ตอนที่ 10

***บทที่ 10: นับถอยหลังสู่วันวิปโยค***

กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผัน สิบปีผ่านพ้นไปราวกับม่านหมอกที่จางหายในยามเช้า แต่สำหรับไป๋จื่อเหยาแล้ว ทุกวันตลอดทศวรรษนี้เปรียบดั่งการเดินบนคมมีดแห่งความทรงจำอันเจ็บปวด

ณ สันเขาซ่อนมังกรที่เคยรกร้าง บัดนี้กลับปรากฏป้อมปราการเหล็กกล้าอันน่าเกรงขามตั้งตระหง่านท้าทายผืนฟ้า นามของมันคือ ‘จิ่วหยวน’ ป้อมปราการที่ถูกหลอมรวมขึ้นจากความแค้นในอดีตชาติและเงินทุนมหาศาล

กำแพงคอนกรีตเสริมเหล็กสูงสิบเมตรตั้งชันดุจหน้าผา บนยอดสุดขึงไว้ด้วยลวดหนามไฟฟ้าแรงสูงที่พร้อมจะแผดเผาทุกสิ่งที่พยายามล่วงล้ำ ระบบพลังงานจากแสงอาทิตย์และกังหันลมถูกติดตั้งอย่างสมบูรณ์แบบ ทำให้ป้อมปราการแห่งนี้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

ใต้ผืนดินลงไปคือโครงสร้างสามชั้นอันซับซ้อน ชั้น B1 คือโซนกักกันและที่พักสำหรับ ‘แรงงาน’ ในอนาคต, ชั้น B2 คือศูนย์กลางบัญชาการและที่พักอาศัยอันสะดวกสบายของทีมหลัก พร้อมด้วยคลังเสบียงขนาดมหึมา และชั้น B3 คือเขตหวงห้ามซึ่งเป็นที่ตั้งของบ่อน้ำบาดาลบริสุทธิ์และประตูเชื่อมต่อสู่ ‘มิติพฤกษาหมื่นกำเนิด’ ของไป๋จื่อเหยา

สิบปีที่ผ่านมา ทุกคนล้วนเติบโตและเปลี่ยนแปลงไป ไป๋ชิงซาน บิดาของนาง กลายเป็นวิศวกรใหญ่ผู้ควบคุมระบบกลไกทั้งหมดของป้อมปราการ ผมสีดำขลับในวันวานเริ่มแซมด้วยริ้วสีเงิน แต่แววตากลับเปี่ยมด้วยความมั่นคง ซูฮุ่ยหลาน มารดาของนาง จากคุณนายผู้สูงศักดิ์กลับกลายเป็นผู้จัดการคลังเสบียงที่เฉียบขาด ทุกตารางนิ้วของโกดังอยู่ในความดูแลของนาง

ไป๋เสี่ยวหาน น้องชายที่เคยเป็นเพียงเด็กหนุ่มร่างบาง บัดนี้กลายเป็นชายหนุ่มผู้แข็งแกร่ง ร่างกายสูงใหญ่กำยำภายใต้การฝึกฝนอย่างหนักของฉู่เหยียนเฉิน เขารับหน้าที่เป็นหัวหน้าหน่วยลาดตระเวนและคุ้มกันรอบนอก

ส่วนฉู่เหยียนเฉิน... ดาบเล่มงามของนางยังคงคมกริบและภักดีเช่นเคย ตลอดสิบปีที่ผ่านมา เขาไม่เคยเอ่ยถามถึงเหตุผล มีเพียงการปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด สายตาของเขามักจะจับจ้องอยู่ที่นายหญิงของตนเสมอ ราวกับองครักษ์เงาผู้ซื่อสัตย์ และน้องสาวของเขา ฉู่เยว่ ก็ได้กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านระบบป้องกันและอาวุธที่หาตัวจับได้ยาก

วันนี้... คือวันสุดท้ายของการรอคอย

ณ โกดังสินค้าร้างขนาดมหึมาแห่งหนึ่งชานเมืองเทียนเจ๋อ ไป๋จื่อเหยายืนอยู่ท่ามกลางกองลังสินค้านับพันที่วางซ้อนกันจนเกือบจรดเพดาน นี่คือทรัพย์สินชุดสุดท้ายที่นางรวบรวมมาตลอดสิบปี เป็นยุทธปัจจัยที่หาได้ยากยิ่งซึ่งต้องใช้เส้นสายและเงินตราจำนวนมหาศาลในการแลกมา

