สายตาที่จับผิดของสะใภ้ใหญ่

ความคิดสงสัยดุจเมล็ดพันธุ์พิษที่หยั่งรากลึกลงในใจของหวังจินจือแล้วนั้น บัดนี้ได้เริ่มผลิหน่อแตกกิ่งก้านสาขาอย่างรวดเร็ว เพลิงริษยาในอกนางลุกโชนขึ้นทุกครั้งที่เหลือบมองไปยังท้ายขบวน ที่ซึ่งร่างของหนิงฮวาและเด็กทั้งสองยังคงเดินเหยาะๆ ไปข้างหน้าด้วยฝีเท้าที่มั่นคง

ตลอดบ่ายวันนั้น หวังจินจือไม่ได้ละสายตาไปจากครอบครัวเล็กๆ ของหนิงฮวาเลยแม้แต่น้อย นางสังเกตเห็นทุกรายละเอียด... เด็กชายซูอันที่เคยเดินโผเผแทบจะล้มพับอยู่รอมร่อ บัดนี้กลับเดินเคียงข้างมารดาด้วยท่าทีแข็งขัน แม้จะมีหยาดเหงื่อซึมตามไรผม แต่แววตากลับยังคงสุกใส ส่วนซูหว่านที่เคยหน้าซีดปากสั่น ก็กลับมีสีเลือดฝาดจางๆ ประดับบนแก้ม ทั้งสามคนมิได้มีสภาพอิดโรยหิวโหยเหมือนคนอื่นๆ ในขบวนเลยแม้แต่น้อย

ภาพเหล่านี้บาดตาลึกเข้าไปในหัวใจของหวังจินจือราวกับหนามแหลมคม เมื่อหันกลับมามองซูเป่าจู้ ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของตนที่กำลังงอแงโยเยอยู่ข้างกาย สภาพของเขากลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง ริมฝีปากแห้งผาก ใบหน้าซูบตอบ ดวงตาหม่นแสงเพราะความหิวและความเหนื่อยล้า

"เหตุใดกัน..." หวังจินจือกัดฟันกรอด เสียงขบเขี้ยวเคี้ยวฟันดังอยู่ในลำคอ "เสบียงของบ้านใหญ่เรามีมากกว่าพวกมันตั้งเท่าใด เหตุใดลูกข้าจึงต้องมาอดอยาก ในขณะที่ลูกของนังสตรีม่ายนั่นกลับดูสุขสบายดีนัก!"

นางไม่เชื่อเด็ดขาดว่าการหายเข้าไปในป่าเพียงชั่วครู่จะทำให้คนใกล้ตายฟื้นคืนเรี่ยวแรงขึ้นมาได้ถึงเพียงนี้ มันต้องมีอะไรมากกว่านั้น... นังสารเลวแซ่หนิงนั่นต้องแอบซุกซ่อนของดีไว้กับตัวเป็นแน่! บางทีอาจจะเป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายที่สามีผู้ล่วงลับของมันทิ้งไว้ให้!

ความคิดนี้ทำให้ดวงตาของหวังจินจือทอประกายละโมบขึ้นมาวูบหนึ่ง หากนางจับได้คาหนังคาเขาว่ามันมีเสบียงส่วนตัวซ่อนไว้ นางจะฟ้องท่านแม่ให้ริบของทั้งหมดมาเป็นของบ้านใหญ่ให้จงได้!

เมื่อขบวนอพยพหยุดพักอีกครั้งในช่วงใกล้พลบค่ำ หนิงฮวาก็ประกาศกับเด็กทั้งสองว่าตนจะขอปลีกตัวเข้าไปในป่าข้างทางเพื่อหาของป่าที่พอจะกินได้มาประทังความหิว

"พวกเจ้าสองคนรออยู่ตรงนี้ อย่าไปไหนไกล เข้าใจหรือไม่?" หนิงฮวากำชับเสียงเรียบ ก่อนจะส่งสายตาปรามไปยังซูหว่านให้ดูแลน้องชายให้ดี

นี่คือโอกาสที่หวังจินจือรอคอย!

