หนิงฮวาสวนกลับแม่เฒ่า

เบื้องหน้าเสียงกรีดร้องที่แหลมสูงราวกับจะเสียดแทงทะลุฟ้าของแม่เฒ่าเฉียน หนิงฮวากลับยืนสงบนิ่งดุจขุนเขาที่ไม่สั่นคลอนต่อแรงลม ดวงตาของนางเย็นเยียบราวกับน้ำในบ่อลึกยามเหมันต์ จับจ้องไปยังร่างท้วมที่กำลังสั่นเทาด้วยความโกรธอย่างไม่สะทกสะท้าน

“นังสารเลว! เจ้ากล้าลงมือกับหลานชายข้า!” แม่เฒ่าเฉียนพุ่งปราดเข้ามา หมายจะใช้กรงเล็บจิกทึ้งใบหน้าของหนิงฮวาให้เสียโฉม แต่กลับถูกสายตาเย็นชาคู่นั้นหยุดยั้งไว้ราวกับมีกำแพงที่มองไม่เห็นกางกั้น

หวังจินจือรีบวิ่งเข้ามาประคองแม่สามี พลางแผดเสียงผสมโรง “พี่สะใภ้รอง! ท่านทำเกินไปแล้ว! เป่าจู๋ยังเป็นแค่เด็ก ท่านจะใจคอโหดเหี้ยมถึงเพียงนี้เชียวหรือ! ดูสิ! ลูกข้าตัวสั่นไปหมดแล้ว!” นางชี้ไปยังซูเป่าจู้ที่ยังคงนั่งสะอึกสะอื้นอยู่บนพื้น แสร้งทำเป็นน่าสงสารอย่างที่สุด

หนิงฮวาแค่นเสียงหยันในลำคอ “เด็กหรือ? เด็กที่ร่างกายใหญ่โตกว่าบุตรชายข้าเกือบเท่าตัว วิ่งมาผลักเด็กล้มแล้วแย่งน้ำกิน นี่น่ะหรือที่พวกท่านเรียกว่า ‘เด็ก’?”

คำพูดของนางไม่ดังแต่กลับคมกริบดุจมีดที่กรีดเฉือนความหน้าด้านของสองแม่ลูกสะใภ้บ้านใหญ่จนเลือดซิบ เสียงร้องโวยวายและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเริ่มดึงดูดสายตาของชาวบ้านในขบวนอพยพที่กำลังเหนื่อยล้าให้หันมามองเป็นตาเดียว พวกเขาต่างหยุดฝีเท้า จับกลุ่มกระซิบกระซาบพลางชี้มาทางท้ายขบวนด้วยความสนใจ

แม่เฒ่าเฉียนเมื่อเห็นว่ามีคนมุงดูก็ยิ่งได้ใจ นางทุบหน้าอกตัวเองดังปังๆ “สวรรค์! ดูเถิด! ดูความอกตัญญูของมันเถิด! ข้าเลี้ยงดูมันมา แต่มันกลับรังแกลูกหลานข้า! ท่านหัวหน้าหมู่บ้าน! ท่านหลินกวนอยู่ที่ใด! มาให้ความยุติธรรมแก่บ้านซูของข้าด้วย!”

เสียงเรียกของนางได้ผล เพียงไม่นานร่างสูงใหญ่ของหลินกวน หัวหน้าหมู่บ้านผู้มีใบหน้ากร้านแดดและแววตาที่เปี่ยมด้วยความสุขุมก็เดินฝ่าวงล้อมเข้ามา สีหน้าของเขาเรียบเฉยแต่แฝงไว้ด้วยความกดดัน “เกิดเรื่องอันใดขึ้นอีก”

เมื่อเห็นหลินกวนมาถึง แม่เฒ่าเฉียนก็ราวกับได้ทัพหนุน นางรีบปรี่เข้าไปฟ้อง “ท่านหัวหน้า! ท่านต้องจัดการให้ข้า! นังหนิงฮวามันรังแกเป่าจู๋หลานชายข้า! ดูสิ! มันทำหลานข้าจนอาเจียนไปหมดแล้ว! ผู้หญิงใจยักษ์เช่นนี้จะปล่อยไว้ในขบวนได้อย่างไร!”

