เด็กเปรตซูเป่าจู้และการสั่งสอน

คลื่นความเย็นยะเยือกแผ่ซ่านออกจากร่างของหนิงฮวาในบัดดล บรรยากาศรอบกายที่เคยร้อนระอุด้วยไอแดดยามบ่ายพลันลดต่ำลงหลายส่วน เปลวไฟโทสะที่ลุกวาบในดวงตาของนางมิได้แผดเผาจนโชติช่วง หากแต่เยียบเย็นราวกับน้ำแข็งพันปี กักเก็บไอสังหารอันเข้มข้นที่พร้อมจะแช่แข็งทุกสรรพสิ่ง

เสียงหัวเราะเยาะเย้ยของซูเป่าจู้ยังคงดังก้อง ขณะที่ซูอันพยายามยันกายลุกขึ้นจากพื้นดินด้วยความทุลักทุเล หยาดน้ำตาแห่งความเจ็บใจและความน้อยเนื้อต่ำใจไหลอาบสองแก้มเปรอะเปื้อนฝุ่นดิน เด็กน้อยมิได้ร้องไห้เสียงดังโวยวาย มีเพียงเสียงสะอื้นที่ถูกกดกลั้นไว้ในลำคอ แววตาเต็มไปด้วยความสับสนและอัปยศอดสู

หนิงฮวาไม่ได้ตวาด ไม่ได้วิ่งเข้าใส่ นางเพียงก้าวเดินอย่างเชื่องช้า ทว่าทุกย่างก้าวกลับหนักแน่นราวกับค้อนยักษ์ที่ทุบลงบนใจกลางแผ่นดิน แต่ละก้าวที่ขยับเข้าใกล้ ทำให้เสียงหัวเราะของซูเป่าจู้ค่อยๆ แผ่วลง...แผ่วลง...จนกระทั่งเงียบสนิท

เด็กอ้วนจอมเกเรสัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตที่มองไม่เห็น มันเหมือนมีดน้ำแข็งนับพันเล่มที่จ่ออยู่ตรงหลังคอ สัญชาตญาณดิบร่ำร้องเตือนภัยถึงอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามา ซูเป่าจู้กลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคออย่างยากลำบาก สองขาสั่นระริกจนแทบยืนไม่อยู่ ดวงตาที่เคยหยิ่งผยองบัดนี้เหลือเพียงความหวาดหวั่น

เขากำกระบอกไม้ไผ่ในมือแน่น พยายามใช้มันเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ แต่ยิ่งกำแน่นเท่าไหร่ ก็ยิ่งรู้สึกว่าตนเองกำลังกำก้อนถ่านที่ร้อนแดงเอาไว้

ในชั่วพริบตาที่ซูเป่าจู้คิดจะหันหลังวิ่งหนี ร่างของหนิงฮวาก็ปรากฏขึ้นเบื้องหลังราวกับภูตผี เงาของนางทาบทับร่างอ้วนท้วนของเขาจนมิด ชายผ้าสีมอซอของนางสะบัดไหวเบาๆ ปัดผ่านใบหูของเขา นำพาความเย็นยะเยียบที่ทำให้ขนทั่วร่างลุกชัน

หมับ!

ฝ่ามือเรียวบางแต่แข็งแกร่งราวกับคีมเหล็กของหนิงฮวาคว้าลงบนหลังคอของซูเป่าจู้อย่างแม่นยำ นิ้วโป้งและนิ้วชี้กดลงบนจุดชีพจรสองข้างลำคอด้วยแรงที่ไม่มากไม่น้อย แต่กลับทำให้ร่างทั้งร่างของเด็กชายแข็งทื่อไปในทันที พลังทั้งหมดในกายราวกับถูกสูบออกไปจนหมดสิ้น

