ไม่ยอมเป็นวัวเป็นม้าให้ใครใช้งาน
เมื่อแสงแรกแห่งรุ่งอรุณสาดส่องผ่านม่านหมอกจางๆ เหล่าผู้อพยพที่นอนขดตัวอยู่ตามโคนไม้และซอกหินก็เริ่มขยับกายอย่างเชื่องช้า ความหนาวเย็นยามรุ่งสางยังคงกัดกินกระดูก ทว่าความหิวโหยที่เกาะกุมอยู่ในช่องท้องนั้นสาหัสยิ่งกว่า บรรยากาศโดยรอบเต็มไปด้วยความเงียบงันที่น่าอึดอัด มีเพียงเสียงลมหายใจอ่อนแรงและเสียงเด็กทารกที่ร้องไห้กระจองอแงเป็นระยะ
หนิงฮวาตื่นขึ้นก่อนที่แสงอาทิตย์จะจับขอบฟ้าเสียอีก นางนั่งพิงลำต้นไม้ใหญ่อย่างสงบ ดวงตาที่เคยเรียบเฉยเมื่อวานนี้ฉายประกายเยียบเย็นดุจน้ำในบ่อลึกยามเหมันต์ ในอ้อมแขนของนางคือซูอันที่ยังคงหลับสนิท ใบหน้าเล็กๆ นั้นแม้จะซูบตอบไปบ้าง แต่ก็เริ่มมีเลือดฝาดจางๆ ปรากฏขึ้นแล้วจากการได้กินซุปไก่ร้อนๆ เมื่อคืนวาน ส่วนซูหว่านที่นอนขดตัวอยู่ข้างๆ ก็หลับลึกกว่าทุกคืนที่ผ่านมาอย่างเห็นได้ชัด
เสียงกระแอมกระไอและเสียงสั่งการที่ดังขึ้นจากใจกลางกลุ่มตระกูลซู เป็นสัญญาณว่าพายุที่ก่อตัวขึ้นเมื่อคืนกำลังจะโหมกระหน่ำ
“เร็วเข้า! เร็วเข้า! มัวโอ้เอ้กันอยู่ไย! อยากจะให้โจรป่ามาดักปล้นกลางทางหรืออย่างไร!” เสียงแหลมสูงของแม่เฒ่าเฉียนดังขึ้นทำลายความสงบยามเช้า หญิงชราใช้ไม้เท้าในมือเคาะพื้นดินดังปั้กๆ ใบหน้าเหี่ยวย่นเต็มไปด้วยความหงุดหงิดรำคาญใจ
ซูต้าเฉียงยืนกอดอกอยู่ข้างมารดา ใบหน้าของเขาฉายแววหยิ่งผยอง สายตาที่มองมายังทิศทางของหนิงฮวานั้นเต็มไปด้วยความเหยียดหยามและสมใจ ราวกับกำลังรอชมละครฉากใหญ่ที่ตนเองเป็นผู้กำกับ
“ต้าเฉียงลูกข้า เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว วันนี้ให้เจ้าพักสักหน่อยเถิด” แม่เฒ่าเฉียนกล่าวกับบุตรชายคนโตด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนผิดกับเมื่อครู่ลิบลับ ก่อนจะหันขวับมาทางหนิงฮวาแล้วตวาดเสียงกร้าว “หนิงฮวา! เจ้าหูหนวกหรืออย่างไร! ยังไม่รีบมาช่วยเก็บของอีก!”
หนิงฮวายังคงนั่งนิ่งไม่ไหวติง นางเพียงแค่กระชับอ้อมแขนที่โอบอุ้มบุตรชายให้แน่นขึ้นอีกนิด ทำราวกับว่าเสียงของแม่เฒ่าเฉียนเป็นเพียงเสียงลมพัดผ่านใบไม้
การเพิกเฉยของนางยิ่งทำให้แม่เฒ่าเฉียนบันดาลโทสะ หญิงชราเดินตรงเข้ามาหา ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ “ข้าสั่งให้เจ้ามานี่! ไม่ได้ยินหรือ!”
