ตอนที่ 1
คำโปรย: ชาติก่อนมัวแต่หัวอ่อนยอมคนจนต้องตายอย่างเอน็จอนาถ เกิดใหม่ยุค 70 คราวนี้... พร้อมระบบ สรรพสินค้า ฉันจะไม่ยอมเป็นยัยโง่ให้ ครอบครัว พี่สาว หรือ ญาติหน้าเลือด ใครหลอกใช้อีกต่อไป! เป้าหมายเดียวในชาตินี้คือการฟาดฟันพวกปลิงดูดเลือด กอบโกยเงินทอง และก้าวขึ้นเป็น 'ยอดสตรีอันดับหนึ่ง' แห่งยุคให้จงได้! แต่เดี๋ยวก่อนนะ... ทำไมเส้นทางการเป็นตัวแม่ของฉัน ถึงมี 'คุณสามีหน้าดุ' คอยเดินตามต้อยๆ แย่งซักผ้า แย่งทำกับข้าว แถมยังประกาศกร้าวต่อหน้าชาวบ้านว่า "ภรรยาผมเก่งและดีที่สุดในโลก!" เอาเถอะ... มีสามีคลั่งรักเบอร์นี้คอยเป็นลูกน้อง ตำแหน่งยอดสตรีอันดับหนึ่งก็คงอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมหรอกมั้ง!
***บทที่ 1: เกิดใหม่เพื่อทวงคืน***
ความเจ็บปวดรวดร้าวที่แผ่นหลังปลุกเร้าสติสัมปชัญญะของเสิ่นหว่านชิวให้ตื่นจากความมืดมิดอันยาวนาน สัมผัสเย็นเยียบของพื้นดินแข็งกระด้างและกลิ่นอับชื้นของฝุ่นฟุ้งปะปนในอากาศช่างคุ้นเคยจนน่าใจหาย
“นังตัวดี! แกจะยอมหรือไม่ยอม! ถ้าแกไม่ยอมยกโควต้างานโรงงานทอผ้าให้เจียวเจียว วันนี้ฉันจะตีแกให้ตาย!”
เสียงแหลมสูงที่เกรี้ยวกราดราวกับใบมีดกรีดแทงโสตประสาทนั้นเป็นของจางชุ่ยฮวา... มารดาผู้ให้กำเนิดนางในชาติที่แล้ว!
เสิ่นหว่านชิวเบิกตากว้างอย่างตื่นตระหนก ภาพสุดท้ายในความทรงจำคือร่างกายที่ผ่ายผอมจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกนอนซมอยู่บนเตียงไม้โทรมๆ ในโรงพยาบาล สิ้นใจลงอย่างเดียวดายโดยไม่มีใครเหลียวแล แล้วเหตุใดนางจึงกลับมาอยู่ที่นี่... ในลานบ้านตระกูลเสิ่นแห่งหมู่บ้านชิงเหอ ในปี 1975 อีกครั้ง!
ไม้ท่อนขนาดเท่าแขนในมือของจางชุ่ยฮวาเงื้อขึ้นสูงอีกครั้ง พร้อมจะฟาดลงมาบนร่างของนางได้ทุกเมื่อ
“แม่! อย่าตีพี่เลยค่ะ!” เสียงหวานใสราวระฆังแก้วดังขึ้น พร้อมกับร่างอรชรของเสิ่นเจียวเจียวที่ปรี่เข้ามากอดแขนจางชุ่ยฮวาไว้ “พี่คะ พี่ก็ยอมแม่เถอะนะ ร่างกายพี่ก็ไม่ค่อยแข็งแรง ไปทำงานในโรงงานจะทนได้ยังไง ให้หนูไปแทนเถอะนะ ถือว่าหนูขอร้อง”
ดวงตาคู่งามของเสิ่นเจียวเจียวคลอหน่วยด้วยหยาดน้ำใสราวกับไข่มุก มองมาที่นางด้วยแววตาเว้าวอน ทว่าลึกลงไปในดวงตาคู่นั้น เสิ่นหว่านชิวกลับมองเห็นประกายแห่งความสมใจและเย้ยหยันที่ซุกซ่อนไว้ได้อย่างแนบเนียน
ดอกบัวขาวจอมเสแสร้ง!
ในชาติก่อน นางหลงเชื่อคำพูดอ่อนหวานและการแสดงละครตบตาของพี่สาวผู้นี้มาตลอด ยอมสละทุกสิ่งทุกอย่างให้ ทั้งโควต้างานในโรงงานทอผ้าเมืองหนานหยางซึ่งเป็น ‘ชามข้าวเหล็ก’ ที่ทุกคนใฝ่ฝัน ยอมยกคู่หมั้นที่เดิมทีเป็นของตนเองให้ สุดท้ายเป็นอย่างไรเล่า? เมื่อนางป่วยหนักใกล้ตาย พวกเขากลับผลักไสไล่ส่งราวกับนางเป็นเพียงเศษขยะที่ไร้ค่า
ความทรงจำอันแสนเจ็บปวดท่วมท้นเข้ามาในหัวราวกับคลื่นยักษ์ ความแค้น ความชิงชัง และความเสียใจที่สั่งสมมาทั้งชีวิตปะทุขึ้นเป็นเปลวเพลิงแผดเผาจิตใจ
ไม่! ชาตินี้นางจะไม่ยอมโง่งมอีกต่อไป!