"อึก...อ่อ...แอ้!" ซูเป่าจู้พยายามจะกรีดร้อง แต่กลับมีเพียงเสียงประหลาดเล็ดลอดออกมาจากลำคอ เขารู้สึกเหมือนถูกงูยักษ์รัดจนหายใจไม่ออก ดวงตาเบิกโพลงด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด

น้ำในกระบอกไม้ไผ่ที่เขาเพิ่งดื่มเข้าไปอย่างกระหยิ่มยิ้มย่อง บัดนี้กลับจุกแน่นอยู่ในอกราวกับก้อนหิน

"คายมันออกมา"

น้ำเสียงของหนิงฮวาเรียบสนิท ปราศจากอารมณ์ใดๆ แต่สำหรับซูเป่าจู้แล้ว มันน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเสียงอสนีบาตฟาดผ่ากลางกระหม่อม

หนิงฮวาไม่รอคำตอบ นิ้วโป้งของนางกดลึกลงไปอีกเล็กน้อยบนจุดที่ทำให้อาเจียนโดยเฉพาะ มันเป็นทักษะการทรมานเชลยศึกที่นางเรียนรู้มาในชาติก่อน แต่เมื่อนำมาใช้กับเด็กเปรตเช่นนี้ กลับได้ผลชะงัดนัก

"อ้วก! แค่กๆๆ!"

ซูเป่าจู้โก่งคอสำลักอย่างรุนแรง น้ำที่เพิ่งดื่มเข้าไปพุ่งพรวดออกจากปากพร้อมกับเศษอาหารมื้อกลางวัน กระจายเกลื่อนลงบนพื้นดินที่แห้งผาก กลิ่นเหม็นเปรี้ยวคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ

หนิงฮวายังคงบีบหลังคอเขาไว้ไม่ปล่อย รอดจนมั่นใจว่าน้ำทุกหยดที่เขาแย่งชิงไปจากบุตรชายของนางได้ถูกขับออกมาจนหมดสิ้นแล้ว จึงคลายแรงลงเล็กน้อย แต่ยังไม่ยอมปล่อยมือ

"เก็บมันขึ้นมา" นางสั่งเสียงเย็น

ซูเป่าจู้ตัวสั่นเทาเหมือนลูกนกตกน้ำ เขามองกระบอกไม้ไผ่ที่หล่นอยู่บนพื้นด้วยความขยะแขยง แต่เมื่อสบเข้ากับแววตาไร้ปรานีของหนิงฮวา เขาก็ไม่กล้าขัดขืนแม้แต่น้อย สองมือที่สั่นงันงกค่อยๆ เอื้อมไปหยิบกระบอกไม้ไผ่ที่เปรอะเปื้อนฝุ่นดินขึ้นมา

ทางด้านซูอันนั้นหยุดร้องไห้ไปตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่อาจทราบได้ เด็กน้อยยืนตะลึงงัน มองภาพที่เกิดขึ้นเบื้องหน้าด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง ในสายตาของเขา มารดาที่เคยอ่อนแอและถูกรังแกเสมอมา บัดนี้กลับสูงใหญ่และน่าเกรงขามราวกับเทพธิดาพิทักษ์ที่ลงมาจุติ รังสีแห่งความแข็งแกร่งที่แผ่ออกมาจากร่างของนาง ทำให้อกของเขารู้สึกอุ่นวาบขึ้นมาอย่างน่าประหลาด

นี่คือมารดาของเขา...มารดาที่จะปกป้องเขา!

