ตอนที่ 9

***บทที่ 9: คนไร้บ้านกับชายหน้าดุ***

ราตรีโรยตัวลงมาอย่างสมบูรณ์ ความมืดมิดโอบล้อมสรรพสิ่งไว้ในอ้อมแขนอันเย็นเยียบ เสียงอึกทึกครึกโครมจากลานบ้านตระกูลเสิ่นค่อยๆ เลือนหายไปเบื้องหลัง เหลือเพียงเสียงหรีดหริ่งเรไรและเสียงลมหวีดหวิวที่พัดผ่านทุ่งนาอันเวิ้งว้าง

เสิ่นหว่านชิวเดินไปตามทางเดินดินเล็กๆ ของหมู่บ้านอย่างไม่รีบร้อน เสื้อผ้าเก่าๆ ที่สวมอยู่ไม่อาจต้านทานความหนาวเหน็บของลมยามค่ำคืนได้ แต่นางกลับไม่รู้สึกสะท้านแม้แต่น้อย ในอกเสื้อมีเพียงกระดาษบางๆ หนึ่งแผ่นที่บันทึกการตัดขาดอิสรภาพของนาง ทว่ามันกลับหนักอึ้งราวกับภูผา และในขณะเดียวกันก็มอบความรู้สึกปลอดโปร่งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

นางไม่มีบ้าน ไม่มีทรัพย์สินติดตัวแม้แต่ชิ้นเดียว มีเพียงร่างกายและวิญญาณที่หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับความทรงจำจากอีกชาติภพหนึ่งเท่านั้น

ในสมองของนางมีแผนการที่วางไว้แล้ว ที่สุดปลายหมู่บ้านชิงเหอมีบ้านดินร้างอยู่หลังหนึ่ง เจ้าของเดิมย้ายเข้าไปในเมืองเมื่อหลายปีก่อน ทิ้งให้บ้านผุพังไปตามกาลเวลา ชาวบ้านต่างเชื่อว่าที่นั่นมีสิ่งลี้ลับจึงไม่มีใครกล้ำกรายเข้าไปใกล้ นั่นคือเป้าหมายของนาง สถานที่ที่จะเป็นที่พักพิงชั่วคราวในคืนนี้

ขณะที่เดินไปเรื่อยๆ ความหิวก็เริ่มจู่โจมกระเพาะที่ว่างเปล่ามาทั้งวันของนาง เสิ่นหว่านชิวล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อที่ว่างเปล่า แสร้งทำเป็นหาของ ครู่ต่อมา นางใช้ความคิดเชื่อมต่อกับระบบห้างสรรพสินค้าในมิติของนางอย่างรวดเร็ว

‘ลูกอมรสนมหนึ่งเม็ด’

เพียงพริบตา ลูกอมห่อกระดาษสีขาวก็ปรากฏขึ้นในมือที่ซ่อนอยู่ในกระเป๋า นางแกะมันออกอย่างแนบเนียนแล้วส่งเข้าปาก ความหวานละมุนค่อยๆ แผ่ซ่าน ช่วยบรรเทาความหิวโหยและเติมพลังงานที่ขาดหายไปได้บ้าง นี่คือความลับที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของนาง เป็นหลักประกันในการเอาชีวิตรอดในโลกที่โหดร้ายใบนี้

เมื่อเดินมาถึงทางแยกที่ค่อนข้างเปลี่ยว ร่างสูงใหญ่เงาตะคุ่มที่ยืนพิงต้นไม้ใหญ่อยู่ในความมืดก็ขยับตัวก้าวออกมาขวางทางนางไว้

เสิ่นหว่านชิวหยุดฝีเท้าลง หัวใจเต้นแรงขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจ แต่สีหน้ายังคงเรียบเฉย แสงจันทร์สลัวสาดส่องให้เห็นใบหน้าคมคายเคร่งขรึมของบุรุษผู้นั้น...ลู่เหยียนเฉิง

“เจ้าจะไปไหน” น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและแหบพร่าเล็กน้อย แต่กลับก้องกังวานในความเงียบสงัด

“ไม่เกี่ยวกับคุณ” เสิ่นหว่านชิวตอบกลับอย่างเย็นชา นางเบี่ยงตัวเตรียมจะเดินผ่านไปอีกทาง

“บ้านร้างท้ายหมู่บ้านนั่นน่ะหรือ” เขาเอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง คำพูดของเขาทำให้นางชะงักงัน “อย่าไปเลย หลังคาตรงนั้นผุหมดแล้ว หากฝนตกขึ้นมาก็ไม่ต่างอะไรกับอยู่กลางแจ้ง แถมเสาก็เริ่มโยกคลอน ลมพัดแรงหน่อยอาจจะถล่มลงมาเมื่อไหร่ก็ได้”

เสิ่นหว่านชิวหันกลับมาเผชิญหน้ากับเขาเต็มตัว ดวงตาที่เคยอ่อนแอในอดีตบัดนี้ทอประกายแห่งความระแวดระวัง “คุณตามฉันมาทำไม?”