เสิ่นหว่านชิวฝืนความเจ็บปวด ค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นยืนช้าๆ แต่มั่นคง ดวงตาที่เคยอ่อนแอและหวาดกลัว บัดนี้กลับทอประกายเย็นเยียบและเด็ดเดี่ยวจนจางชุ่ยฮวาที่กำลังจะอ้าปากด่าทอต้องชะงักไปชั่วขณะ
“อยากได้โควต้างานของฉันงั้นหรือ?” เสิ่นหว่านชิวเค้นเสียงลอดไรฟัน พลางปรายตามองเสิ่นเจียวเจียวที่ยังคงเกาะแขนผู้เป็นแม่อยู่ “เสิ่นเจียวเจียว เธอบอกว่าร่างกายฉันไม่แข็งแรง แต่แต้มกงเฝินที่ฉันทำได้ในแต่ละปีมากกว่าเธอเป็นเท่าตัวไม่ใช่หรือ? ตอนที่ต้องลงนาฝ่าแดดฝ่าฝน คนที่อ้างว่าป่วยอยู่ตลอดคือใครกันแน่?”
คำพูดของนางเหมือนค้อนหนักๆ ที่ทุบลงกลางวงสนทนา ทุกคนในบ้านที่ออกมายืนมุงดูต่างพากันเงียบกริบ
เสิ่นเจียวเจียวหน้าซีดเผือด “พี่... พี่พูดอะไรน่ะ ฉันก็แค่เป็นห่วงพี่...”
“เป็นห่วง?” เสิ่นหว่านชิวยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มหยัน “เป็นห่วงด้วยการยุยงให้แม่มาทุบตีฉันเพื่อแย่งชิงของที่เป็นของฉันน่ะหรือ? นี่สินะความหวังดีของเธอ ช่างน่าซาบซึ้งใจเสียจริง!”
“นังเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม!” จางชุ่ยฮวาทนไม่ไหวอีกต่อไป นางสะบัดแขนหลุดจากการเกาะกุมของเสิ่นเจียวเจียวแล้วเงื้อไม้ขึ้นสุดแขน “แกกล้าดียังไงมาว่าน้อง! วันนี้ฉันจะสั่งสอนแกให้รู้สำนึก!”
ทว่าครั้งนี้เสิ่นหว่านชิวไม่คิดจะยืนนิ่งๆ รอรับการทุบตีอีกต่อไปแล้ว ในจังหวะที่ไม้ท่อนกำลังจะฟาดลงมา ร่างของนางพลันขยับหลบไปด้านข้างอย่างว่องไว พร้อมกับใช้แรงทั้งหมดที่มีผลักไปที่ร่างของจางชุ่ยฮวา!
“ว้าย!”
จางชุ่ยฮวาไม่ทันตั้งตัว ร่างท้วมๆ ของนางเสียหลักล้มก้นกระแทกพื้นเสียงดังโครม ไม้ท่อนในมือหลุดกระเด็นไปไกล
ทั้งลานบ้านตกอยู่ในความเงียบงัน ทุกสายตาจับจ้องไปที่เสิ่นหว่านชิวอย่างไม่อยากจะเชื่อ นี่คือเสิ่นหว่านชิวคนเดิมที่ว่านอนสอนง่ายและไม่เคยปริปากเถียงใครจริงๆ หรือ?
ทางด้านนอกกำแพงดินเก่าคร่ำคร่าของบ้านตระกูลเสิ่น ร่างสูงใหญ่ในชุดสีเขียวขี้ม้าของทหารหยุดชะงักฝีเท้า ลู่เหยียนเฉิงขมวดคิ้วมุ่นเมื่อได้ยินเสียงเอะอะโวยวายดังลอดออกมา เขาจำได้ว่านี่คือบ้านของตระกูลเสิ่นที่ขึ้นชื่อเรื่องความลำเอียงและเอาเปรียบลูกสาวคนรอง
ด้วยความรำคาญระคนสงสัย ชายหนุ่มจึงเขย่งเท้าแอบมองผ่านรอยแตกบนกำแพงเข้าไป และภาพที่เขาเห็นก็ทำให้ดวงตาคมกริบของเขาฉายแววประหลาดใจ
เขาเห็นเด็กสาวร่างผอมบางที่มักจะเดินก้มหน้าก้มตาอยู่เสมอ บัดนี้กำลังยืนหยัดอย่างทระนง ดวงตาคู่นั้นที่เคยว่างเปล่ากลับลุกโชนไปด้วยเปลวไฟแห่งการต่อสู้ แม้จะอยู่ท่ามกลางวงล้อมของคนในครอบครัวที่จ้องจะขย้ำนางให้แหลกคามือ แต่นางกลับไม่แสดงความหวาดกลัวออกมาแม้แต่น้อย
ลู่เหยียนเฉิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาที่เคยเย็นชากลับปรากฏร่องรอยของความสนใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
น่าสนใจ... เด็กสาวบ้านตระกูลเสิ่นคนนี้ ดูเหมือนจะเปลี่ยนไปเป็นคนละคน
ภายในลานบ้าน จางชุ่ยฮวาที่ทั้งเจ็บทั้งอับอายก็ลุกพรวดขึ้นมา ใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธจัด นางชี้นิ้วสั่นเทาไปที่ใบหน้าของเสิ่นหว่านชิว กรีดร้องเสียงแหลมจนแทบบาดแก้วหู
“นังลูกอกตัญญู! แกกล้าผลักฉัน! แกกล้าทำร้ายแม่บังเกิดเกล้าของตัวเอง!” นางหันไปตวาดใส่ลูกชายและสามีที่ยังยืนนิ่งอึ้งอยู่ “พวกแกยังจะยืนบื้ออยู่ทำไม! จับนังตัวดีนี่ไว้! วันนี้ฉันจะตีมันให้ตายคามือ!”