ไข้ป่าและยาลดไข้ยุคปัจจุบัน
เมื่อม่านราตรีสีนิลทอดตัวลงมาปกคลุมทั่วทั้งหุบเขา อุณหภูมิก็ลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว ลมหนาวพัดกรูเกรียวเสียดแทงเข้าสู่กระดูก นำพาความเยียบเย็นอันโหดร้ายมาสู่ขบวนผู้อพยพที่อ่อนล้า
หนิงฮวากอดซูอันไว้ในอ้อมแขน พลางกระชับผ้าห่มผืนเก่าที่บางจนแทบจะโปร่งแสงให้แน่นขึ้น ความร้อนรุ่มจากหน้าผากของบุตรชายที่นางสัมผัสได้เมื่อครู่ยังคงทำให้หัวใจของนางหนักอึ้ง แม้จะยังไม่ถึงขั้นเป็นไข้สูง แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ แม้เพียงอาการป่วยเล็กน้อยก็อาจลุกลามจนคร่าชีวิตได้
นางใช้ผ้าชุบน้ำเย็นที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดในกระบอกไม้ไผ่เช็ดตัวให้ซูอันอย่างแผ่วเบา เด็กน้อยขดตัวซุกอกมารดาอย่างหาความอบอุ่น แต่แล้วเสียงครางแผ่วเบาที่ดังมาจากด้านข้างก็ทำให้หนิงฮวาต้องชะงักมือ
ซูหว่านที่นอนขดตัวอยู่ข้างๆ สั่นสะท้านไปทั้งร่าง แม้จะอยู่ใต้ผ้าห่มผืนเดียวกัน ริมฝีปากของเด็กสาวซีดเผือดจนกลายเป็นสีม่วงคล้ำ ฟันกระทบกันดังกึกๆ อย่างไม่อาจควบคุม ลมหายใจหอบกระเส่าราวกับถูกบีบรัด
"หว่านเอ๋อร์?" หนิงฮวาเอื้อมมือไปแตะหน้าผากของเด็กสาวด้วยใจที่สังหรณ์ไม่ดี
ฝ่ามือของนางสะดุ้งสุดตัว!
ไอร้อนที่แผ่ออกมาจากร่างของซูหว่านนั้นรุนแรงกว่าของซูอันหลายเท่านัก มันร้อนผ่าวราวกับก้อนถ่านที่คุไฟอยู่ภายใน ร่างกายของเด็กสาวสั่นเทิ้มด้วยความหนาวเหน็บ ทว่าผิวหนังกลับร้อนราวกับจะลุกเป็นไฟ นี่คืออาการของไข้ป่าอย่างไม่ต้องสงสัย!
"พี่สะใภ้... ข้า... ข้าหนาว..." ซูหว่านพึมพำเสียงขาดห้วง ดวงตาที่เคยสดใสบัดนี้ปรือปรอยและเลื่อนลอย
หัวใจของหนิงฮวาหล่นวูบ ในยุคสมัยที่การแพทย์ยังล้าหลังเช่นนี้ ไข้ป่าไม่ต่างอันใดจากคำพิพากษาของพญามัจจุราช หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ก็มีแต่หนทางสู่ความตายเท่านั้น
นางเหลือบมองไปยังกองไฟริบหรี่ของครอบครัวบ้านใหญ่ ที่นั่น... แม่เฒ่าเฉียนอาจมียาสมุนไพรต้มลดไข้ติดตัวอยู่บ้าง แม้จะรู้ดีว่าการไปขอความช่วยเหลือจากคนที่เพิ่งปะทะคารมกันมาอย่างดุเดือดเปรียบเสมือนการเดินเข้าถ้ำเสือ แต่เพื่อชีวิตของซูหว่านแล้ว นางไม่มีทางเลือกอื่น
หนิงฮวาลุกขึ้นอย่างเงียบเชียบ ห่มผ้าให้เด็กทั้งสองมิดชิด ก่อนจะก้าวเดินไปยังที่พักของตระกูลซูด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
แม่เฒ่าเฉียนกำลังนั่งหน้าบูดบึ้งอยู่ข้างกองไฟ เมื่อเห็นเงาร่างของหนิงฮวาเดินเข้ามาใกล้ ดวงตาที่ขุ่นมัวของนางก็ลุกวาบด้วยโทสะที่ยังไม่มอดดับ "มาทำอะไรอีก! หรือเรื่องเมื่อกลางวันยังอับอายไม่พออีกรึ นังตัวหายนะ!"
