เสบียงลับในกระบอกไม้ไผ่

เปลวแดดกลางคิมหันตฤดูแผดเผาดุจเตาหลอมขนาดมหึมา ผืนดินแห้งผากแตกระแหงสะท้อนไอระอุจนภาพเบื้องหน้าบิดเบี้ยวพร่าเลือน ฝุ่นผงที่ถูกขบวนผู้อพยพเหยียบย่ำจนฟุ้งตลบเกาะจับอยู่ทุกอณูอากาศ ที่ท้ายขบวนซึ่งหนิงฮวาและเด็กทั้งสองเดินอยู่นั้น สภาพย่ำแย่ที่สุด กลุ่มควันฝุ่นหนาทึบจนแทบหายใจไม่ออก กลิ่นเหงื่อไคลและกลิ่นอับชื้นคละคลุ้งปะปนกันไป

ทว่าสำหรับหนิงฮวาแล้ว สภาพแวดล้อมอันเลวร้ายนี้กลับมอบความสงบในใจให้นางได้อย่างน่าประหลาด การไม่ต้องทนเห็นใบหน้าอันน่าชังของคนตระกูลซู ไม่ต้องฟังวาจาเสียดสีแดกดันของแม่เฒ่าเฉียนและหวังจินจือ ถือเป็นความสุขสบายอย่างหนึ่งแล้ว

นางเหลือบมองซูอันที่เดินเกาะชายแขนเสื้อของนางแน่น เด็กน้อยก้มหน้าก้มตาเดินอย่างเงียบเชียบ ริมฝีปากเล็กๆ แห้งผากจนเริ่มปริแตก ใบหน้าซีดเซียวปราศจากสีเลือด แม้จะพยายามทำตัวเข้มแข็งเพียงใด แต่ฝีเท้าที่โซซัดโซเซก็บ่งบอกว่าร่างกายของเขากำลังจะทนต่อไปไม่ไหว

ส่วนซูหว่านที่เดินตามหลังมาอีกทีหนึ่งก็มีสภาพไม่ต่างกัน เด็กสาววัยสิบสี่หนาวผู้ไม่เคยลำบากถึงเพียงนี้ ดวงตาเหม่อลอยคล้ายวิญญาณจะหลุดจากร่าง เหงื่อกาฬไหลโทรมกายจนเสื้อผ้าเปียกชื้นแนบไปกับผิว

หนิงฮวาขมวดคิ้วเล็กน้อย ในฐานะอดีตทหารหน่วยรบพิเศษ นางย่อมประเมินสถานการณ์ได้อย่างแม่นยำ หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป เด็กทั้งสองอาจล้มป่วยด้วยโรคลมแดดก่อนจะถึงจุดพักถัดไปก็เป็นได้

“อันเอ๋อร์ หว่านเอ๋อร์” นางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลแต่หนักแน่น “ปวดท้องหรือไม่ แม่อยากจะไปปลดทุกข์ในป่าสักครู่ พวกเจ้าไปเป็นเพื่อนแม่หน่อย”

ซูอันเงยหน้าขึ้นมองมารดา ดวงตาที่เคยหม่นหมองฉายแววสับสนเล็กน้อย แต่ก็พยักหน้ารับอย่างว่าง่าย ส่วนซูหว่านนั้นเพียงพยักหน้าเบาๆ โดยไม่เอ่ยคำใด นางเชื่อใจพี่สะใภ้รองผู้นี้อย่างสุดหัวใจ

หนิงฮวาจูงมือลูกชายและกวักมือเรียกซูหว่านให้ปลีกตัวออกจากขบวน เดินลึกเข้าไปในป่าละเมาะข้างทาง นางเลือกทำเลที่ลับตาคน มีพุ่มไม้หนาแน่นบดบังอย่างดี รอจนแน่ใจว่าไม่มีผู้ใดในขบวนมองตามมาแล้ว จึงหันมากล่าวกับเด็กทั้งสอง

“รอตรงนี้สักประเดี๋ยว อย่าส่งเสียงดัง”

นางกำชับสั้นๆ ก่อนจะเดินหายเข้าไปหลังพุ่มไม้ที่ทึบที่สุด จิตของนางดำดิ่งสู่ห้วงมิติในบัดดล ภาพของป่าแล้งที่ร้อนระอุดับวูบลง แทนที่ด้วยแสงไฟสว่างไสวและอากาศเย็นฉ่ำของซูเปอร์มาร์เก็ตที่คุ้นเคย

ชั้นวางสินค้าเรียงรายสุดลูกหูลูกตาอัดแน่นไปด้วยของกินของใช้จากยุคปัจจุบัน หนิงฮวาไม่เสียเวลาชื่นชมแม้แต่วินาทีเดียว นางมุ่งตรงไปยังแผนกเครื่องดื่มและขนมขบเคี้ยว สายตาคมกริบกวาดมองอย่างรวดเร็วเพื่อหาสิ่งที่เหมาะสมที่สุด

