ตอนที่ 10

***บทที่ 10: แม่สามีในอนาคต***

หัวใจของเสิ่นหว่านชิวหล่นวูบ...มีคนเห็นเข้าจนได้

แววตาอาฆาตมาดร้ายคู่นั้นยังคงติดตรึงอยู่ในม่านตาของนาง แม้เงาร่างนั้นจะลับหายไปในความมืดแล้วก็ตาม ฝ่ามือของนางเย็นเฉียบขึ้นมาทันที นี่คือสิ่งที่นางกังวลที่สุด หมู่บ้านชิงเหอนั้นเล็กนิดเดียว ปากคนยาวกว่ากำแพงเมืองจีน ข่าวหญิงสาวเข้าบ้านชายหนุ่มตามลำพังในยามวิกาลเช่นนี้ ย่อมแพร่สะพัดไปราวกระแสไฟในวันรุ่งขึ้นอย่างแน่นอน

ลู่เหยียนเฉิงสังเกตเห็นสีหน้าซีดเผือดของนาง เขามิได้เอ่ยถาม เพียงแต่ขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “เข้ามาข้างในก่อน”

เสิ่นหว่านชิวก้าวตามเขาเข้าไปในตัวบ้านดินอย่างเชื่องช้า ภายในมีกลิ่นอับชื้นจางๆ ของบ้านที่ร้างผู้คนมานาน แต่กลับสะอาดสะอ้านเกินคาด ไม่มีหยากไย่หรือฝุ่นหนาเตอะอย่างที่คิด แสดงว่าเจ้าของยังคงกลับมาดูแลทำความสะอาดอยู่บ้าง

“ห้องด้านซ้ายเป็นห้องนอนใหญ่ ด้านขวาเป็นห้องเก็บของ ในครัวมีเตาและฟืนเหลืออยู่บ้าง พรุ่งนี้ค่อยหาทางจัดการเรื่องอื่น” ลู่เหยียนเฉิงชี้แจงอย่างรวบรัด แสงจันทร์สลัวที่ส่องผ่านหน้าต่างเผยให้เห็นเค้าโครงเฟอร์นิเจอร์เรียบง่ายเพียงไม่กี่ชิ้น

“ขอบคุณ” เสิ่นหว่านชิวกล่าวเสียงเบา

หลังจากลู่เหยียนเฉิงจากไปแล้ว ทิ้งนางไว้กับความเงียบและแสงจันทร์เพียงลำพัง เสิ่นหว่านชิวจึงได้สำรวจที่พักพิงแห่งใหม่ของนางอย่างจริงจัง แม้จะเก่าและเรียบง่าย แต่ที่นี่คือกำแพงที่สามารถปกป้องนางจากตระกูลเสิ่นได้ คืออิสรภาพที่นางไขว่คว้ามาด้วยตนเอง

นางทิ้งตัวลงบนเตียงไม้กระดานแข็ง รู้สึกเหนื่อยล้าทั้งกายและใจ ความกังวลเรื่องสายตาอาฆาตคู่นั้นยังคงวนเวียนไม่หายไป นางหลับตาลง พยายามข่มความว้าวุ่นในใจ

‘ไม่เป็นไร...ต่อให้มีคนเห็น อย่างมากก็แค่ถูกนินทา แต่ไม่มีใครทำอะไรฉันได้อีกแล้ว’

นางสูดหายใจเข้าลึก พลันนึกถึงระบบในหัวขึ้นมาได้ ‘ระบบ เปิดหน้าต่างร้านค้า’

หน้าจอโปร่งแสงปรากฏขึ้นในมโนภาพทันที บน ‘แผงลอยเร่ขาย’ ระดับหนึ่ง มีสินค้าไม่กี่อย่างวางเรียงราย ข้าวสาร แป้งขาว น้ำมันหมู และน้ำตาลทราย ทุกอย่างล้วนเป็นของล้ำค่าในยุคนี้ สายตาของนางพลันสะดุดเข้ากับสินค้าชิ้นเล็กๆ ที่มุมหนึ่ง ‘ลูกอมนมกระต่ายขาว’