หนิงฮวาค่อยๆ ลุกขึ้นยืนอย่างเชื่องช้า แต่มั่นคง ความสูงของนางที่เหนือกว่าหญิงชรา ทำให้แม่เฒ่าเฉียนต้องแหงนหน้าขึ้นมองอย่างเสียไม่ได้ แววตาที่ไม่เกรงกลัวแม้แต่น้อยของสะใภ้รองทำให้หญิงชราถึงกับชะงักไปชั่วขณะ
“ท่านแม่มีสิ่งใดจะสั่งสอนหรือเจ้าคะ” น้ำเสียงของหนิงฮวาเรียบสนิท ปราศจากความอ่อนน้อมหรือความหวาดกลัวใดๆ ทั้งสิ้น
“สั่งสอนรึ! ดูท่าเมื่อวานเจ้ายังไม่สำนึกสินะ!” แม่เฒ่าเฉียนแค่นเสียงเย็น “ต้าเฉียงต้องคอยระวังภัยให้ทุกคน เขาเหนื่อยเกินกว่าจะมาลากเกวียน นับแต่วันนี้ไป หน้าที่ลากเกวียนสัมภาระของบ้านใหญ่เป็นของเจ้า!”
คำประกาศิตของหญิงชราทำให้เสียงซุบซิบดังขึ้นรอบทิศ ชาวบ้านที่กำลังเก็บข้าวของต่างชำเลืองมองมาเป็นตาเดียวกัน ทุกคนรู้ดีว่าเกวียนของบ้านใหญ่นั้นบรรทุกสัมภาระจนหนักอึ้ง แม้แต่บุรุษฉกรรจ์ยังต้องออกแรงแทบหมดตัว การให้หญิงม่ายร่างผอมบางเช่นหนิงฮวาไปลากเกวียนแทนบุตรชายที่ร่างกายกำยำแข็งแรงของตนเองนั้น มันช่างเป็นการกระทำที่ลำเอียงและไร้หัวใจอย่างที่สุด
“ช่างน่าสงสารนัก...” หญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งพึมพำกับสามี
“บ้านใหญ่นั่นก็เกินไปหน่อย สามีเพิ่งตายไปไม่นาน ยังจะใช้งานนางราวกับทาสอีก”
“ชู่ว์...เบาๆ หน่อยเถิด เรื่องของครอบครัวเขา อย่าได้เข้าไปยุ่งเลย”
แม้จะมีการวิพากษ์วิจารณ์ แต่กลับไม่มีผู้ใดกล้าก้าวออกมาทักท้วง พวกเขาเองก็ยังต้องพึ่งพาตระกูลซูที่มีเสบียงมากกว่าในการเดินทางครั้งนี้ การล่วงเกินแม่เฒ่าเฉียนผู้เป็นมารดาของซูต้าเฉียงไม่ต่างอะไรกับการหาเรื่องใส่ตัว
ซูต้าเฉียงยืดอกอย่างภาคภูมิใจเมื่อได้ยินคำสั่งของมารดา เขาส่งสายตาเย้ยหยันมาให้หนิงฮวา ราวจะบอกว่า ‘เห็นหรือยัง ว่าใครกันแน่ที่เป็นใหญ่’
ทว่า...สิ่งที่เขาได้รับกลับไม่ใช่ท่าทีหวาดกลัวหรืออ้อนวอน แต่เป็นรอยยิ้มหยันที่มุมปากของหนิงฮวา
“ให้ข้าลากเกวียนหรือเจ้าคะ” หนิงฮวาทวนคำช้าๆ ชัดๆ “ได้สิเจ้าคะ...ข้าจะลากให้”
คำตอบที่ไม่คาดคิดทำเอาทุกคนประหลาดใจ แม่เฒ่าเฉียนถึงกับเลิกคิ้วอย่างนึกไม่ถึง นึกว่าสติของหญิงม่ายผู้นี้คงฟั่นเฟือนไปแล้วจริงๆ
“แต่...” หนิงฮวาลากเสียงยาว ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาขุ่นมัวของแม่ย่า “ข้ามีเงื่อนไข”
“แก...แกกล้าต่อรองกับข้าเรอะ!” แม่เฒ่าเฉียนตวาดลั่น
“ข้ามิได้ต่อรอง เพียงแค่บอกกล่าวตามสมควร” หนิงฮวากล่าวอย่างไม่สะทกสะท้าน “สามีข้าซูเอ้อร์เฉียง แม้จะสิ้นไปแล้ว แต่เขาก็เป็นบุตรชายของท่าน เป็นน้องชายของท่านพี่ใหญ่ ตอนที่พวกท่านกักตุนเสบียง ท่านเคยแบ่งปันมาให้ข้ากับอาอันผู้เป็นหลานในไส้ของท่านบ้างหรือไม่?”