น้ำแร่ขวดพลาสติกคือสิ่งแรกที่นางต้องการ แต่สิ่งที่ทำให้นางชะงักไปครู่หนึ่งคือบรรจุภัณฑ์ของมัน ไม่ว่าจะเป็นขวดพลาสติกหรือซองขนมที่ทำจากพลาสติกเคลือบฟอยล์ ล้วนเป็นสิ่งที่แปลกปลอมเกินไปสำหรับโลกยุคนี้ หากมีคนพบเห็นเข้า ความลับของนางอาจถูกเปิดโปงได้ในพริบตา

‘ต้องหาวิธีดัดแปลง’ หนิงฮวาคิดในใจ

นี่เป็นครั้งแรกที่นางตระหนักถึงปัญหานี้อย่างจริงจัง ก่อนหน้านี้นางเพียงหยิบของออกมาใช้ในที่ลับตาคน แต่สำหรับการเดินทางระยะยาวเช่นนี้ นางจำเป็นต้องมีภาชนะที่ดูกลมกลืนเพื่อบรรจุเสบียงเหล่านี้

นางหยิบน้ำแร่บริสุทธิ์ออกมาสองขวดใหญ่ พร้อมกับข้าวโอ๊ตอัดแท่งรสผลไม้รวมอีกหนึ่งกล่องเล็ก นางเลือกสิ่งนี้เพราะมันให้พลังงานสูง กินง่าย และไม่ส่งกลิ่นรุนแรง จากนั้นนางจึงหยิบกระบอกไม้ไผ่สองอันที่แอบเตรียมไว้ตั้งแต่ตอนเก็บของออกจากเกวียนออกมา กระบอกไม้ไผ่เหล่านี้แต่เดิมมีไว้เพื่อใส่น้ำ แต่บัดนี้มันได้กลายเป็นภาชนะอำพรางชั้นเลิศ

หนิงฮวาเปิดฝาขวดน้ำแร่อย่างระมัดระวัง เทน้ำเย็นฉ่ำลงในกระบอกไม้ไผ่จนเกือบเต็ม จากนั้นจึงแกะกล่องข้าวโอ๊ตอัดแท่ง นางนำแท่งธัญพืชสีน้ำตาลอ่อนที่หอมกรุ่นออกมาสองชิ้น ส่วนบรรจุภัณฑ์พลาสติกทั้งหมด ทั้งขวดน้ำและซองขนม นางใช้กิ่งไม้ขุดหลุมลึกแล้วฝังกลบอย่างแนบเนียน ไม่ทิ้งร่องรอยใดๆ ไว้ให้เป็นที่น่าสงสัย

เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อย นางจึงเดินกลับออกมาหาเด็กทั้งสองที่ยืนรออยู่ด้วยสีหน้าอิดโรย

“มานี่เร็ว” นางกวักมือเรียก “ดื่มน้ำเสียก่อน แล้วกินนี่รองท้อง”

นางยื่นกระบอกไม้ไผ่ให้ซูหว่านหนึ่งอัน และยื่นอีกอันให้ซูอัน ก่อนจะส่งข้าวโอ๊ตอัดแท่งให้เด็กทั้งสองคนละชิ้น

ซูหว่านรับกระบอกไม้ไผ่มาด้วยมืออันสั่นเทา ความเย็นที่สัมผัสได้จากผิวไม้ไผ่ทำให้นางประหลาดใจยิ่งนัก น้ำในยุคนี้ต่อให้เก็บในภาชนะดินเผาที่ดีที่สุดก็ยังอมความร้อนอยู่บ้าง แต่น้ำในกระบอกนี้กลับเย็นชื่นใจราวกับเพิ่งตักมาจากธารน้ำแข็งบนยอดเขา นางยกขึ้นดื่มอย่างกระหายหิว ความเย็นสดชื่นไหลผ่านลำคอที่แห้งผากลงสู่ช่องท้อง ไล่ความร้อนรุ่มและความอ่อนล้าให้จางหายไปในทันที

ส่วนซูอันนั้น เมื่อได้รับแท่งธัญพืชจากมือมารดา เขาก็มองมันด้วยความฉงน มันเป็นของกินที่ไม่เคยเห็นมาก่อน มีกลิ่นหอมหวานจางๆ ของผลไม้แห้งและน้ำผึ้ง แต่เมื่อเห็นมารดาพยักหน้าเป็นเชิงอนุญาต เขาก็ไม่ลังเลที่จะกัดเข้าไปคำหนึ่ง

รสหวานละมุนและความกรอบนุ่มของธัญพืชที่ผ่านการอบแห้งทำให้ดวงตาของเด็กน้อยเบิกกว้างขึ้น เขารีบเคี้ยวหยับๆ อย่างเอร็ดอร่อย ความหิวโหยที่กัดกินร่างกายมาตลอดทั้งวันค่อยๆ ถูกเติมเต็มด้วยพลังงานจากอาหารคำแล้วคำเล่า

หนิงฮวาเองก็ดื่มน้ำจากขวดที่เหลือและกินข้าวโอ๊ตอัดแท่งไปหนึ่งชิ้นเช่นกัน เรี่ยวแรงที่เริ่มถดถอยพลันฟื้นคืนกลับมาอย่างรวดเร็ว

