มือเปล่ารับไม้เท้าและคำเตือนจากหัวหน้าหมู่บ้าน

เงาไม้เท้าหัวมังกรที่ฟาดฟันอากาศดังหวิว พุ่งเข้าหาศีรษะของหนิงฮวาราวกับอสรพิษร้ายหมายฉกสังหารเหยื่อ ท่ามกลางเสียงกรีดร้องด้วยความตระหนกของชาวบ้านที่อยู่รายล้อม ทว่าดวงตาของสตรีผู้เป็นเป้าหมายกลับยังคงสงบนิ่งดุจผืนน้ำในบ่อร้าง ปราศจากความหวาดหวั่นแม้เพียงเศษเสี้ยว

ในเสี้ยววินาทีที่ท่อนไม้จันทน์อันหนักอึ้งเกือบจะสัมผัสกับขมับของนาง...

ฟุ่บ!

มือเรียวข้างหนึ่งกลับยื่นออกไปอย่างเชื่องช้าทว่าแม่นยำดุจประกายอสนีบาต ฝ่ามือที่ดูบอบบางกลับคว้าจับท่อนไม้เท้าเอาไว้ได้อย่างมั่นคงราวกับคีมเหล็ก เสียงหวีดหวิวของอาวุธในมือหญิงชราพลันเงียบสนิทลงในบัดดล หยุดนิ่งค้างเติ่งอยู่กลางอากาศ ห่างจากใบหน้าของหนิงฮวาไม่ถึงหนึ่งคืบ

กาลเวลาคล้ายจะหยุดหมุนไปชั่วขณะ!

ดวงตาของแม่เฒ่าเฉียนเบิกกว้างจนแทบถลนออกจากเบ้า นางไม่คาดคิด ไม่เคยจินตนาการมาก่อนเลยว่าสะใภ้รองที่อ่อนแอราวกับลูกไก่ในกำมือ จะกล้าตอบโต้ และที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่า คือนางสามารถหยุดไม้เท้าที่ตนฟาดลงไปด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดได้อย่างง่ายดายเพียงนี้!

“ท่านแม่...” หนิงฮวาเอ่ยเสียงเรียบเย็นยะเยือก ปราศจากความเคารพยำเกรงใดๆ “อายุท่านก็มากแล้ว เรี่ยวแรงถดถอย สมควรพักผ่อนให้มาก อย่าได้ออกแรงให้เหนื่อยเปล่าเลยเจ้าค่ะ”

สิ้นคำพูด ปลายนิ้วของนางก็ส่งแรงผลักเบาๆ กลับไป แรงที่ดูเหมือนแผ่วเบาราวปุยนุ่น กลับแฝงไว้ด้วยพลังมหาศาลที่มองไม่เห็น แม่เฒ่าเฉียนรู้สึกราวกับถูกวัวป่าคะนองพุ่งเข้าชน ร่างกายที่เหี่ยวย่นเซถลาถอยหลังไปหลายก้าวอย่างเสียหลัก ไม้เท้าหัวมังกรหลุดจากมือที่สั่นเทา ตกลงกระทบพื้นดินดัง ‘เคร้ง’ เสียงดังฟังชัด

“ท่านแม่!”

“ท่านย่า!”

เสียงร้องด้วยความตกใจดังขึ้นพร้อมกันจากฝั่งตระกูลซู ซูต้าเฉียงผู้เป็นบุตรชายคนโตรีบถลันเข้ามาประคองมารดาไว้ได้ทันท่วงทีก่อนที่นางจะล้มลงไปกองกับพื้น เมื่อเห็นสภาพอันน่าอดสูของมารดา ประกอบกับสายตาดูแคลนจากชาวบ้านรอบข้าง ความโกรธแค้นก็พุ่งขึ้นมาจนหน้าดำหน้าแดง

“อีหญิงแพศยา! เจ้ากล้าลงมือทำร้ายท่านแม่!” ซูต้าเฉียงคำรามลั่นราวกับสัตว์ป่าบาดเจ็บ สลัดการประคองมารดาออกแล้วพุ่งเข้าใส่หนิงฮวาด้วยโทสะที่บดบังทุกเหตุผล หมายจะใช้กำลังสั่งสอนน้องสะใภ้ที่กำเริบเสิบสานให้จมดิน

ทว่าหนิงฮวาเพียงแค่เหลือบมองร่างใหญ่โตที่พุ่งเข้ามาด้วยหางตาที่เย็นชา นางไม่ได้ถอยหนีแม้แต่ก้าวเดียว แต่กลับขยับเท้าซ้ายไปด้านข้างเล็กน้อยอย่างใจเย็น รอจนกระทั่งซูต้าเฉียงเข้ามาในระยะประชิด...

