหายใจยังเหนื่อยหอบ

ทันใดนั้น ความทรงจำสายหนึ่งที่ไม่ใช่ของตนเองก็ไหลทะลักเข้าสู่ห้วงสมองดั่งกระแสน้ำหลาก ภาพเหตุการณ์มากมายตีวนจนนางแทบจะกัดริมฝีปากจนห้อเลือด

ที่แท้นางก็ได้ตายไปแล้ว และวิญญาณได้ทะลุมิติมาสิงสู่อยู่ในร่างของม่ายสาวผู้อาภัพที่มีนามว่า 'หนิงฮวา' เช่นเดียวกัน!

ร่างเดิมนี้เป็นสะใภ้รองของตระกูลซู สามีถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารและตายตกในสนามรบ ทิ้งให้นางต้องทนตกระกำลำบากเลี้ยงดู 'ซูอัน' บุตรชายวัยห้าหนาวเพียงลำพังในบ้านตระกูลซูที่เห็นแก่ตัว เมื่อเกิดวิกฤตภัยแล้งครั้งใหญ่จนหมู่บ้านชิงขุยไม่อาจอยู่อาศัยได้อีกต่อไป ครอบครัวตระกูลซูจึงต้องร่วมขบวนอพยพหนีตาย ทว่าแม่เฒ่าเฉียนผู้เป็นแม่ย่ากลับลำเอียงรักเพียงครอบครัวบ้านใหญ่ของซูต้าเฉียง

ความทรงจำสุดท้ายก่อนที่ร่างเดิมจะสิ้นใจ คือการที่เสบียงอาหารส่วนของนางและลูกถูกแม่เฒ่าเฉียนและคนบ้านใหญ่หลอกยึดไปจนหมดสิ้น อ้างว่าจะนำไปรวมกันเพื่อจัดสรรให้ยุติธรรม แต่ท้ายที่สุดกลับปล่อยให้นางและซูอันต้องอดอยาก ร่างเดิมยอมอดข้าวอดน้ำ ยอมกลืนเพียงน้ำลายประทังชีวิต เพื่อเก็บซ่อนน้ำต้มข้าวใสๆ ชามสุดท้ายนี้ไว้ให้บุตรชายประทังความหิว จนกระทั่งร่างกายทนไม่ไหว สิ้นใจตายจากความอดอยากและเหนื่อยล้าไปในที่สุด

เมื่อรับรู้ถึงความอยุติธรรมที่ร่างเดิมต้องเผชิญ เพลิงโทสะในใจของอดีตทหารหญิงก็ลุกโชนขึ้น สวรรค์ส่งนางมาอยู่ในร่างนี้ นางก็จะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมารังแกข่มเหงได้อีก!

"ร้องไห้หนวกหูเสียจริง! นังม่ายนี่มันตายไปแล้ว เจ้าจะร้องหาบิดาเจ้าหรืออย่างไร!"

เสียงแหลมปรี๊ดของสตรีผู้หนึ่งดังขัดจังหวะความคิดของหนิงฮวา เงาดำทาบทับลงมาเหนือร่างของเด็กน้อย 'หวังจินจือ' สะใภ้ใหญ่แห่งบ้านซูเดินนวยนาดเข้ามาด้วยสีหน้าละโมบ ดวงตาเรียวเล็กของนางจ้องเขม็งไปยังชามน้ำข้าวที่วางอยู่บนพื้น แววตาเต็มไปด้วยความโลภราวกับแร้งที่เห็นซากศพ

"ในเมื่อแม่เจ้าตายแล้ว น้ำข้าวนี่ก็ไร้ประโยชน์ เอามานี่! ข้าจะเอาไปให้เป่าจู้ หลานชายคนโตของตระกูลซูกิน นังม่ายตัวซวยตายไปก็ดี จะได้ไม่เปลืองข้าวสุก!"