เวลาผ่านไปเพียงชั่วอึดใจ สีหน้าของทั้งสามคนก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ใบหน้าที่เคยซีดเผือดเริ่มมีเลือดฝาดปรากฏขึ้น ริมฝีปากที่แห้งแตกกลับมานุ่มชุ่มชื้น ดวงตาที่เคยเหม่อลอยกลับมามีประกายแห่งชีวิตชีวาอีกครั้ง

“พี่สะใภ้รอง...นี่คือ...” ซูหว่านเอ่ยถามด้วยความตะลึงงัน นางไม่เข้าใจว่าพี่สะใภ้ไปได้น้ำเย็นชื่นใจและขนมประหลาดแสนอร่อยนี้มาจากที่ใด

“ข้าแอบซ่อนไว้ในห่อผ้าตั้งแต่ก่อนออกจากบ้านน่ะ” หนิงฮวาตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย “เป็นเสบียงฉุกเฉิน จำไว้ว่าอย่าบอกเรื่องนี้ให้ผู้ใดรู้เป็นอันขาด โดยเฉพาะคนบ้านใหญ่”

ซูหว่านพยักหน้ารับคำอย่างหนักแน่น นางย่อมรู้ดีว่าหากคนเหล่านั้นล่วงรู้เข้า พวกเขาต้องหาทางแย่งชิงไปจนหมดสิ้นเป็นแน่

ขณะเดียวกัน ที่เกวียนของตระกูลซูซึ่งอยู่กลางขบวน เสียงร้องไห้งอแงของเด็กชายคนหนึ่งก็ดังขึ้นจนน่ารำคาญ

“ท่านย่า! ข้าหิวน้ำ! ข้าจะกินน้ำ!”

ซูเป่าจู้ หลานชายคนโปรดของแม่เฒ่าเฉียน กำลังทุบตีขาของนางพลางแหกปากร้องอย่างเอาแต่ใจ

แม่เฒ่าเฉียนมีสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก นางหยิบกระบอกน้ำหนังแพะของตนขึ้นมาเขย่าเบาๆ เสียงน้ำที่เหลือเพียงน้อยนิดดังขลุกขลักน่าใจหาย นี่เป็นน้ำส่วนสุดท้ายที่นางเก็บไว้ให้หลานรัก แต่หากให้เขาดื่มตอนนี้ ระหว่างทางที่เหลือย่อมต้องลำบากกว่าเดิมเป็นแน่

“เป่าจู้ของย่า อดทนอีกหน่อยนะ เดี๋ยวพอถึงที่พักแล้วย่าจะหาน้ำให้เจ้าดื่มจนพอใจเลย” นางปลอบประโลมด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“ไม่เอา! ข้าจะกินเดี๋ยวนี้! ท่านย่าไม่มีน้ำให้ข้ากินหรือ!” เด็กชายยังคงโวยวายไม่หยุดหย่อน

หวังจินจือผู้เป็นมารดาได้แต่ลูบหลังลูกชายด้วยสีหน้ากังวลใจ เสบียงและน้ำของบ้านใหญ่ถูกแบ่งสรรปันส่วนอย่างไม่เป็นธรรมมาตั้งแต่ต้น พวกเขาที่ทำงานน้อยที่สุดกลับได้ส่วนแบ่งมากที่สุด แต่ถึงกระนั้น การเดินทางที่ยาวนานกว่าที่คาดก็ทำให้เสบียงเริ่มร่อยหรอลงทุกที

ณ เวลานั้นเอง หนิงฮวา ซูอัน และซูหว่าน ก็เดินกลับมาสมทบที่ท้ายขบวนพอดี

ทั้งสามคนเดินกลับมาด้วยฝีเท้าที่มั่นคงและกระฉับกระเฉงผิดกับตอนเดินจากไปลิบลับ ใบหน้าของซูอันและซูหว่านไม่เพียงแต่มีสีเลือด แต่ยังเปี่ยมไปด้วยความสดชื่นแจ่มใส แม้จะพยายามเก็บซ่อนเพียงใด แต่ความอิ่มเอมจากภายในก็ยังคงฉายชัดออกมาทางแววตา

สายตาคู่หนึ่งที่เต็มไปด้วยความริษยาและความสงสัยจับจ้องมาที่พวกเขาทันที...

หวังจินจือซึ่งกำลังกลุ้มใจเรื่องลูกชายอยู่ หรี่ตามองภาพนั้นด้วยความเคลือบแคลงใจ นางจำได้ดีว่าก่อนหน้านี้เด็กสองคนนั่นมีสภาพร่อแร่ใกล้จะหมดแรงเต็มที เหตุใดเพียงหายเข้าไปในป่าชั่วครู่ กลับออกมาด้วยท่าทีที่แตกต่างกันราวฟ้ากับเหวเช่นนี้ได้? พวกมันไปเจออะไรดีๆ ในป่ามาอย่างนั้นหรือ? หรือว่า...นังสารเลวแซ่หนิงนั่นแอบซ่อนของดีอะไรไว้อีก?

ความคิดสงสัยดุจเมล็ดพันธุ์พิษได้หยั่งรากลึกลงในใจของหวังจินจือแล้ว...