พลั่ก!

ปลายเท้าของนางก็ตวัดออกไปด้านข้างด้วยความเร็วสูง เตะเข้าที่ข้อพับขาขวาของชายร่างใหญ่อย่างแม่นยำ!

มันเป็นการเคลื่อนไหวที่เรียบง่ายแต่ทรงประสิทธิภาพอย่างที่สุด ซูต้าเฉียงที่กำลังพุ่งสุดแรงเกิดพลันเสียการทรงตัวในทันที ร่างกายที่หนักอึ้งโถมไปข้างหน้าอย่างควบคุมไม่ได้

ตุ้บ!

ใบหน้าของเขาปะทะเข้ากับพื้นดินที่แห้งแข็งอย่างจัง ฝุ่นดินฟุ้งกระจายขึ้นมากลบใบหน้าที่บัดนี้บิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดและอัปยศอดสู เขาล้มหน้าคะมำในท่ากบไหว้เจ้าอย่างน่าสมเพชต่อหน้าธารกำนัล!

“โอ๊ย!” ซูต้าเฉียงร้องโอดโอย พยายามยันกายลุกขึ้น แต่ความเจ็บแปลบที่หัวเข่าและศักดิ์ศรีที่ถูกเหยียบย่ำจนป่นปี้ทำให้เขาทำได้เพียงนอนตัวงออยู่บนพื้น เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นสบตากับหนิงฮวาอีกครั้ง ในแววตาที่เคยมีแต่ความโอหังและดูถูกดูแคลน บัดนี้กลับฉายแววแห่งความตื่นตระหนกและหวาดหวั่นอย่างปิดไม่มิด!

หญิงผู้นี้... นางไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว! นางอันตรายเกินไป!

ความเงียบเข้าปกคลุมทั่วบริเวณอีกครั้ง ชาวบ้านทุกคนต่างตกตะลึงจนอ้าปากค้าง ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าเหตุการณ์จะพลิกผันถึงเพียงนี้ สตรีม่ายร่างบางที่เคยถูกข่มเหงรังแกมาตลอด กลับสามารถล้มบุรุษร่างกำยำอย่างซูต้าเฉียงลงได้ด้วยการออกแรงเพียงน้อยนิด!

“พอได้แล้ว! พวกเจ้าจะก่อเรื่องไปถึงไหน!”

เสียงตะโกนก้องกังวานทรงอำนาจดังขึ้น ทำลายความเงียบงันลงทันที หลินกวน หัวหน้าหมู่บ้านผู้มีใบหน้ากร้านแดดและหนวดเคราสีดอกเลา ก้าวออกมาจากวงล้อมด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ดวงตาของเขามองกราดไปยังคนตระกูลซูอย่างไม่พอใจ

“นี่คือการเดินทางหนีตาย ไม่ใช่โรงละครให้พวกเจ้ามาทะเลาะเบาะแว้งกัน!” หัวหน้าหมู่บ้านชี้หน้าซูต้าเฉียงที่ยังนอนอยู่บนพื้น ก่อนจะหันไปทางแม่เฒ่าเฉียนที่กำลังตัวสั่นเทาด้วยความโกรธ “ท่านป้าเฉียน ข้าเคารพท่านในฐานะผู้อาวุโส แต่หากคนในครอบครัวของท่านยังคงสร้างแต่ความวุ่นวายไม่หยุดหย่อน ทำให้ขบวนเดินทางต้องล่าช้าและเสียขวัญกำลังใจเช่นนี้อีก...”

เขาเว้นจังหวะ ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด “...ก็อย่าหาว่าข้าหลินกวนใจไม้ไส้ระกำเลยนะ ข้าจำเป็นต้องขับไล่พวกท่านออกจากขบวนเพื่อความอยู่รอดของคนส่วนรวม!”

