ตอนที่ 1

***บทที่ 1: ลืมตาตื่นก่อนวันสิ้นโลกสิบปี***

ความเจ็บปวดจากการถูกฉีกทึ้งทั่วร่างยังคงสดใหม่ราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่ ความหนาวเย็นเยียบจับขั้วหัวใจเมื่อถูกผลักลงสู่ห้วงมรณะแห่งฝูงซากศพเดินดินยังคงตราตรึง ไป๋จื่อเหยาสะดุ้งเฮือก ลืมตาโพลงขึ้นมาพร้อมกับหอบหายใจอย่างหนักหน่วง

ทว่า... กลิ่นคาวเลือดและไอเน่าเหม็นที่ควรจะคละคลุ้งกลับไม่มี มีเพียงกลิ่นหอมจางๆ ของน้ำหอมปรับอากาศในห้องทำงานที่คุ้นเคย แสงอาทิตย์ยามบ่ายสาดส่องผ่านม่านมู่ลี่ลงบนโต๊ะทำงานไม้มะฮอกกานีราคาแพงของนาง

“ฝัน... ฝันร้ายหรอกหรือ?” นางพึมพำกับตนเอง เหงื่อกาฬไหลซึมตามไรผม นางยกมือขึ้นลูบใบหน้า สัมผัสได้ถึงผิวพรรณที่เรียบเนียน ปราศจากรอยแผลเป็นน่าเกลียดน่ากลัวที่ได้รับมาตลอดหลายปีแห่งการเอาชีวิตรอดในวันสิ้นโลก

ไป๋จื่อเหยาลุกพรวดจากเก้าอี้ผู้บริหาร ร่างกายที่เคยผ่ายผอมอดอยากบัดนี้กลับเต็มตึงมีน้ำมีนวลในชุดสูททำงานเข้ารูปราคาแพง นางก้าวไปที่กระจกบานใหญ่ข้างผนัง ภาพที่สะท้อนกลับมาคือใบหน้างดงามหมดจดของตนเองในวัยยี่สิบห้าปี ดวงตาที่เคยขุ่นมัวด้วยความสิ้นหวัง บัดนี้กลับมาสุกใสเปี่ยมพลังอีกครั้ง

นางเหลือบไปเห็นปฏิทินดิจิทัลบนโต๊ะ ตัวเลขสีแดงฉานนั้นทำให้หัวใจของนางแทบหยุดเต้น

ปี 20XX... วันที่ 15 เดือน 6

นี่มัน... สิบปีก่อนที่ฝนโลหิตกลายพันธุ์จะโปรยปรายลงมา สิบปีเต็มก่อนที่โลกจะล่มสลาย!

ภาพความทรงจำสุดท้ายในชาติก่อนฉายชัดขึ้นมาในมโนสำนึก... ภาพของหลินจื่อเซวียน ชายคนรักที่นางทุ่มเทให้ทุกสิ่ง กับไป๋รั่วเสวี่ย เพื่อนสนิทที่นางไว้ใจที่สุด ทั้งสองยืนมองนางด้วยรอยยิ้มเย้ยหยันขณะที่ร่างของนางร่วงหล่นลงไปในวงล้อมของฝูงซอมบี้หิวกระหาย

“จื่อเหยา ขอบใจสำหรับมิติพฤกษาของเจ้านะ!” เสียงของหลินจื่อเซวียนยังคงก้องอยู่ในโสตประสาท “ต่อไปนี้มันจะเป็นของข้ากับเสวี่ยเอ๋อร์!”

คลื่นโทสะอันเย็นเยียบแล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กาย ไป๋จื่อเหยาหลับตาลงเพื่อข่มกลั้นความเกลียดชังที่เดือดพล่าน สวรรค์เมตตา! สวรรค์ให้โอกาสนางได้กลับมาอีกครั้ง!

ชาตินี้... ข้าจะไม่โง่งมอีกต่อไป พวกเจ้าสองคน... เตรียมชดใช้กรรมที่ก่อไว้ได้เลย!

*ก๊อก ก๊อก*

เสียงเคาะประตูปลุกนางจากภวังค์ เลขาของนางเปิดประตูเข้ามาพร้อมกับกล่าวด้วยความนอบน้อม “ท่านประธานไป๋คะ ที่ประชุมคณะกรรมการพร้อมแล้วค่ะ ท่านหลินรออยู่”

หลินจื่อเซวียน... ไป๋จื่อเหยาแค่นยิ้มเย็นชา ความทรงจำอีกสายหนึ่งผุดขึ้นมา วันนี้คือวันที่นางจะเซ็นเอกสารมอบหุ้นบริษัท 30% ให้กับเขาในฐานะ ‘ของขวัญหมั้น’ ตามคำออดอ้อนของเขา นี่คือแผนขั้นแรกในการฮุบสมบัติของตระกูลไป๋ที่เขาและไป๋รั่วเสวี่ยร่วมกันวางแผนไว้

