แผ่นแป้งครึ่งซีกกับน้ำใจของน้องสะใภ้
ดวงตาของหนิงฮวาพลันแข็งกร้าวขึ้นในทันที สัญชาตญาณนักสู้ของนางตื่นตัวเต็มพิกัด กล้ามเนื้อทุกมัดเกร็งแน่นเตรียมพร้อมรับมือกับการจู่โจมที่ไม่คาดฝัน
ในราตรีกาลอันเงียบสงัดท่ามกลางขบวนผู้อพยพที่อ่อนล้า เสียงฝีเท้าที่ย่ำเข้ามาใกล้แม้จะแผ่วเบา ทว่าในโสตประสาทที่เฉียบคมของอดีตทหารหน่วยรบพิเศษ มันกลับดังราวกับเสียงกลองศึก นางโอบกระชับร่างของซูอันไว้ในอ้อมแขนแน่นขึ้นอีกนิด ใช้ร่างของตนเป็นโล่กำบังให้บุตรชายโดยสัญชาตญาณ พลางหรี่ตามองเงาร่างตะคุ่มที่เคลื่อนตัวฝ่าความมืดมิดเข้ามาอย่างระแวดระวัง
ไอสังหารจางๆ เริ่มแผ่ออกจากร่างของหนิงฮวาอย่างควบคุมไม่อยู่ หากผู้มาเยือนมีเจตนาร้าย นางก็พร้อมจะส่งมันไปพบยมบาลได้ทุกเมื่อ!
ทว่าเมื่อเงาร่างนั้นปรากฏชัดขึ้นภายใต้แสงจันทร์สลัว หนิงฮวากลับต้องขมวดคิ้วด้วยความประหลาดใจ ร่างที่นางเห็นเป็นเพียงเด็กสาวผอมบางในชุดผ้าป่านเก่าคร่ำคร่า เนื้อตัวสั่นเทาเล็กน้อยคล้ายลูกกวางตื่นภัย หาใช่โจรป่าหรือผู้ไม่ประสงค์ดีอย่างที่นางคาดไว้
“พี่สะใภ้... ข้า... ข้าเอง”
เสียงที่เปล่งออกมานั้นแหบพร่าและสั่นเครือ แฝงไว้ด้วยความหวาดหวั่น เด็กสาวผู้นั้นคือซูหว่าน น้องสาวของสามีผู้ล่วงลับของนางนั่นเอง
หนิงฮวาคลายกล้ามเนื้อที่เกร็งแน่นลงในทันที แต่ยังคงความระมัดระวังเอาไว้ ในความทรงจำของร่างเดิม ซูหว่านเป็นเพียงเด็กสาวอายุสิบสี่หนาวที่ขี้อายและหวาดกลัว ไม่เคยปริปากพูดจาใดๆ ต่อหน้านางเกินสองประโยค แล้วเหตุใดนางจึงลอบมาหาตนกลางดึกเช่นนี้?
ซูหว่านมองซ้ายมองขวาอย่างหวาดระแวง เมื่อแน่ใจว่าไม่มีผู้ใดในครอบครัวบ้านใหญ่สังเกตเห็น นางจึงรีบย่อตัวลงนั่งข้างๆ หนิงฮวาอย่างรวดเร็ว มือที่ซุกซ่อนไว้ในอกเสื้อล้วงหยิบบางสิ่งออกมาอย่างทุลักทุเล ก่อนจะยื่นส่งให้หนิงฮวา
“พี่สะใภ้... รีบกินเสียเถิด”
บนฝ่ามือที่หยาบกร้านของเด็กสาว ปรากฏแผ่นแป้งย่างแห้งแข็งเพียงครึ่งซีก มันทั้งเย็นชืดและแข็งกระด้างราวกับแผ่นไม้ บนผิวแป้งยังมีรอยไหม้เกรียมเป็นหย่อมๆ เห็นได้ชัดว่าเป็นอาหารที่ไม่มีผู้ใดต้องการแล้ว หนิงฮวานิ่งงันไปชั่วขณะ ดวงตาคมกริบจ้องมองแผ่นแป้งครึ่งซีกนั้นสลับกับใบหน้าที่ซีดเซียวของซูหว่าน
ในความทรงจำอันเลือนรางของเจ้าของร่างเดิม ภาพเหตุการณ์คล้ายคลึงกันนี้พลันผุดขึ้นมา...