คำถามของนางแทงใจดำของทุกคนในบ้านใหญ่เข้าอย่างจัง
“ทุกวันนี้ข้ากับลูกได้กินเพียงน้ำต้มกับเศษรากไม้ประทังชีวิต ท่านแม่ต้องการให้ข้าใช้แรงงานเยี่ยงวัวเยี่ยงม้า แต่กลับไม่เคยให้หญ้าแม้แต่ฟ่อนเดียว นี่มันหลักเหตุผลจากที่ใดกันเจ้าคะ!”
น้ำเสียงของนางดังขึ้นเรื่อยๆ จนชาวบ้านโดยรอบได้ยินกันถ้วนหน้า “หากต้องการให้ข้าทำงานให้บ้านใหญ่ ก็จงแบ่งเสบียงอาหารมาให้ข้ากับลูกได้กินอิ่มท้องทัดเทียมกับพวกท่าน! ข้าวสารหนึ่งส่วน เนื้อแห้งครึ่งส่วน แป้งหมั่นโถวอีกสองชิ้นต่อวัน หากทำได้...เกวียนทั้งหลังนั่น ข้าจะลากให้เองคนเดียว!”
“แต่ถ้าหากท่านยังคิดจะให้ข้ากับลูกอดอยาก แล้วยังจะมาบังคับขู่เข็ญให้ไปเป็นวัวเป็นม้าให้ใครใช้งานอีกละก็...” หนิงฮวาเว้นจังหวะ ดวงตาหรี่ลงจนเหลือเพียงประกายแสงอันตราย “...ก็อย่าได้ฝันไปเลย!”
สิ้นคำประกาศกร้าวราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางวงสนทนา!
นี่คือการแข็งข้ออย่างเปิดเผย! การฉีกหน้าตระกูลซูบ้านใหญ่ต่อหน้าธารกำนัล!
ใบหน้าของแม่เฒ่าเฉียนแปรเปลี่ยนจากแดงเป็นเขียวคล้ำด้วยความโกรธจัดจนตัวสั่นเทา นางไม่เคยถูกผู้ใดหยามเกียรติถึงเพียงนี้มาก่อนในชีวิต โดยเฉพาะจากสะใภ้รองที่นางเหยียบย่ำมาตลอดราวกับผักปลาในตลาด
“อีคนอกตัญญู! อีหญิงชั่วช้า!” หญิงชรากรีดร้องจนเสียงหลง ความอดทนทั้งมวลขาดสะบั้นลง “บังอาจมาต่อปากต่อคำกับข้าผู้เป็นแม่สามี! บังอาจมาตั้งเงื่อนไข! วันนี้ข้าจะตีเจ้าให้ตาย!”
ว่าแล้วแม่เฒ่าเฉียนก็เงื้อไม้เท้าหัวมังกรในมือขึ้นสุดแขน เล็งเป้ามาที่ศีรษะของหนิงฮวาอย่างไม่คิดปรานีแม้แต่น้อย เรี่ยวแรงทั้งหมดถูกส่งไปยังท่อนแขนที่เหี่ยวย่น หมายจะฟาดลงมาสั่งสอนหญิงม่ายหัวแข็งผู้นี้ให้รู้สำนึก!
ชาวบ้านโดยรอบต่างสูดลมหายใจเฮือกด้วยความตกใจ หลายคนเบือนหน้าหนีอย่างไม่กล้ามองภาพที่กำลังจะเกิดขึ้น เงาดำทะมึนของไม้เท้าทาบทับลงบนใบหน้าที่ยังคงเรียบเฉยของหนิงฮวา วาดผ่านอากาศด้วยความเร็วสูง พุ่งตรงเข้าใส่ร่างของนาง