นางใช้ความคิดสั่งซื้อลูกอมหนึ่งเม็ดทันที ความรู้สึกอุ่นวาบแล่นผ่านร่างพร้อมกับลูกอมห่อกระดาษไขสีขาวปรากฏขึ้นในฝ่ามือ เสิ่นหว่านชิวแกะห่อกระดาษออกอย่างเบามือ นำลูกอมสีขาวนวลเข้าปาก รสหวานละมุนของนมค่อยๆ แผ่ซ่านไปทั่วโพรงปาก ขับไล่ความขมขื่นและความกังวลในใจให้จางหายไปได้ชั่วขณะ นี่คือพลังของนาง คือความลับที่จะไม่มีใครล่วงรู้ คือหลักประกันในการเอาชีวิตรอดในโลกใบนี้

เช้าวันรุ่งขึ้น ทุกอย่างเป็นไปตามที่เสิ่นหว่านชิวคาดการณ์ไว้ไม่มีผิดเพี้ยน

ข่าวลือเรื่อง ‘สาวงามตระกูลเสิ่นที่เพิ่งถูกไล่ออกจากบ้าน หอบผ้าหอบผ่อนเข้าบ้านของลู่เหยียนเฉิงกลางดึก’ แพร่กระจายไปทั่วหมู่บ้านชิงเหอเร็วกว่าไฟลามทุ่ง ไม่ว่านางจะเดินไปที่ใด ก็จะพบกับสายตาอยากรู้อยากเห็นและเสียงซุบซิบนินทาที่ดังตามหลังมาเสมอ

“ดูนั่นสิ ช่างไม่อายฟ้าอายดินเอาเสียเลย”

“เพิ่งแยกบ้านออกมาวันเดียว ก็หาที่เกาะใหม่ได้แล้ว ร้ายกาจจริงๆ”

เสิ่นหว่านชิวทำหูทวนลม นางยังคงไปตักน้ำที่บ่อส่วนรวมด้วยท่าทีสงบนิ่ง ก้มหน้าก้มตาทำความสะอาดลานบ้านของตนเองราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น ยิ่งนางสงบมากเท่าไร เสียงวิพากษ์วิจารณ์ก็ยิ่งดังขึ้นเท่านั้น

และแล้ว พายุก็มาถึงหน้าประตูบ้านจนได้

ปัง! ปัง! ปัง!

เสียงทุบประตูที่ดังลั่นราวกับจะพังเข้ามา ทำให้เสิ่นหว่านชิวที่กำลังกวาดลานบ้านอยู่ต้องชะงักมือ นางเดาได้ทันทีว่าใครมา นางวางไม้กวาดลงแล้วเดินไปเปิดประตูด้วยสีหน้าเรียบเฉย

ทันทีที่ประตูแง้มออก ร่างของหญิงชราผู้หนึ่งก็แทรกเข้ามาทันที นางคือหวังซู่เจิน มารดาของลู่เหยียนเฉิง ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งวัย แต่ดวงตากลับคมปลาบราวกับเหยี่ยว จ้องมองเสิ่นหว่านชิวตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าอย่างไม่ปิดบังความดูแคลน ด้านหลังนางคือหลี่สิ่วอิง สะใภ้ใหญ่ของตระกูลลู่ที่ตามมาด้วยรอยยิ้มเยาะหยัน

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเงาร่างที่นางเห็นเมื่อคืนคือสตรีผู้นี้

“เจ้าสินะ เสิ่นหว่านชิว!” หวังซู่เจินเปิดฉากด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด “ช่างกล้านักนะ! เป็นหญิงสาวแท้ๆ กลับย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านของผู้ชายตามลำพังกลางค่ำกลางคืน ไม่รู้จักยางอายบ้างหรือไร!”

เสิ่นหว่านชิวไม่ได้ตื่นตระหนก นางย่อตัวลงเล็กน้อยแสดงความเคารพตามมารยาท “สวัสดีค่ะคุณป้าหวัง”

“ใครเป็นป้าของเจ้า!” หวังซู่เจินตวาดลั่น “อย่ามาตีสนิทหน่อยเลย! คิดจะจับลูกชายข้าหรือ? บอกไว้ก่อนเลยนะ ตระกูลลู่ของข้าไม่ต้อนรับผู้หญิงไร้ยางอายที่ถูกบ้านตัวเองขับไล่ไสส่งออกมาหรอก!”