ในช่วงเวลาที่อดอยากที่สุดที่ผ่านมา มีเพียงซูหว่านคนเดียวเท่านั้นที่แอบซ่อนเศษอาหารเล็กๆ น้อยๆ มาแบ่งปันให้สองแม่ลูกเสมอ แม้จะเป็นเพียงมันเทศหัวเล็กจิ๋ว หรือเศษแป้งที่แทบจะกลืนไม่ลง แต่น้ำใจเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้คือสิ่งที่ช่วยต่อลมหายใจให้หนิงฮวาร่างเดิมและซูอันรอดพ้นจากความตายมาได้หลายต่อหลายครั้ง โดยที่ต้องคอยหลบสายตาของแม่เฒ่าเฉียนและหวังจินจืออยู่ตลอดเวลา
ความรู้สึกอบอุ่นสายหนึ่งพลันแล่นวาบเข้าสู่หัวใจที่เคยเย็นชาของหนิงฮวา นี่คือคนแรกและคนเดียวในตระกูลซูที่แสดงความเมตตาต่อพวกนางอย่างแท้จริง
“เจ้าเก็บไว้กินเถิด” หนิงฮวาเอ่ยเสียงเรียบ แม้น้ำเสียงจะยังคงเย็นชา แต่แววตากลับอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด “เจ้าเองก็ยังไม่ได้กินอะไรมิใช่หรือ”
ซูหว่านส่ายหน้าอย่างรวดเร็ว นางดันแผ่นแป้งใส่มือของหนิงฮวา “ข้าไม่หิว พี่สะใภ้กับอันเอ๋อร์ต้องการมันมากกว่า ท่านย่า... ท่านย่าบอกว่าหากพี่สะใภ้ยังทำงานไม่ไหว พรุ่งนี้ก็ไม่ต้องกินข้าว”
ประโยคสุดท้ายนั้นแผ่วเบาราวกระซิบ แต่กลับเสียดแทงเข้าถึงหัวใจของหนิงฮวา ‘ไม่ต้องกินข้าว’ งั้นหรือ? หญิงชราผู้นั้นคิดจะบีบคั้นพวกนางให้ตายไปข้างหนึ่งจริงๆ!
นางมองดวงตาที่ใสซื่อแต่แฝงความหวาดกลัวของซูหว่าน ก่อนจะรับแผ่นแป้งนั้นมาถือไว้ แล้วหันไปมองซูอันที่หลับสนิทอยู่ในอ้อมแขน ลมหายใจของเด็กน้อยสม่ำเสมอขึ้นมากแล้ว ใบหน้าก็เริ่มมีสีเลือดฝาดจางๆ
“ขอบใจเจ้ามาก” หนิงฮวาเอ่ยขึ้น พลางบิแผ่นแป้งแข็งๆ นั้นออกเป็นชิ้นเล็กๆ “เช่นนั้น... เรามากินด้วยกัน”
นางยื่นชิ้นที่ใหญ่กว่าส่งคืนให้ซูหว่าน แต่เด็กสาวปฏิเสธอย่างแข็งขัน “ไม่ได้ๆ พี่สะใภ้กินเถิด ข้าแอบท่านย่ามา หากถูกจับได้จะโดนตี”
หนิงฮวามองเด็กสาวที่ผอมจนหนังหุ้มกระดูกตรงหน้าแล้วถอนหายใจเบาๆ นางรู้ดีว่าหากปฏิเสธต่อไป ซูหว่านคงไม่สบายใจ นางจึงไม่พูดอะไรอีก แต่ในใจกลับตัดสินใจเรื่องสำคัญอย่างเด็ดเดี่ยว
นับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป เด็กสาวที่ชื่อซูหว่านผู้นี้ คือคนในความคุ้มครองของนาง! นางจะปกป้องเด็กสองคนนี้... ซูอันและซูหว่าน... ด้วยชีวิต!