นางยกโทรศัพท์ขึ้นจรดหู ปลายสายคือคนของนางที่แฝงตัวอยู่ในหน่วยงานดาราศาสตร์แห่งชาติ

“รายงานมา” น้ำเสียงของนางราบเรียบไร้ระลอกคลื่น

“คุณหนูครับ! ข้อมูลจากดาวเทียมยืนยันแล้ว กลุ่มเมฆสีแดงขนาดมหึมากำลังก่อตัวขึ้นพร้อมกันทั่วโลก นักวิทยาศาสตร์กำลังสับสนวุ่นวาย พวกเขายังไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร แต่ความเร็วในการเคลื่อนตัวของมัน... มันผิดปกติอย่างยิ่ง!”

ไป๋จื่อเหยาวางสาย ดวงตาฉายแววเย็นเยียบ “ในที่สุด... ก็มาถึง”

นางหลับตาลง รวบรวมสมาธิ ทันใดนั้น พลังงานลึกลับสายหนึ่งก็แผ่ออกจากร่างของนาง ห้วงมิติที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าเปิดออกอย่างเงียบเชียบ ลังสินค้าทั้งหมดนับพันลัง... ทั้งโลหะผสมพิเศษ อุปกรณ์การแพทย์ขั้นสูง และเมล็ดพันธุ์หายากที่นางเพิ่งได้มา... ทั้งหมดหายวับไปในพริบตา!

โกดังที่เคยอัดแน่นกลับว่างเปล่าในชั่วอึดใจ เหลือเพียงฝุ่นผงที่ลอยวนอยู่ในลำแสงอาทิตย์ยามบ่าย

นี่คือพลังของ ‘มิติพฤกษาหมื่นกำเนิด’ ในส่วนของ ‘พื้นที่เก็บของรักษาสภาพ’ (Absolute Storage) ความสามารถที่ทำให้นางเป็นต่อในโลกที่กำลังจะล่มสลาย

เมื่อกลับมาถึงป้อมจิ่วหยวน นางถ่ายเทยุทธปัจจัยชุดสุดท้ายเข้าสู่คลังเก็บของชั้น B2 ต่อหน้าซูฮุ่ยหลานผู้เป็นมารดา

“จื่อเหยา! นี่มัน... ของทั้งหมดนี้มาจากไหนกัน!” ซูฮุ่ยหลานอุทานอย่างตกตะลึง แม้จะคุ้นชินกับความสามารถของบุตรสาวมาตลอดสิบปี แต่การได้เห็นเสบียงกองเท่าภูเขาปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่าก็ยังคงเป็นเรื่องที่น่าตื่นตะลึงอยู่ดี

“ของขวัญต้อนรับวันสิ้นโลกค่ะท่านแม่” ไป๋จื่อเหยาตอบด้วยรอยยิ้มบางเบา “จัดเก็บทุกอย่างให้เรียบร้อย เราจะไม่มีโอกาสออกมาข้างนอกอีกแล้ว”

ในห้องนั่งเล่นชั้น B2 ทุกคนในทีมหลักมารวมตัวกันอย่างพร้อมเพรียง บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียดแต่ก็สงบนิ่ง ทุกคนต่างรู้ดีว่าวันนี้คือวันชี้ชะตา

บนจอภาพขนาดใหญ่บนผนังกำลังถ่ายทอดสดรายการข่าวจากสถานีโทรทัศน์แห่งชาติ ผู้ประกาศข่าวสาวที่มีสีหน้ากังวลกำลังรายงานสถานการณ์

“...ขณะนี้ ทางองค์การดาราศาสตร์นานาชาติยังไม่สามารถให้คำอธิบายที่แน่ชัดเกี่ยวกับปรากฏการณ์เมฆสีแดงฉานที่ปกคลุมท้องฟ้าทั่วโลกได้ มีรายงานการรบกวนสัญญาณสื่อสารและไฟฟ้าดับเป็นวงกว้างในหลายประเทศ รัฐบาลขอให้ประชาชนอยู่ในความสงบและติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด...”