หลี่สิ่วอิงที่ยืนอยู่ข้างหลังรีบฉวยโอกาสสุมไฟทันที “ใช่แล้วค่ะคุณแม่ ดูท่าทางนางสิคะ หน้าตาก็สะสวยใช่ย่อย คงคิดจะใช้รูปโฉมมาล่อลวงน้องสามแน่ๆ คนแบบนี้จะมาเป็นน้องสะใภ้ของลูกได้ยังไงกันคะ มีแต่จะนำความเสื่อมเสียมาให้ตระกูลเรา”

เสิ่นหว่านชิวเหลือบมองหลี่สิ่วอิงแวบหนึ่ง ก่อนจะหันกลับมาเผชิญหน้ากับหวังซู่เจินด้วยแววตาที่สงบนิ่งไม่ไหวติง

“คุณป้าหวังเข้าใจผิดแล้วค่ะ” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงชัดเจนและหนักแน่น “ฉันถูกตระกูลเสิ่นตัดขาด ไม่มีที่ไป สหายลู่เห็นใจจึงให้ฉันเช่าบ้านเก่าหลังนี้อยู่ชั่วคราวเท่านั้นค่ะ เราได้ทำข้อตกลงกันเรียบร้อยแล้ว ฉันจะจ่ายค่าเช่าให้เขาด้วยแต้มกงเฝิน”

นางผายมือเข้าไปในบ้าน “คุณป้าเข้ามาดูก่อนได้ค่ะ ฉันเพียงแค่อาศัยอยู่ที่นี่ ไม่ได้คิดจะทำเรื่องเสื่อมเสียอย่างที่ใครบางคนกล่าวหา”

หวังซู่เจินหรี่ตามองนางอย่างพิจารณา ท่าทีที่เยือกเย็นและมีเหตุผลของเสิ่นหว่านชิวทำให้นางประหลาดใจเล็กน้อย นางคาดว่าจะเจอหญิงสาวที่ร้องห่มร้องไห้หรือตื่นตระหนกจนทำอะไรไม่ถูก แต่นี่กลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง หวังซู่เจินก้าวเข้าไปในลานบ้าน กวาดสายตามองไปรอบๆ ลานบ้านที่เพิ่งถูกกวาดจนสะอาดเอี่ยมอ่อง บ่อน้ำที่ถูกขัดถูจนไม่มีคราบตะไคร่ ทุกอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยเกินกว่าจะเป็นฝีมือของคนเกียจคร้านที่คิดจะจับผู้ชาย

“ค่าเช่า?” หวังซู่เจินแค่นเสียง “ลูกชายข้าไม่เคยให้ใครอยู่ที่นี่ฟรีๆ มาก่อน เจ้าจะเอาปัญญาที่ไหนมาจ่าย?”

“ฉันจะทำงานหาแต้มกงเฝินมาจ่ายเองค่ะ” เสิ่นหว่านชิวตอบอย่างไม่ลังเล “แม้ตอนนี้ฉันจะไม่มีอะไร แต่ฉันมีสองมือสองเท้า ไม่คิดจะพึ่งพาใครให้เสียเกียรติแน่นอนค่ะ”

คำพูดที่เด็ดเดี่ยวและทระนงของเสิ่นหว่านชิวทำให้แววตาของหวังซู่เจินอ่อนลงเล็กน้อย แม้ปากจะร้าย แต่ในใจนางชื่นชมคนขยันและสู้ชีวิต

หลี่สิ่วอิงเห็นท่าไม่ดีจึงรีบแทรกขึ้น “คุณแม่ อย่าไปหลงเชื่อคำพูดสวยหรูของนางนะคะ คนอย่างนางจะมีปัญญาทำอะไรได้ นอกจากใช้มารยาหญิง...”

“พอได้แล้ว!”

เสียงทุ้มต่ำและเย็นเยียบที่ดังขึ้นจากด้านหลังทำให้ทุกคนสะดุ้ง ลู่เหยียนเฉิงก้าวเข้ามาในลานบ้านตั้งแต่เมื่อไรไม่มีใครรู้ ใบหน้าหล่อเหลาของเขาเรียบเฉย แต่ดวงตาคมกริบกลับจับจ้องไปยังหลี่สิ่วอิงอย่างเย็นชาจนน่าขนลุก

“พี่สะใภ้ใหญ่ เรื่องในบ้านผม ไม่ทราบว่าไปหนักส่วนไหนของคุณหรือ?”

คำพูดที่ตรงไปตรงมาและไม่ไว้หน้าทำให้ใบหน้าของหลี่สิ่วอิงซีดเผือด นางอ้าปากพะงาบๆ แต่กลับไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมาได้

ลู่เหยียนเฉิงเมินนางแล้วหันไปทางมารดา “แม่ครับ”

“เหยียนเฉิง!” หวังซู่เจินขมวดคิ้ว “นี่มันเรื่องอะไรกัน ทำไมเจ้าถึงให้ผู้หญิงคนนี้มาอยู่ที่นี่ ข่าวลือน่าอับอายดังไปทั่วหมู่บ้านแล้ว!”