หวังจินจือไม่พูดเปล่า นางเอื้อมมือที่หยาบกร้านหมายจะฉกฉวยชามดินเผาใบนั้นไป

"อย่านะ! นี่ของท่านแม่! ท่านแม่ยังไม่ตาย ท่านป้าใหญ่ อย่าเอาไปนะขอรับ!" ซูอันผวาเข้ากอดชามดินเผาไว้แน่นด้วยร่างกายที่สั่นเทา น้ำตาเม็ดโตหยดแหมะลงบนหลังมือของเด็กน้อย เขาพยายามใช้แผ่นหลังเล็กๆ บังอาหารมื้อสุดท้ายของมารดาไว้อย่างสุดความสามารถ

"เด็กบ้า! ถอยไป!" หวังจินจือตวาดลั่น นางง้างมือขึ้นหมายจะผลักร่างเล็กจ้อยของซูอันให้ล้มกลิ้งไปกับพื้น

ทว่า ในเสี้ยววินาทีที่ฝ่ามือของหวังจินจือกำลังจะกระทบถูกตัวเด็กน้อย ท่อนแขนที่ดูบอบบางและผอมโซราวกับกิ่งไม้แห้งกลับพุ่งพรวดขึ้นมากลางอากาศ ข้อมือของหวังจินจือถูกคว้าหมับเอาไว้แน่นดั่งคีมเหล็ก!

หวังจินจือชะงักกึกเบิกตากว้าง เมื่อก้มลงมองก็พบว่าเจ้าของมือที่จับนางไว้ คือสตรีม่ายที่เพิ่งจะนอนแน่นิ่งเป็นศพไปเมื่อครู่นี้

หนิงฮวาลืมตาขึ้นแล้ว นัยน์ตาของนางมิใช่แววตาของสะใภ้รองผู้ขี้ขลาดและยอมคนอีกต่อไป แต่มันคือแววตาของมัจจุราชที่ผ่านความเป็นความตายมานับไม่ถ้วน เย็นเยียบ ดุดัน และแฝงไปด้วยจิตสังหารอันเข้มข้นจนทำให้อากาศรอบกายคล้ายจะลดอุณหภูมิลงฉับพลัน

"ท่าน... ท่านแม่!" ซูอันอุทานด้วยความดีใจระคนตกตะลึง

"กรี๊ด! ผะ... ผีหลอก! ปล่อยข้านะนังตัวซวย!" หวังจินจือร้องเสียงหลง พยายามสะบัดมือออกด้วยความหวาดกลัว ทว่าเรี่ยวแรงของคนที่นางคิดว่าเป็นศพกลับมหาศาลอย่างน่าประหลาด

หนิงฮวาไม่ปริปากพูดแม้แต่ครึ่งคำ นางใช้ทักษะการต่อสู้ระยะประชิดที่ฝังรากลึกอยู่ในสัญชาตญาณ อาศัยจังหวะที่หวังจินจือกำลังตื่นตระหนก ออกแรงบิดข้อมือของอีกฝ่ายย้อนทิศทางของข้อต่ออย่างรวดเร็วและแม่นยำ พร้อมกับใช้ขาที่แม้จะไร้เรี่ยวแรงแต่เปี่ยมด้วยจังหวะที่สมบูรณ์แบบ ตวัดเตะกวาดเข้าที่ข้อพับเข่าของสะใภ้ใหญ่

"โอ๊ย!"

หวังจินจือแผดเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดจากการถูกล็อกข้อต่อ ร่างที่อวบอ้วนกว่าชาวบ้านผู้อื่นเล็กน้อยสูญเสียศูนย์ถ่วง ล้มคว่ำหน้าคะมำลงไปคลุกกับพื้นฝุ่นทรายอย่างแรงจนสำลัก รสชาติของดินแห้งแล้งเต็มปาก

ชาวบ้านในขบวนอพยพที่อยู่ใกล้เคียงต่างหยุดชะงัก หันมามองเหตุการณ์ด้วยความตกตะลึงอ้าปากค้าง ไม่มีใครคาดคิดว่าหนิงฮวาที่อ่อนแอและยอมเป็นวัวเป็นม้าให้บ้านใหญ่สับโขกมาตลอด จะกล้าลงมือทำร้ายหวังจินจือจนล้มไม่เป็นท่าเช่นนี้