นางแสร้งทำเป็นจัดแจงเสื้อผ้าให้ลูกชาย พลางเหลือบมองตามร่างของหนิงฮวาที่หายลับเข้าไปในแนวไม้ทึบ รอจนกระทั่งแน่ใจว่าไม่มีผู้ใดสนใจตนแล้ว หวังจินจือจึงค่อยๆ ย่องตามเข้าไปอย่างเงียบเชียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ นางเคลื่อนไหวอย่างระแวดระวัง หลบอยู่หลังพุ่มไม้และต้นไม้ใหญ่ไปตลอดทาง ด้วยกลัวว่าหนิงฮวาจะรู้ตัว

ทว่านางหารู้ไม่เลยว่า สำหรับอดีตทหารหน่วยรบพิเศษอย่างหนิงฮวาแล้ว การสะกดรอยตามอย่างเงอะงะของชาวบ้านธรรมดาๆ เช่นนี้ มิอาจรอดพ้นไปจากประสาทสัมผัสอันเฉียบคมของนางไปได้

ทันทีที่ก้าวเข้าสู่แนวป่า หนิงฮวาก็สัมผัสได้ถึงสายตาคู่หนึ่งที่จับจ้องมาจากเบื้องหลัง พร้อมกับเสียงฝีเท้าแผ่วเบาที่พยายามย่องตามมาอย่างทุลักทุเล นางแสยะยิ้มที่มุมปากอย่างเย็นชา ไม่จำเป็นต้องหันกลับไปมองก็เดาได้ทันทีว่าเป็นผู้ใด

'อยากรู้อยากเห็นนักใช่หรือไม่... ดี! ข้าจะแสดงให้เจ้าดูจนสมอยากเลยทีเดียว!'

หนิงฮวาแสร้งทำเป็นเดินด้อมๆ มองๆ ไปตามพื้นดินอย่างตั้งอกตั้งใจ ราวกับกำลังค้นหาสิ่งใดบางอย่างอย่างจริงจัง นางเดินลึกเข้าไปในป่าอีกเล็กน้อย ก่อนจะหยุดลงที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง จากนั้นจึงทรุดกายนั่งลง แสร้งทำเป็นใช้หินแหลมคมกะเทาะดินแข็งๆ อย่างยากลำบาก

หวังจินจือซึ่งซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้ไม่ไกลนัก กลั้นลมหายใจจ้องมองทุกการกระทำของหนิงฮวาอย่างไม่กะพริบตา หัวใจของนางเต้นระทึกด้วยความคาดหวัง ในที่สุดความลับของนังสตรีม่ายกำลังจะถูกเปิดโปงแล้ว! มันต้องกำลังขุดเอาห่อเสบียงที่ซ่อนไว้ออกมาแน่ๆ!

ครู่ต่อมา หนิงฮวาก็งัดบางสิ่งบางอย่างที่มีลักษณะคล้ายรากไม้ออกมาจากหลุมได้สำเร็จ มันเป็นรากสีน้ำตาลคล้ำ มีดินเกาะอยู่เต็มไปหมด ดูแล้วไม่น่าจะใช่ของที่กินได้เลยแม้แต่น้อย

หนิงฮวาปัดดินออกจากรากไม้นั้นลวกๆ จากนั้นก็ยกมันขึ้นจรดริมฝีปาก แล้วกัดเข้าไปคำหนึ่ง!

ใบหน้าของนางพลันบิดเบี้ยวทันที คิ้วขมวดมุ่นเข้าหากันอย่างชัดเจน แสดงถึงรสชาติที่ขมขื่นจนสุดจะทานทน แต่นางก็ยังฝืนใจเคี้ยวหยับๆ แล้วกลืนมันลงคอไปอย่างยากเย็น

หวังจินจือเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงระคนขยะแขยง 'นั่น... นั่นมันกำลังกินรากไม้ขมๆ อยู่อย่างนั้นรึ!'

นางจ้องมองภาพนั้นอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา หนิงฮวาทำราวกับว่านั่นเป็นอาหารมื้อโอชะ ค่อยๆ กัดแทะรากไม้ขมๆ นั้นไปทีละน้อย แม้สีหน้าจะบ่งบอกถึงความทรมานเพียงใด แต่นางก็ยังคงกินต่อไปไม่หยุด

ภาพที่เห็นทำให้ความหวังของหวังจินจือพังทลายลงในพริบตา ที่แท้... ที่พวกมันสามคนแม่ลูกยังดูมีเรี่ยวมีแรงอยู่ได้ ก็เพราะยอมลดตัวลงไปกินของป่าที่น่ารังเกียจเช่นนี้นี่เอง! ช่างน่าสมเพชสิ้นดี!

หวังจินจือเบ้ปากด้วยความรังเกียจและหยามเหยียด ความคิดที่จะจับผิดและริบเสบียงมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความรู้สึกสะอิดสะเอียนเท่านั้น คนอย่างนางหรือจะยอมกินของพรรค์นั้น ไม่มีทาง! ให้นางอดตายเสียยังจะดีกว่า!