หลินกวนปรายตามองซูเป่าจู้ที่เนื้อตัวมอมแมมและกำลังร้องไห้ฟูมฟาย จากนั้นจึงหันมามองหนิงฮวาที่ยังคงยืนนิ่งสงบ มีเพียงซูอันตัวน้อยที่เกาะชายเสื้อนางแน่น แววตาเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น

“หนิงฮวา เจ้ามีอะไรจะพูดหรือไม่” น้ำเสียงของหลินกวนราบเรียบ เป็นการให้โอกาสนางได้แก้ต่าง

หนิงฮวาไม่ตอบในทันที นางเพียงย่อตัวลง โอบไหล่เล็กๆ ของซูอันไว้ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนที่สุดเท่าที่นางจะทำได้ “อันอัน ไม่ต้องกลัว บอกท่านหัวหน้าไปตามความจริงว่าเกิดอะไรขึ้น”

ซูอันตัวสั่นน้อยๆ เขามองหน้ามารดา สบเข้ากับแววตาที่เปี่ยมด้วยความเชื่อมั่นและให้กำลังใจ ความกลัวในใจจึงค่อยๆ ลดลง เด็กน้อยสูดน้ำมูกเฮือกใหญ่แล้วชี้ไปยังซูเป่าจู้ด้วยนิ้วเล็กๆ “พี่เป่าจู้...ผลักข้าล้ม...แล้วแย่งน้ำของข้า”

“เจ้าเด็กโกหก!” หวังจินจือแหวขึ้นมาทันที “ลูกข้าจะไปแย่งน้ำสกปรกของพวกเจ้าทำไม!”

“โกหกหรือไม่ ข้ามีหลักฐาน” หนิงฮวาตัดบทนางอย่างเย็นชา นางค่อยๆ พลิกแขนเสื้อเก่าๆ ของซูอันขึ้น เผยให้เห็นรอยถลอกแดงเถือกที่ข้อศอก เป็นรอยใหม่ที่ยังมีเศษดินเกาะติดอยู่ “ท่านหัวหน้าและทุกท่านโปรดดู นี่คือสิ่งที่เกิดจากการ ‘ถูกรังแก’ ของเด็กโต หรือการ ‘ปกป้องตัวเอง’ ของเด็กเล็กที่ถูกผลักจนล้มกันแน่!”

ภาพรอยแผลบนแขนผอมแห้งของซูอันปรากฏสู่สายตาของทุกคน เสียงฮือฮาและเสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังขึ้นระลอกแล้วระลอกเล่า ชาวบ้านที่อพยพมาด้วยกันต่างก็ไม่ใช่คนโง่ ใครถูกใครผิด พวกเขาย่อมมองออก

หลินกวนขมวดคิ้วแน่น เขามองรอยแผลของซูอัน สลับกับมองใบหน้าซีดเผือดของแม่เฒ่าเฉียนและหวังจินจือ ในใจพลันบังเกิดความรู้สึกดูแคลนขึ้นมาวูบหนึ่ง

แต่หนิงฮวาไม่หยุดเพียงเท่านั้น วันนี้นางจะถอนรากถอนโคนความหน้าหนาของคนบ้านใหญ่มิให้เหลือซาก!

นางลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ประจันหน้ากับทุกคนด้วยท่วงท่าที่องอาจไม่เกรงกลัวผู้ใด “ทุกท่านอาจจะยังไม่ทราบ หลังจากแยกบ้านกัน ข้าและลูกถูกริบเสบียงทั้งหมดไปจนเกลี้ยง! ข้าวสารแม้แต่เมล็ดเดียวก็ไม่มีเหลือให้พวกเราสองแม่ลูก! ที่ผ่านมาพวกเราประทังชีวิตด้วยการขุดรากไม้ใบหญ้าตามทาง”

นางกวาดสายตามองไปรอบๆ สบตากับชาวบ้านทีละคน “น้ำในกระบอกไม้ไผ่นั่น...ไม่ใช่น้ำธรรมดา แต่มันคือชีวิตของลูกข้า! คือน้ำอึกสุดท้ายที่เรามี! แต่บ้านใหญ่ซูที่ไม่เคยขาดแคลนสิ่งใด กลับยังส่งหลานชายสุดที่รักมาแย่งชิงน้ำอึกสุดท้ายไปจากปากเด็กที่กำลังจะอดตาย! ข้าขอถามทุกท่าน! การกระทำเช่นนี้ยังมีความเป็นมนุษย์หลงเหลืออยู่บ้างหรือไม่!”