หนิงฮวากดข่มความขุ่นเคืองลงในอก กล่าวด้วยน้ำเสียงที่เรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ "ท่านแม่ ซูหว่านป่วยหนัก นางเป็นไข้สูงและหนาวสั่นอย่างรุนแรง ข้าอยากจะขอส่วนแบ่งยาต้มลดไข้จากท่านแม่สักถ้วย"
หวังจินจือที่นั่งอยู่ข้างๆ แค่นเสียงหยัน "โอ้โห ป่วยได้ถูกเวลาเสียจริงนะ หรือว่าแสร้งทำเพื่อจะมาขอของกินของใช้กันแน่"
แม่เฒ่าเฉียนตบเข่าฉาดใหญ่ "ยาเยออะไรกัน! เจ้าแยกบ้านไปแล้วไม่ใช่รึ ของทุกอย่างเป็นของบ้านใหญ่ข้า ไยต้องมาแบ่งให้พวกเจ้าด้วย! สมุนไพรแต่ละต้นมีค่ายิ่งกว่าทองคำ จะให้มาสิ้นเปลืองกับเด็กหญิงไร้ประโยชน์อย่างนังซูหว่านได้อย่างไร!"
"แต่นางเป็นหลานของท่านนะ!" หนิงฮวากัดฟันกล่าว ความอดทนของนางใกล้จะถึงขีดสุด
"หลานรึ?" หญิงชราหัวเราะเสียงแหลม "ในสายตาข้า มีเพียงเป่าจู้เท่านั้นที่เป็นหลานชายสายเลือดแท้ ส่วนนังนั่น... ก็แค่ตัวถ่วงที่รอวันถูกขายทิ้งเท่านั้น! จะเป็นหรือจะตายก็ช่างปะไร อย่ามาทำให้ขบวนเดินทางของข้าต้องล่าช้าก็พอ! ไปให้พ้นหน้าข้า!"
วาจาอำมหิตของแม่เฒ่าเฉียนเสียดแทงเข้าสู่หัวใจของหนิงฮวาราวกับมีดน้ำแข็งนับพันเล่ม ความหวังสุดท้ายดับวูบลง เหลือเพียงความเย็นชาที่จับขั้วหัวใจ นางจ้องมองใบหน้าอันไร้ความปรานีของหญิงชราด้วยแววตาที่ว่างเปล่า ก่อนจะหันหลังกลับโดยไม่กล่าววาจาใดอีก
ทุกย่างก้าวที่เดินกลับมายังที่พักของตนนั้นหนักอึ้งราวกับแบกภูเขาทั้งลูก นางรู้แล้วว่าไม่อาจพึ่งพาใครได้อีก นอกจากตัวของนางเอง
เมื่อกลับมาถึง นางเห็นซูอันที่ตื่นขึ้นมาแล้ว กำลังใช้ผ้าผืนเล็กๆ ที่นางทิ้งไว้ พยายามเช็ดเหงื่อตามกรอบหน้าของซูหว่านด้วยความเป็นห่วง แม้ตัวเองจะมีไอร้อนรุมอยู่เช่นกัน ภาพนั้นทำให้หัวใจของหนิงฮวาเจ็บปวดและอบอุ่นในคราวเดียวกัน นี่คือครอบครัวเล็กๆ ของนาง คือคนที่นางต้องปกป้องให้ถึงที่สุด
นางลูบศีรษะซูอันเบาๆ "อันอันเก่งมาก ไปนอนเถอะ เดี๋ยวแม่ดูแลท่านอาเอง"
หลังจากส่งซูอันเข้านอนแล้ว หนิงฮวาก็มองร่างที่สั่นเทาของซูหว่านด้วยแววตาเด็ดเดี่ยว ในเมื่อโลกภายนอกโหดร้ายไร้ความเมตตา นางก็ต้องใช้หนทางของนาง!