ไป๋จื่อเหยาลุกขึ้นยืน ทุกสายตาจับจ้องมาที่นาง

“ท่านพ่อ” นางหันไปหาไป๋ชิงซาน

“ครับ คุณหนู” ไป๋ชิงซานขานรับหนักแน่น

“เริ่มขั้นตอนการผนึกป้อมปราการจิ่วหยวน ตัดการเชื่อมต่อจากโลกภายนอกทั้งหมด”

“รับทราบ!”

ไป๋ชิงซานเดินไปยังแผงควบคุมหลักที่มุมห้อง วางฝ่ามือลงบนเครื่องสแกน แสงสีเขียวสว่างวาบขึ้นพร้อมเสียงสังเคราะห์ที่ดังไปทั่วทุกชั้นของป้อมปราการ

[ยืนยันตัวตนผู้บัญชาการ... ไป๋ชิงซาน... เริ่มต้นกระบวนการปิดตายระดับสูงสุด]

ครืนนนนน...!

เสียงโลหะบดเบียดกันดังกึกก้อง ประตูเหล็กกล้าหนาหนึ่งฟุตที่ทางเข้าหลักของป้อมปราการเริ่มเคลื่อนตัวปิดลงอย่างช้าๆ บดบังแสงสุดท้ายจากโลกภายนอกจนหมดสิ้น ตามมาด้วยเสียงกลอนนิรภัยขนาดเท่าท่อนแขนที่สับลงมาพร้อมกันนับสิบจุด ดังกังวานราวกับเสียงปิดฉากโลกเก่า

เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!

ระบบสายสื่อสารทั้งหมดที่เชื่อมต่อกับโลกภายนอกถูกตัดขาด ระบบไฟฟ้าเปลี่ยนไปใช้พลังงานสำรองภายในอย่างเต็มรูปแบบ ป้อมปราการจิ่วหยวนได้กลายเป็นเกาะโดดเดี่ยวที่ตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสมบูรณ์

ทุกคนในห้องนั่งเล่นเงียบกริบ มีเพียงเสียงลมหายใจและเสียงจากโทรทัศน์ที่ยังคงดังอยู่

“...ด่วน! มีรายงานเข้ามาว่าในเขตมหานครทางตะวันออก... เริ่มมีฝนประหลาดสีแดงเลือดตกลงมาแล้วครับ! ผู้ที่สัมผัสกับฝนโดยตรงมีอาการ... อ๊าก! เกิดอะไรขึ้น! ซี๊ดดด... ซ่า...”

ฉับพลัน! สัญญาณภาพบนหน้าจอก็ขาดหายไป กลายเป็นเพียงหน้าจอสีดำสนิทที่มีคลื่นรบกวนแทรกซ่า

ความเงียบเข้าปกคลุมห้องอีกครั้ง แต่เป็นความเงียบที่หนักอึ้งและน่าขนลุกยิ่งกว่าเดิม

ไป๋จื่อเหยาเดินไปที่จอควบคุมอีกจอหนึ่ง นิ้วเรียวของนางกดสลับภาพไปยังกล้องวงจรปิดความละเอียดสูงที่ติดตั้งไว้นอกกำแพงป้อม

ภาพที่ปรากฏทำให้ทุกคนแทบหยุดหายใจ...

ท้องฟ้าภายนอกบัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานน่าพรั่นพรึงราวกับยมโลก และท่ามกลางทัศนวิสัยอันเลวร้ายนั้น... หยาดน้ำสีเลือดหยดแรกก็ได้ร่วงหล่นลงมากระทบเลนส์กล้องอย่างแช่มช้า ก่อนจะไหลย้อยลงมาเป็นทาง... ดุจดั่งน้ำตาโลหิตของฟากฟ้าที่กำลังร่ำไห้ให้กับการล่มสลายของมวลมนุษย์

ไป๋จื่อเหยาจ้องมองภาพนั้นด้วยแววตาว่างเปล่า มุมปากของนางยกขึ้นเป็นรอยยิ้มอันเย็นชา

“มัน... เริ่มขึ้นแล้ว”