“ไปสิ” นางตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยจนน่าประหลาดใจ แววตาที่เคยอ่อนโยนยามมองเขา บัดนี้กลับกลายเป็นความว่างเปล่าอันเย็นชา

ภายในห้องประชุมขนาดใหญ่ คณะกรรมการบริหารอาวุโสนั่งกันอยู่พร้อมหน้า บนหัวโต๊ะ หลินจื่อเซวียนในชุดสูทสั่งตัดอย่างดีกำลังส่งยิ้มอบอุ่นมาให้นาง ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยทำให้นางหลงใหล บัดนี้กลับดูน่ารังเกียจยิ่งนัก

“จื่อเหยา ในที่สุดเธอก็มา” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม “ทุกคนรอเธออยู่นะ รีบเซ็นเอกสารเถอะ เราจะได้ไปฉลองกัน”

ทนายความเลื่อนแฟ้มเอกสารสัญญาโอนหุ้นมาตรงหน้านาง ปากกาหมึกซึมด้ามหรูถูกวางไว้อย่างเชื้อเชิญ ทุกสายตาจับจ้องมาที่นาง รอคอยให้นางจรดปากกาลงนาม

ไป๋จื่อเหยาเหลือบมองใบหน้าเปี่ยมสุขของหลินจื่อเซวียน แววตาของเขาฉายความคาดหวังและความโลภออกมาอย่างปิดไม่มิด นางหยิบปากกาขึ้นมา... ทว่าแทนที่จะเซ็นชื่อลงไป นางกลับโยนมันลงบนโต๊ะเสียงดัง ‘เคร้ง!’

จากนั้น มือเรียวของนางก็ฉีกสัญญาโอนหุ้นที่อยู่ตรงหน้าออกเป็นชิ้นๆ อย่างไม่ไยดี!

“ฉึก... ฉึก... ฉึก...”

เสียงกระดาษถูกฉีกทำลายความเงียบในห้องประชุม ทุกคนตกตะลึงจนอ้าปากค้าง สีหน้ายิ้มแย้มของหลินจื่อเซวียนแข็งทื่อในบัดดล

“จื่อเหยา! นี่เธอทำอะไร!?” เขาตะคอกออกมาอย่างลืมตัว ก่อนจะรีบปรับสีหน้าเป็นห่วงใย “ที่รัก เป็นอะไรไป ไม่สบายหรือเปล่า?”

“ข้าสบายดี” ไป๋จื่อเหยาตอบกลับด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นประดุจน้ำแข็งขั้วโลก นางลุกขึ้นยืนเต็มความสูง จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา “แต่ดูเหมือนคุณจะไม่สบายเท่าไหร่นัก”

นางหันไปทางคณะกรรมการและประกาศด้วยเสียงอันดังฟังชัด “การประชุมวันนี้ยกเลิก! และสัญญาโอนหุ้นฉบับนี้ถือเป็นโมฆะ!”

“เดี๋ยวก่อนจื่อเหยา! มันเกิดอะไรขึ้น!?” หลินจื่อเซวียนปรี่เข้ามาหมายจะคว้าแขนนาง แต่ไป๋จื่อเหยากลับถอยหลังหลบได้อย่างพอดี “เราคุยกันแล้วไม่ใช่หรือ นี่คือของขวัญแทนความรักของเรา”

“ความรัก?” ไป๋จื่อเหยาหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะของนางเสียดแทงราวกับเศษแก้ว “คำว่า ‘ความรัก’ จากปากของคุณมันช่างไร้ค่ายิ่งนัก หลินจื่อเซวียน”

ความอดทนของเขาขาดผึง “ไป๋จื่อเหยา! เธอเล่นตลกอะไร!?”

“คนที่เล่นตลกคือคุณต่างหาก” นางสวนกลับทันควัน แววตาคมกริบราวกับมีดที่พร้อมจะเชือดเฉือน “ในฐานะประธานบริษัทไป๋กรุ๊ป ข้าขอประกาศ ณ ที่นี้... ไล่คุณหลินจื่อเซวียน ออกจากการเป็นผู้จัดการฝ่ายการตลาด มีผลทันที!”

คำประกาศของนางเปรียบเสมือนสายฟ้าฟาดลงกลางห้องประชุม!

หลินจื่อเซวียนหน้าซีดเผือด “เธอ... เธอไม่มีสิทธิ์ทำแบบนี้! ฉันทำอะไรผิด!?”