หนิงฮวาค่อยๆ หยัดกายลุกขึ้นนั่ง แม้ร่างกายจะโงนเงนและหน้ามืดวิงเวียนจากความหิวโหย แต่นางก็ยืดแผ่นหลังตรงตระหง่านดั่งขุนเขา มือข้างหนึ่งดึงร่างซูอันเข้ามากอดไว้แนบอก ปกป้องบุตรชายไว้ด้วยสัญชาตญาณของมารดาผสมผสานกับสัญชาตญาณของนักรบ

"หากเจ้ากล้าแตะต้องลูกข้า หรือยื่นมือโสโครกมาขโมยของของข้าอีกเพียงปลายนิ้ว..." น้ำเสียงของหนิงฮวาราบเรียบ ทว่าเย็นยะเยือกดั่งลมเหมันต์ที่กรีดแทงทะลุถึงกระดูก "ครั้งหน้า ข้าจะไม่แค่ทำให้เจ้าล้ม แต่ข้าจะหักแขนเจ้าทิ้งเสีย"

หวังจินจือตะเกียกตะกายลุกขึ้นมา ผมเผ้าหลุดลุ่ยเปื้อนฝุ่น นางกุมข้อมือที่ปวดแปลบของตนเองไว้แน่น เมื่อสบเข้ากับดวงตาที่ดำมืดและไร้ก้นบึ้งของหนิงฮวา ความหนาวเหน็บก็แล่นปราดจากปลายเท้าขึ้นสู่กระหม่อม สะใภ้ใหญ่แห่งบ้านซูรู้สึกหวาดกลัวจนก้าวขาไม่ออก ราวกับถูกราชสีห์จ้องตะครุบเหยื่อ นางไม่กล้าแม้แต่จะด่าทอตอบโต้ ได้แต่ถอยหลังกรูดด้วยความลนลาน ก่อนจะหันหลังวิ่งหนีเตลิดกลับไปทางเกวียนของครอบครัวตนเองอย่างไม่คิดชีวิต

เมื่อเงาของศัตรูพ้นสายตา บรรยากาศรอบด้านเริ่มเงียบสงบลงอีกครั้ง หนิงฮวาถอนหายใจยาว แววตาที่แข็งกร้าวอ่อนแสงลงเมื่อก้มมองเด็กน้อยในอ้อมกอด ซูอันมองมารดาด้วยดวงตาเบิกกว้างที่เต็มไปด้วยหยาดน้ำตาและรอยยิ้มแห่งความโล่งใจ

"ท่านแม่... ท่านแม่ยังอยู่กับอันเอ๋อร์" เด็กน้อยซุกใบหน้าลงกับอกที่ผอมบางของนาง

หนิงฮวายกมือที่สั่นเทาขึ้นลูบศีรษะเล็กๆ นั้นอย่างแผ่วเบา ความรู้สึกผูกพันทางสายเลือดจากร่างเดิมหลอมรวมเข้ากับจิตวิญญาณของนางอย่างสมบูรณ์ "ข้าอยู่นี่แล้ว แม่จะไม่ยอมให้ใครมารังแกเจ้าอีก"

ทว่า ทันทีที่คำมั่นสัญญาถูกเอื้อนเอ่ย สารอะดรีนาลีนที่หลั่งออกมาจากการต่อสู้เมื่อครู่ก็พลันมอดดับลง ร่างกายที่ขาดสารอาหารและน้ำมาเป็นเวลานานประท้วงอย่างหนักหน่วง อาการหน้ามืดรุนแรงจู่โจมเข้าใส่หนิงฮวาราวกับคลื่นยักษ์ ภาพตรงหน้าเริ่มพร่าเลือนและแตกซ่านเป็นจุดสีดำ เสียงเรียกของซูอันเริ่มห่างไกลออกไปทุกที

จิตสำนึกของนางถูกดึงดูดอย่างแรง สติสัมปชัญญะกำลังร่วงหล่นลงสู่ความมืดมิดที่ไร้ที่สิ้นสุด... ทว่าในห้วงแห่งความดับสูญนั้นเอง แสงสว่างจ้าประหลาดกลับสว่างวาบขึ้นในห้วงคำนึง พร้อมกับภาพของสถานที่แห่งหนึ่งที่ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า มันคือภาพที่ทหารสาวจากยุคอนาคตคุ้นเคยเป็นอย่างดี ทว่าไม่ควรมีอยู่เลยในยุคสมัยนี้!