ความรู้สึกภาคภูมิใจพลันเอ่อล้นขึ้นมาในหัวใจดวงน้อย ซูอันเช็ดน้ำตาป้อยๆ พยายามยืนตัวตรงเลียนแบบท่าทางองอาจของมารดา แม้แขนขาจะมีรอยถลอกจากการถูกผลักล้ม แต่ความเจ็บปวดนั้นกลับเลือนหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความรู้สึกตื้นตันและชื่นชมบูชา

"เอาไปคืนให้เจ้าของ แล้วขอโทษเสีย" หนิงฮวากล่าวต่อ บังคับให้ซูเป่าจู้หันหน้าไปเผชิญกับซูอัน

ซูเป่าจู้ผู้ไม่เคยต้องก้มหัวให้ใคร บัดนี้กลับหวาดกลัวจนแทบสิ้นสติ เขาถูกบีบให้ยื่นกระบอกไม้ไผ่ส่งให้ซูอันที่ยืนอยู่เบื้องหน้า เสียงของเขาสั่นเครือและขาดห้วง "ขะ...ข้า...ข้าขอ...โทษ..."

ซูอันรับกระบอกไม้ไผ่คืนมา กอดมันไว้แนบอกราวกับเป็นสมบัติล้ำค่าที่สุดในโลก เขามองหน้าซูเป่าจู้ด้วยแววตาที่ซับซ้อน ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ เป็นการตอบรับ

เมื่อเห็นว่าทุกอย่างเรียบร้อย หนิงฮวาจึงสะบัดมือออกอย่างไม่ไยดี ร่างอ้วนท้วนของซูเป่าจู้ทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นราวกับกองผ้าขี้ริ้ว

ทันทีที่หลุดจากการควบคุม ความกลัวที่ถูกกดไว้ก็ระเบิดออกมาพร้อมกับเสียงร้องไห้ที่ดังลั่นป่าราวกับหมูถูกเชือด

"แง้! ย่า! ท่านแม่! ช่วยข้าด้วย! นางสารเลวหนิงฮวาจะฆ่าข้า! แง้!"

เสียงร้องไห้จ้าของหลานชายสุดที่รักดังไปถึงกลางขบวน ทำให้ร่างท้วมของแม่เฒ่าเฉียนที่กำลังนั่งพักเหนื่อยอยู่ใต้ร่มไม้ถึงกับผุดลุกขึ้นยืนด้วยความร้อนใจ

"เป่าจู้! เกิดอะไรขึ้นกับหลานรักของย่า!"

หวังจินจือที่กำลังพัดวีให้แม่สามีอยู่ข้างๆ ก็มีสีหน้าเปลี่ยนไปเช่นกัน นางรีบทิ้งพัดในมือแล้ววิ่งหน้าตั้งตามแม่สามีไปทันที

"เป่าจู๋ของแม่! ใครมันกล้ารังแกลูก!"

เพียงชั่วอึดใจ ร่างของสองสตรีต่างวัยจากบ้านใหญ่ก็ปรากฏตัวขึ้นที่ท้ายขบวน ภาพที่พวกนางเห็นคือหลานรักหัวแก้วหัวแหวนกำลังนั่งร้องไห้ฟูมฟายอยู่บนพื้น เนื้อตัวมอมแมม บนพื้นดินใกล้ๆ มีร่องรอยของการอาเจียน ส่วนตัวต้นเหตุอย่างหนิงฮวากลับยืนกอดอกมองดูด้วยสีหน้าเรียบเฉย ข้างกายนางมีเจ้าเด็กซูอันยืนเกาะชายเสื้ออยู่ไม่ห่าง

เปลวเพลิงแห่งความโกรธาพลันปะทุขึ้นในดวงตาของแม่เฒ่าเฉียน นางชี้หน้าหนิงฮวาด้วยนิ้วที่สั่นเทา ทั้งจากความเหนื่อยที่วิ่งมาและความโกรธที่พลุ่งพล่าน

"นังแพศยาหนิงฮวา! เจ้าทำอะไรหลานชายของข้า!" เสียงแหลมสูงของหญิงชรากรีดร้องขึ้น "เจ้ามันใจคอโหดเหี้ยมอำมหิต ขนาดเด็กตัวเล็กๆ ยังกล้าลงมือรังแก! วันนี้ข้าไม่สั่งสอนเจ้าให้รู้สำนึก ข้าก็ไม่ขอเป็นย่าคน!"