คำประกาศิตของหัวหน้าหมู่บ้านนั้นหนักแน่นราวกับขุนเขาถล่มทับ!

การถูกขับไล่ออกจากขบวนอพยพในยามนี้ ไม่ต่างอะไรกับการถูกตัดสินประหารชีวิต!

ใบหน้าของแม่เฒ่าเฉียนพลันซีดเผือดไร้สีเลือด นางอ้าปากค้างพะงาบๆ แต่ไม่มีคำพูดใดเล็ดลอดออกมา ส่วนซูต้าเฉียงก็รีบพยุงตัวเองลุกขึ้นยืนอย่างทุลักทุเล ไม่กล้าแม้แต่จะสบตาหัวหน้าหมู่บ้านตรงๆ ความอหังการเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความหวาดกลัวจับขั้วหัวใจ

หนิงฮวาเห็นว่าเป็นโอกาสอันดี นางจึงก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว โค้งคำนับให้หลินกวนอย่างนอบน้อม

“ท่านหัวหน้าหมู่บ้านเจ้าขา เพื่อหลีกเลี่ยงการกระทบกระทั่งและป้องกันมิให้เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นอีก อันจะเป็นการรบกวนส่วนรวม ข้า...สะใภ้รองแซ่หนิง ขออนุญาตพาลูกชายและน้องสามีแยกตัวไปเดินรั้งท้ายขบวนนะเจ้าคะ พวกข้าสามแม่ลูกจะพยายามไม่สร้างภาระให้แก่ผู้ใด”

คำพูดของนางสร้างความประหลาดใจให้แก่ทุกคน นางไม่ได้เรียกร้องความเป็นธรรม ไม่ได้ฟ้องร้องการกระทำของบ้านใหญ่ แต่กลับเลือกที่จะปลีกตัวออกไปเองอย่างสงบ

หลินกวนพยักหน้าอย่างเห็นด้วย “ดี! เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้” เขามองหนิงฮวาด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย แฝงไว้ด้วยความชื่นชมในความเด็ดเดี่ยวและรู้จักคิดอ่านของนาง ก่อนจะหันไปกำชับคนตระกูลซูอีกครั้ง “และข้าหวังว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้าย!”

กล่าวจบ เขาก็หันหลังเดินกลับไปนำขบวนต่อ ปล่อยให้ตระกูลซูยืนเผชิญกับสายตาดูแคลนของชาวบ้าน

หนิงฮวาไม่เสียเวลาแม้แต่น้อย นางเดินไปจูงมือซูอันที่ยืนตัวแข็งทื่อด้วยความตกใจแต่ก็แฝงแววตาชื่นชมมารดาเอาไว้ ก่อนจะพยักหน้าให้น้องสะใภ้ซูหว่านที่กำลังยืนตัวสั่นงันงกอยู่ข้างเกวียน

“ไปกันเถอะ หว่านเอ๋อร์”

ซูหว่านสะดุ้งเล็กน้อย แต่เมื่อเห็นสายตาอันมั่นคงของพี่สะใภ้รอง นางก็รวบรวมความกล้าพยักหน้ารับ เดินตามหลังหนิงฮวาและซูอันไปอย่างเงียบๆ

ทั้งสามคนเดินผ่านหน้าแม่เฒ่าเฉียน ซูต้าเฉียง และหวังจินจือที่เพิ่งวิ่งมาถึงไปอย่างไม่ไยดี มุ่งหน้าไปยังท้ายขบวนซึ่งเป็นตำแหน่งที่ฝุ่นตลบและอันตรายที่สุด สายตาอาฆาตแค้นของคนตระกูลซูไล่หลังมาดุจคมหอก แต่หนิงฮวากลับไม่แม้แต่จะเหลียวมอง...

มุมปากของนางยกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่เย็นเยียบยิ่งกว่าน้ำค้างแข็งในคืนเหมันต์ การแยกตัวออกมาเช่นนี้ คือบันไดขั้นแรกสู่ความเป็นอิสระ และยังเป็นโอกาสทองที่นางจะสามารถหยิบทรัพยากรจากมิติลับออกมาใช้ได้อย่างสะดวกใจอีกด้วย