เมื่อหมดสิ้นความสนใจแล้ว หวังจินจือจึงหมุนตัวย่องกลับออกจากป่าไปอย่างเงียบๆ นางตัดสินใจแล้วว่าจะไม่มาเสียเวลากับเรื่องไร้สาระเช่นนี้อีก ปล่อยให้พวกมันกินรากไม้ประทังชีวิตไปเถอะ!

หลังจากสัมผัสได้ว่าผู้สะกดรอยได้จากไปแล้ว หนิงฮวาจึงคายรากไม้ที่อมไว้ออกมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย นางบ้วนน้ำลายทิ้งสองสามครั้งเพื่อลบรสขมฝาดที่ติดอยู่ในปาก แววตาของนางเย็นเยียบและล้ำลึกยิ่งกว่าเดิม

การกระทำเมื่อครู่เป็นเพียงละครฉากหนึ่งที่นางจงใจสร้างขึ้นเพื่อตบตาหวังจินจือเท่านั้น รากไม้ที่นางขุดขึ้นมานั้นมีรสขมจัดจนแทบกลืนไม่ลง เป็นของที่แม้แต่สัตว์ป่าก็ยังเมิน แต่สำหรับตบตาคนขี้สงสัยแล้ว นับว่าได้ผลชะงัดนัก

ทว่าเหตุการณ์ในวันนี้ก็เป็นเครื่องเตือนใจชั้นดี... การแอบนำอาหารจากมิติออกมาใช้เริ่มทำได้ยากขึ้นทุกที สายตาที่คอยจับผิดมีอยู่รอบด้าน นางไม่อาจประมาทได้อีกต่อไป

หนิงฮวาครุ่นคิดอย่างหนัก 'การหลบซ่อนไม่ใช่หนทางที่ยั่งยืน ข้าจำเป็นต้องหาข้ออ้างที่สมเหตุสมผลในการหาเสบียง'

พลันความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นในหัวของนาง ในชาติก่อน... ทักษะการเอาชีวิตรอดในป่าเป็นหนึ่งในวิชาพื้นฐานที่ทหารหน่วยรบพิเศษทุกคนต้องเชี่ยวชาญ การแยกแยะพืชกินได้ สมุนไพร การล่าสัตว์เล็กๆ หรือแม้แต่การหาแหล่งน้ำ... ทักษะเหล่านี้สามารถนำมาใช้เป็นฉากบังหน้าได้อย่างสมบูรณ์แบบ

หากนางสามารถสร้างภาพลักษณ์ให้ตนเองกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในการหาของป่าได้ ต่อไปไม่ว่านางจะนำสิ่งใดออกมาจากมิติ ก็สามารถอ้างได้ว่าหามาจากในป่าทั้งสิ้น มันจะเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดให้กับความลับของนาง

เมื่อตัดสินใจได้ดังนั้น หนิงฮวาก็ไม่รอช้า นางใช้เวลาอีกเล็กน้อยในป่า รวบรวมสมุนไพรและพืชผักป่าที่นางรู้จักจากความทรงจำในชาติก่อนใส่ลงในอกเสื้อจนเต็ม จากนั้นจึงเดินกลับออกจากป่าไปด้วยท่าทีสงบนิ่ง

ทว่าเมื่อนางกลับมาถึงที่พักท้ายขบวน สายตาของนางพลันแข็งกร้าวขึ้นทันที ภาพที่เห็นเบื้องหน้าคือเด็กชายร่างท้วมซูเป่าจู้ กำลังใช้ร่างที่ใหญ่กว่าของตนผลักซูอันจนล้มกลิ้งลงไปกับพื้น! ในมือของเด็กเปรตนั่น... กำลังกำกระบอกไม้ไผ่ที่นางเพิ่งมอบให้ซูอันไว้แน่น!

เสียงร้องไห้ด้วยความเจ็บใจของซูอันดังขึ้น พร้อมกับเสียงหัวเราะเยาะเย้ยอย่างลำพองใจของซูเป่าจู้

เปลวไฟโทสะพลันลุกวาบขึ้นในดวงตาของหนิงฮวา! คลื่นใต้น้ำที่สงบนิ่งมาตลอดบ่าย บัดนี้ได้แปรเปลี่ยนเป็นพายุคลั่งที่พร้อมจะโหมกระหน่ำใส่ทุกคนที่กล้ามารังแกบุตรชายของนาง