หนิงฮวาแสร้งทำเป็นก้มลงกินแผ่นแป้งอย่างยากลำบาก อาศัยจังหวะที่ซูหว่านเผลอหันไปมองทางค่ายพักของบ้านใหญ่ นางใช้นิ้วชี้ที่เรียวยาวแตะไปที่ริมฝีปากของตนเองอย่างรวดเร็ว พริบตานั้นเอง ก้อนสี่เหลี่ยมสีขาวเล็กๆ ราวเมล็ดถั่วก็ปรากฏขึ้นบนปลายนิ้วของนางอย่างน่าอัศจรรย์
มันคือน้ำตาลก้อนที่นางหยิบออกมาจากมิติซูเปอร์มาร์เก็ต!
“หว่านเอ๋อร์” นางเรียกชื่อเด็กสาวอย่างสนิทสนมขึ้นเป็นครั้งแรก ซูหว่านสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะหันกลับมามองอย่างงุนงง
“อ้าปาก” หนิงฮวาสั่งเสียงเรียบ แต่แฝงอำนาจบางอย่างที่ทำให้ซูหว่านไม่อาจขัดขืน เด็กสาวอ้าปากตามที่บอกอย่างว่าง่าย หนิงฮวาจึงฉวยโอกาสนั้นส่งน้ำตาลก้อนเข้าปากนางอย่างรวดเร็ว
ความหวานที่ไม่เคยได้ลิ้มรสมาก่อนพลันแผ่ซ่านไปทั่วโพรงปาก ซูหว่านเบิกตากว้างด้วยความตกใจระคนตื่นเต้น นางกำลังจะคายมันออกมา แต่หนิงฮวากลับยกมือขึ้นปิดปากนางเบาๆ
“อมไว้ อย่าเคี้ยว” นางกระซิบเสียงเบา “นี่คือยาบำรุงกำลังที่ข้าได้มาโดยบังเอิญ กินแล้วจะทำให้มีเรี่ยวแรง อย่าบอกผู้ใดเป็นอันขาด”
ซูหว่านพยักหน้ารับอย่างลนลาน ความหวานล้ำที่ค่อยๆ ละลายในปาก ทำให้นางรู้สึกราวกับมีพลังงานสายหนึ่งไหลเวียนไปทั่วร่างที่อ่อนล้า ความหิวโหยที่เกาะกุมมาทั้งวันดูเหมือนจะบรรเทาลงอย่างน่าประหลาดใจ นางมองหนิงฮวาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความขอบคุณและเทิดทูนยิ่งกว่าเดิม
“ไปเถิด ก่อนที่คนจะสงสัย” หนิงฮวาโบกมือไล่ ซูหว่านจึงรีบลุกขึ้นโค้งคำนับให้ครั้งหนึ่ง ก่อนจะวิ่งกลับไปยังที่พักของตนอย่างเงียบเชียบ
หนิงฮวานั่งมองตามร่างเล็กๆ นั้นไปจนลับสายตา ก่อนจะก้มลงมองแผ่นแป้งในมือ...แล้วโยนมันทิ้งไปข้างๆ อย่างไม่ไยดี ของแข็งกระด้างเช่นนี้อย่าว่าแต่คนเลย สุนัขยังแทบไม่อยากจะแตะต้อง
นางจะไม่มีวันยอมให้ลูกชายและน้องสาวที่นางยอมรับ ต้องมาทนกินของเหลือเดนเช่นนี้อีกต่อไป!
...
ในขณะที่สายลมแห่งน้ำใจพัดผ่านมุมเล็กๆ ของสองแม่ลูก ที่อีกฟากหนึ่งของกองไฟซึ่งลุกโชนกว่า ไอแห่งความเคียดแค้นและชิงชังกลับคุกรุ่นรุนแรง
“ท่านพี่! ท่านดูแขนข้าสิ!” หวังจินจือสะอึกสะอื้นฟูมฟาย ชี้ไปที่ข้อมือของตนซึ่งมีรอยแดงจางๆ ปรากฏอยู่ “นางสารเลวหนิงฮวานั่นมันทำร้ายข้า! ข้าแค่จะไปดูว่าหลานอันเป็นอย่างไรบ้าง แต่มันกลับผลักข้าจนกระเด็น ทั้งยังบีบข้อมือข้าอย่างแรงราวกับคีมเหล็ก ท่านดูสิ มันเขียวช้ำไปหมดแล้ว!”