“คุณอยากรู้จริงๆ หรือ?” ไป๋จื่อเหยายกยิ้มมุมปาก นางก้มลงหยิบเอกสารอีกฉบับจากกระเป๋าถือของตนแล้วโยนมันลงบนโต๊ะ “รายงานการยักยอกเงินจากงบประมาณจัดอีเวนต์เมื่อสามเดือนก่อน แม้จำนวนเงินจะไม่มาก แต่ก็เพียงพอที่จะส่งคุณเข้าไปนอนในคุกได้สักสองสามปี”

หลักฐานชิ้นนี้คือสิ่งที่นางเคยค้นพบในชาติก่อน แต่ด้วยความรักที่บังตา นางจึงเลือกที่จะทำลายมันทิ้งและเชื่อคำแก้ตัวของเขา แต่ชาตินี้มันได้กลายเป็นอาวุธชิ้นแรกในการเอาคืน!

หลินจื่อเซวียนพรวดพราดไปคว้าเอกสารมาดู เมื่อเห็นตัวเลขและลายเซ็นอนุมัติปลอมของตัวเอง มือของเขาก็สั่นเทาจนเก็บอาการไม่อยู่

“เรื่องนี้... เรื่องนี้มัน...” เขาพูดไม่ออก

“ไสหัวออกไปจากบริษัทของข้าเสีย” ไป๋จื่อเหยากล่าวด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด “ก่อนที่ข้าจะเปลี่ยนใจแล้วส่งเอกสารฉบับนี้ให้ตำรวจ”

หลินจื่อเซวียนจ้องมองนางด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสับสน โกรธแค้น และไม่เชื่อสายตา ผู้หญิงที่เคยว่านอนสอนง่ายและอยู่ในโอวาทของเขามาตลอดหายไปไหน? ผู้หญิงที่ยืนอยู่ตรงหน้านี้ช่างเย็นชาและน่ากลัวราวกับเป็นคนละคน

เมื่อเห็นว่าตนตกอยู่ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบอย่างสิ้นเชิง เขาจึงทำได้เพียงกัดฟันกรอด เก็บข้าวของส่วนตัวแล้วเดินออกจากห้องประชุมไปด้วยความอัปยศอดสู ท่ามกลางสายตาดูแคลนของคณะกรรมการคนอื่นๆ

เมื่อร่างของเขาหายไปจากสายตา ไป๋จื่อเหยาก็รู้สึกราวกับยกภูเขาออกจากอกได้สำเร็จ นี่เป็นเพียงก้าวแรกเท่านั้น...

นางกลับมาที่ห้องทำงาน ปิดประตูและล็อกอย่างแน่นหนา ร่างกายที่เคยยืนหยัดอย่างทระนงเมื่อครู่พลันอ่อนระทวยลง นางทรุดตัวลงบนโซฟา ความรู้สึกทั้งหลายถาโถมเข้ามาอีกครั้ง

พลันสายตาของนางก็เหลือบไปเห็นปานรูปใบไม้สีเขียวจางๆ ที่ข้อมือซ้าย... ปานที่เป็นประตูสู่ ‘มิติพฤกษาหมื่นกำเนิด’ ที่ติดตามนางมาจากชาติที่แล้ว!

หัวใจของนางเต้นรัว... มันยังอยู่! มันกลับมากับนางด้วย!

เพื่อทดสอบสมมติฐาน ไป๋จื่อเหยารวบรวมสมาธิ จ้องเขม็งไปที่ปากกาหมึกซึมที่นางโยนทิ้งไว้บนโต๊ะประชุมเมื่อครู่... *เข้ามาในมิติ!*

*วูบ!*

ปากกาด้ามนั้นหายวับไปจากโต๊ะทำงานในพริบตา!

ไป๋จื่อเหยาสะท้านไปทั้งร่าง นางล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อสูทของตนเอง ความรู้สึกเย็นเยียบและน้ำหนักของโลหะปรากฏขึ้นในฝ่ามือ... มันคือปากกาด้ามเดียวกัน!

นางทำได้! นางทำได้จริงๆ!

ไป๋จื่อเหยามองออกไปนอกหน้าต่าง ตึกระฟ้าเสียดฟ้า รถยนต์ยังคงวิ่งกันขวักไขว่ ผู้คนยังคงใช้ชีวิตอย่างสงบสุขโดยไม่รู้เลยว่าอีกสิบปีข้างหน้า มหานครแห่งนี้จะกลายเป็นเพียงซากปรักหักพังที่เต็มไปด้วยฝูงอสูรร้าย

แต่ครั้งนี้นางจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ในเมื่อสวรรค์มอบทั้งเวลาและ ‘มิติพฤกษาหมื่นกำเนิด’ กลับคืนมาให้นาง...

รอยยิ้มอันเย็นเยียบผุดขึ้นบนใบหน้างดงาม

“หลินจื่อเซวียน ไป๋รั่วเสวี่ย... พวกเจ้าจงมีชีวิตอยู่ต่อไปให้ดีเถิด” นางกระซิบกับตัวเอง “เพราะนรกที่แท้จริงที่ข้าเตรียมไว้ให้พวกเจ้า... มันเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น”