หนิงฮวารวบรวมสมาธิ ในชั่วพริบตา ทิวทัศน์รอบกายก็แปรเปลี่ยนไป ความมืดมิดและหนาวเหน็บภายนอกถูกแทนที่ด้วยแสงไฟสว่างจ้าและอากาศเย็นสบายของซูเปอร์มาร์เก็ตในมิติส่วนตัวของนาง
นางไม่เสียเวลาแม้แต่วินาทีเดียว รีบสาวเท้าไปยังแผนกยาและเวชภัณฑ์ที่คุ้นเคย ชั้นวางที่เรียงรายไปด้วยกล่องยานานาชนิดจากยุคปัจจุบันคือความหวังเดียวของนางในยามนี้
สายตาของนางกวาดหาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหยุดลงที่กล่องยา "พาราเซตามอล" ยาลดไข้บรรเทาปวดที่ได้ผลชะงัด นางหยิบมาหนึ่งแผง และสายตาก็เหลือบไปเห็น "แผ่นเจลลดไข้" สำหรับเด็กที่วางอยู่ใกล้ๆ กัน ความคิดหนึ่งพลันแล่นเข้ามาในสมอง
หนิงฮวากลับออกมาจากมิติในเสี้ยววินาทีต่อมา ในมือของนางปรากฏแผงยาและแผ่นเจลซองเล็กๆ นางแกะยาพาราเซตามอลออกมาหนึ่งเม็ด ใช้หินสองก้อนบดมันจนเป็นผงละเอียดอย่างรวดเร็ว ก่อนจะผสมกับน้ำดื่มสะอาดเพียงน้อยนิดที่นางแอบเก็บไว้ต่างหาก
นางประคองร่างของซูหว่านขึ้นมาอย่างทุลักทุเล "หว่านเอ๋อร์ ตื่นก่อน ดื่มยาก่อนเร็ว"
เด็กสาวลืมตาขึ้นอย่างยากเย็น ดวงตาพร่ามัวมองไม่เห็นสิ่งใดชัดเจน หนิงฮวาจึงค่อยๆ ป้อนยาผงผสมน้ำเข้าปากนางอย่างระมัดระวัง แม้จะขมฝาด แต่ซูหว่านที่อยู่ในภาวะกึ่งหมดสติก็ยอมกลืนลงไปจนหมด
จากนั้น หนิงฮวาก็ค่อยๆ ฉีกซองแผ่นเจลลดไข้ นางดึงแผ่นพลาสติกใสที่เคลือบอยู่ออกอย่างระมัดระวัง แล้วนำแผ่นเจลสีฟ้าอ่อนนุ่มนิ่มแปะลงบนหน้าผากที่ร้อนจัดของซูหว่าน ความเย็นจากแผ่นเจลทำให้ร่างที่สั่นสะท้านของเด็กสาวสงบลงเล็กน้อยในทันที
"ท่านพี่สะใภ้... นี่คือสิ่งใด... เย็นสบายเหลือเกิน..." ซูหว่านพึมพำถามเสียงแผ่ว
"มันคือยาสมุนไพรพอกหน้าผากชนิดหนึ่ง" หนิงฮวาสร้างเรื่องขึ้นมาอย่างแนบเนียน "ข้าบังเอิญเจอตอนหาของป่าเมื่อกลางวัน มันเป็นพืชอวบน้ำที่มีสรรพคุณช่วยดูดซับความร้อนได้ดี นอนเสียเถอะ ไม่นานเจ้าก็จะดีขึ้น"
ซูหว่านพยักหน้ารับอย่างอ่อนแรง ก่อนจะผล็อยหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย
หนิงฮวาถอนหายใจยาว เฝ้ามองอาการของซูหว่านอย่างไม่วางตา เวลาผ่านไปราวครึ่งชั่วยาม ฤทธิ์ยาจากยุคปัจจุบันก็เริ่มทำงานอย่างน่าอัศจรรย์ อาการสั่นเทิ้มของซูหว่านค่อยๆ ทุเลาลงอย่างเห็นได้ชัด ลมหายใจที่เคยหอบกระเส่าก็เริ่มสม่ำเสมอขึ้น แม้ใบหน้าจะยังคงแดงก่ำ แต่ไอร้อนที่แผ่ออกมาก็ลดความรุนแรงลงแล้ว
แสงแห่งความหวังเริ่มฉายชัดขึ้นในใจของหนิงฮวา...
ทว่าในขณะที่นางกำลังจะผ่อนลมหายใจด้วยความโล่งอก หางตาของนางก็พลันเหลือบไปเห็นเงาตะคุ่มหนึ่งเคลื่อนไหวอยู่ที่มุมมืด ห่างจากที่พักของพวกนางไปไม่ไกลนัก ภายใต้แสงจันทร์สลัว นางเห็นดวงตาคู่หนึ่งกำลังจับจ้องมาที่นางอย่างไม่วางตา... ดวงตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้และไม่ประสงค์ดีคู่นั้น เป็นของหวังจินจือ!
หัวใจของหนิงฮวาพลันกระตุกวูบ... นางถูกจับตาดูอยู่! ความลับของนางกำลังตกอยู่ในอันตราย