ซูต้าเฉียง พี่ชายคนโตของบ้านซูซึ่งกำลังนอนเอกเขนกอยู่ข้างกองไฟ ขมวดคิ้วด้วยความรำคาญ เขามองข้อมือของภรรยาตนเอง... มันก็แค่รอยแดงจางๆ หาได้มีรอยเขียวช้ำอย่างที่นางกล่าวอ้างไม่
“โวยวายอะไรของเจ้า! ข้าเหนื่อยมาทั้งวันแล้วนะ!” เขาตวาดอย่างหัวเสีย
“ท่านพี่ยังจะมาว่าข้าอีกหรือ!” หวังจินจือแผดเสียงแหลมสูงขึ้น “นั่นมันน้องสะใภ้หรือปีศาจกันแน่! ตั้งแต่สามีของนางตายไป นางก็เปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน กล้าลงไม้ลงมือกับข้าซึ่งเป็นถึงพี่สะใภ้ใหญ่! นี่มันไม่เห็นหัวท่าน ไม่เห็นหัวท่านแม่เลยนะเจ้าคะ! หากปล่อยไว้ต่อไป วันหน้านางคงปีนขึ้นมาขี่หัวพวกเราเป็นแน่!”
คำพูดของหวังจินจือแทงใจดำของซูต้าเฉียงเข้าอย่างจัง ที่ผ่านมาเขาคือผู้มีอำนาจที่สุดในบรรดาพี่น้องรุ่นเดียวกัน การที่หนิงฮวาซึ่งเป็นเพียงหญิงม่ายกล้าแข็งข้อกับภรรยาของเขา ก็ไม่ต่างอะไรกับการตบหน้าเขาฉาดใหญ่!
“หุบปาก!” ซูต้าเฉียงลุกพรวดขึ้นนั่ง ดวงตาฉายแววอำมหิต “หญิงชั่วช้านั่น... ชักจะกำเริบเสิบสานเกินไปแล้วจริงๆ!”
เขานึกถึงตอนกลางวันที่นางกล้าต่อปากต่อคำกับมารดา และตอนที่นางจ้องมองเขาด้วยสายตาเย็นชาไม่เกรงกลัว ความขุ่นเคืองในใจก็ยิ่งประทุรุนแรงขึ้น
“พรุ่งนี้เช้า...” ซูต้าเฉียงกัดฟันกรอด “ข้าจะสั่งสอนให้นางได้รู้สำนึกเอง ว่าใครกันแน่ที่เป็นใหญ่ในบ้านซู!”
หวังจินจือเห็นสามีตกหลุมพรางก็ลอบยิ้มอย่างสมใจ นางแสร้งทำเป็นบีบน้ำตาพลางยุยงต่อ “ท่านพี่ต้องจัดการนางให้อยู่หมัดนะเจ้าคะ ไม่เช่นนั้นข้าคงไม่กล้าสู้หน้านางอีกแล้ว...”
ค่ำคืนนั้นผ่านไปอย่างเชื่องช้า ภายใต้ท้องฟ้าที่ประดับด้วยดวงดาวนับล้านดวง ชะตากรรมของสองครอบครัวเล็กๆ ในตระกูลซูกำลังจะถูกขีดให้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ฝ่ายหนึ่งกำลังก่อร่างสร้างสายสัมพันธ์แห่งความภักดีขึ้นอย่างเงียบงัน ส่วนอีกฝ่ายหนึ่ง... กำลังวางแผนที่จะใช้กำลังและความโหดร้ายเพื่อกดขี่ผู้อื่น
เมื่อแสงแรกแห่งรุ่งอรุณสาดส่องมาถึง พายุก็พร้อมที่จะโหมกระหน่ำ