“ผมเป็นคนตัดสินใจเอง” ลู่เหยียนเฉิงตอบเสียงเรียบ แต่แฝงไว้ด้วยความเด็ดขาด “สหายเสิ่นเดือดร้อน ผมแค่ให้ความช่วยเหลือ สถานที่นี้เป็นของผม ผมมีสิทธิ์จะให้ใครเช่าก็ได้”

เขาเหลือบมองเสิ่นหว่านชิวแวบหนึ่ง ก่อนจะหันกลับไปพูดกับมารดาต่อ “ส่วนข่าวลือ...ก็แค่ลมปากของคนที่ไม่มีอะไรทำ”

หวังซู่เจินจ้องหน้าลูกชายของตนเขม็ง นางรู้ดีว่าเมื่อบุตรชายคนนี้ตัดสินใจอะไรไปแล้ว แม้แต่สิบวัวก็ฉุดกลับมาไม่ได้ การที่เขาออกหน้าปกป้องหญิงสาวคนหนึ่งอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อนเช่นนี้ ย่อมแสดงว่านางต้องมีความสำคัญกับเขาไม่น้อย

นางหันไปมองเสิ่นหว่านชิวอีกครั้ง เห็นความสงบนิ่งและความทรนงในแววตาคู่นั้น ประกอบกับสภาพบ้านที่สะอาดสะอ้าน ในใจของหวังซู่เจินก็พลันเกิดความรู้สึกซับซ้อนขึ้นมา

“เฮอะ!” หญิงชราแค่นเสียงในลำคอ หันหลังกลับอย่างรวดเร็วพร้อมกับกระชากแขนหลี่สิ่วอิงที่ยังยืนหน้าซีดอยู่ “กลับบ้าน! อย่ามาทำตัวน่ารำคาญแถวนี้!”

นางเดินอาดๆ ออกไปจากบ้านโดยไม่หันกลับมามองอีก ทิ้งท้ายไว้เพียงประโยคสั้นๆ ที่ลอยตามลมมา “ในเมื่ออยู่ที่นี่แล้ว ก็ดูแลบ้านให้ดีๆ ด้วยแล้วกัน อย่าให้รกเหมือนรังหนู!”

แม้จะเป็นคำพูดที่ฟังดูไม่น่าพอใจ แต่สำหรับเสิ่นหว่านชิวแล้ว มันคือการยอมรับกลายๆ

เมื่อร่างของสองแม่ลูกสะใภ้ตระกูลลู่ลับหายไป ความเงียบก็กลับเข้ามาปกคลุมลานบ้านอีกครั้ง เสิ่นหว่านชิวลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะหันไปขอบคุณชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างๆ “ขอบคุณคุณนะ สหายลู่”

ลู่เหยียนเฉิงไม่ได้ตอบรับคำขอบคุณ เขายังคงจ้องมองไปยังทิศทางที่มารดาและพี่สะใภ้ของเขาจากไป แววตาครุ่นคิดอย่างลึกซึ้ง

บรรยากาศพลันอึดอัดขึ้นมาอย่างประหลาด เสิ่นหว่านชิวรู้สึกได้ถึงสายลมแห่งปัญหาที่ยังไม่จางหายไป แม้จะผ่านพ้นเรื่องแม่สามีในอนาคตไปได้เปลาะหนึ่ง แต่ข่าวลือในหมู่บ้านยังคงเป็นหนามแหลมที่พร้อมจะทิ่มแทงนางได้ทุกเมื่อ

ทันใดนั้น ลู่เหยียนเฉิงก็หันกลับมาเผชิญหน้ากับนาง ดวงตาสีนิลของเขาจับจ้องมาที่นางนิ่ง ราวกับจะมองให้ทะลุเข้าไปถึงจิตใจ

“เรื่องนี้ปล่อยไว้แบบนี้ต่อไปไม่ได้” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังยิ่งกว่าครั้งไหนๆ “เราต้องหาทางหยุดเสียงนินทาพวกนี้ให้เด็ดขาด”

หัวใจของเสิ่นหว่านชิวเต้นแรงขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ สายตาของเขาที่มองมานั้นมีความหมายบางอย่างที่นางไม่อาจเข้าใจได้...ทางแก้ปัญหาที่เด็ดขาดงั้นหรือ? มันคืออะไรกันแน่?