คำพูดทุกคำของนางดังก้องไปทั่วบริเวณราวกับเสียงสายฟ้าฟาด ทุกประโยคแทงทะลุเข้าไปในใจของทุกคนที่ได้ฟัง ความจริงที่ถูกเปิดโปงทำให้ชาวบ้านที่กำลังหิวโหยและอ่อนล้าอยู่แล้วรู้สึกเดือดดาลขึ้นมาทันที พวกเขาก็ลำบาก แต่ไม่เคยมีใครคิดจะช่วงชิงอาหารหรือน้ำจากปากเด็กตัวเล็กๆ

“น่ารังเกียจเกินไปแล้ว!”

“บ้านใหญ่ซูหน้าหนาไม่มียางอาย! ขนาดน้ำของเด็กยังจะแย่ง!”

“นั่นสิ! พวกเขามีทั้งข้าวสารอาหารแห้ง แต่กลับปล่อยให้หลานตัวเองอดอยาก”

“นี่มันไม่ใช่คนแล้ว! สัตว์เดรัจฉานยังไม่ทำกันถึงขนาดนี้!”

เสียงประณามด่าทอดังขึ้นจากทุกทิศทุกทางราวกับคลื่นใต้น้ำที่ถาโถมเข้าใส่แม่เฒ่าเฉียนและหวังจินจือ ใบหน้าของหญิงชราแปรเปลี่ยนจากแดงก่ำเป็นซีดขาว แล้วกลับกลายเป็นเขียวคล้ำ นางสั่นไปทั้งตัว ไม่ใช่เพราะความเหนื่อย แต่เป็นเพราะความอับอายและโกรธแค้นจนแทบกระอักเลือด

หลินกวนยืนมองเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยแววตาที่ซับซ้อน เขามองหนิงฮวาด้วยสายตาใหม่ หญิงม่ายผู้นี้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว นางไม่ได้อ่อนแอ ไม่ได้หัวอ่อน และไม่ได้รอให้ใครมารังแก นางเด็ดขาด ฉลาด และรู้จักใช้สถานการณ์ให้เป็นประโยชน์ สามารถเปลี่ยนเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของชาวบ้านให้กลายเป็นคมดาบที่ทิ่มแทงศัตรูได้อย่างแยบยล ความชื่นชมฉายชัดขึ้นในดวงตาของบุรุษผู้เป็นผู้นำขบวน

เมื่อเห็นว่าสถานการณ์เลวร้ายเกินกว่าจะควบคุม แม่เฒ่าเฉียนก็หมดสิ้นหนทางจะต่อกร นางจ้องหนิงฮวาด้วยสายตาอาฆาตแค้นราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ “ดี! ดีมาก! นังอสรพิษ! เจ้ามันปีกกล้าขาแข็งแล้วสินะ! ข้าจะคอยดูว่าพวกเจ้าแม่ลูกจะรอดไปได้อีกกี่น้ำ!”

นางกล่าวทิ้งท้ายด้วยเสียงลอดไรฟัน ก่อนจะกระชากแขนซูเป่าจู้ที่ยังคงร้องไห้ไม่หยุด แล้วลากหวังจินจือที่หน้าซีดเป็นไก่ต้มฝ่าวงล้อมที่แหวกออกเป็นทางด้วยความรังเกียจกลับไปยังที่พักของตน ทิ้งไว้เพียงความอัปยศอดสูที่สลัดไม่หลุด

เมื่อผู้ก่อเรื่องจากไปแล้ว วงล้อมของชาวบ้านก็ค่อยๆ สลายตัวไป เหลือเพียงหนิงฮวาและซูอันสองแม่ลูก

หนิงฮวาถอนหายใจยาว พลางลูบศีรษะเล็กๆ ของบุตรชายเพื่อปลอบประโลม “ไม่เป็นไรแล้ว อันอัน ทุกอย่างจบแล้ว”

ทว่าขณะที่ฝ่ามือของนางสัมผัสกับหน้าผากของเด็กน้อย คิ้วที่เพิ่งคลายออกของหนิงฮวาก็ต้องขมวดเข้าหากันอีกครั้ง...

ความร้อนที่ส่งผ่านมายังฝ่ามือของนาง มันไม่ใช่ความร้อนปกติของร่างกายเด็ก...แต่มันคือไอร้อนที่บ่งบอกถึงอาการป่วยไข้ที่กำลังจะมาเยือน