ลู่เหยียนเฉิงไม่ได้ตอบคำถามนั้นโดยตรง สายตาของเขายังคงจับจ้องมาที่นางอย่างแน่วแน่ ในความมืดมิดนั้น นางมองเห็นความซับซ้อนบางอย่างในแววตาของเขาที่ยากจะอธิบาย

“ไปพักที่บ้านเก่าของปู่ผมก่อน” เขาเสนอขึ้นมาตรงๆ “บ้านหลังนั้นไม่มีใครอยู่ แต่ยังแข็งแรงดี อยู่ตรงเชิงเขา ค่อนข้างห่างจากบ้านคนอื่น”

ข้อเสนอของเขาทำเอาเสิ่นหว่านชิวประหลาดใจจนพูดไม่ออก ในยุคสมัยที่ชื่อเสียงของผู้หญิงสำคัญยิ่งกว่าชีวิต การที่หญิงสาวโสดไปอาศัยอยู่ในบ้านของชายหนุ่มที่ยังไม่แต่งงาน แม้จะเป็นบ้านร้างก็ตาม ถือเป็นเรื่องที่สามารถทำลายอนาคตของนางได้อย่างง่ายดาย

“ทำไม?” นางเค้นถามออกมาได้เพียงคำเดียว “ทำไมคุณถึงช่วยฉัน?”

ลู่เหยียนเฉิงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ราวกับกำลังครุ่นคิดหาคำตอบที่เหมาะสม “ผมเห็น...ทุกอย่างที่เกิดขึ้น” เขาพูดเสียงเรียบ “คุณไม่ควรต้องไปนอนในบ้านที่จะพังแหล่มิพังแหล่แบบนั้น”

เสิ่นหว่านชิวจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา พยายามค้นหาเจตนาที่ซ่อนอยู่ แต่สิ่งที่นางเห็นมีเพียงความซื่อตรงและจริงใจอย่างที่นางไม่เคยได้รับจากใครในตระกูลเสิ่นเลย

นางเริ่มชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสียในใจอย่างรวดเร็ว การไปอยู่บ้านร้างหลังนั้นเสี่ยงอันตรายเกินไปจริงๆ ทั้งจากสภาพบ้านและจากสัตว์ป่าหรือคนจรจัดที่อาจพลัดหลงเข้ามา แต่การรับความช่วยเหลือจากลู่เหยียนเฉิงก็หมายความว่านางจะต้องเผชิญหน้ากับข่าวลือเสียๆ หายๆ ที่จะตามมาอย่างแน่นอน

ทว่า...แล้วอย่างไรเล่า? ชื่อเสียงของนางในหมู่บ้านชิงเหอก็ป่นปี้ไปตั้งแต่ตอนที่นางประกาศตัดขาดจากตระกูลเสิ่นแล้ว ตอนนี้นางคือคนไร้บ้านที่ไม่มีอะไรจะเสียอีกต่อไป สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเอาชีวิตรอดและมีที่ซุกหัวนอนที่ปลอดภัยในคืนนี้

การยอมรับความช่วยเหลือจากเขาในตอนนี้ คือทางเลือกที่ฉลาดที่สุด มันทำให้นางมีเวลาตั้งหลัก และบ้านที่อยู่ห่างไกลผู้คนก็เหมาะอย่างยิ่งสำหรับนางที่จะทำอะไรบางอย่างโดยไม่ให้ใครเห็น

“ฉันจะจ่ายค่าเช่าให้ทันทีที่มีเงิน” นางกล่าวขึ้น ทำลายความเงียบงันลง นางไม่ได้ขอความช่วยเหลือเปล่าๆ แต่นี่คือการทำข้อตกลงทางธุรกิจ “และฉันจะพักอยู่แค่ชั่วคราวเท่านั้น”

นี่คือการแสดงจุดยืนของนาง ว่านางไม่ได้ต้องการพึ่งพิงเขา แต่นี่คือการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียม

มุมปากของลู่เหยียนเฉิงยกขึ้นเล็กน้อยจนแทบมองไม่เห็นในความมืด “ตามใจ” เขากล่าวสั้นๆ แล้วหันหลังเดินนำไป “ตามมา”

เสิ่นหว่านชิวสูดลมหายใจเข้าลึกอีกครั้ง ตัดสินใจทิ้งความลังเลทั้งหมดไว้เบื้องหลังแล้วก้าวเดินตามแผ่นหลังกว้างของเขาไป

ทั้งสองเดินไปในความเงียบ มีเพียงเสียงฝีเท้าที่เหยียบย่ำลงบนพื้นดินและเสียงลมที่พัดผ่านใบไม้เท่านั้น ลู่เหยียนเฉิงเดินนำหน้าไปไม่กี่ก้าว ร่างสูงใหญ่ของเขาบดบังเงาจันทร์ ทำให้เงาที่ทอดยาวมาเบื้องหลังกลายเป็นร่มเงาที่ให้ความรู้สึกปลอดภัยอย่างน่าประหลาด

ไม่นานนัก พวกเขาก็เดินมาถึงบ้านหลังหนึ่งที่ตั้งอยู่บริเวณเชิงเขา ห่างจากบ้านหลังอื่นๆ ในหมู่บ้านพอสมควร มันเป็นบ้านดินที่มีกำแพงล้อมรอบ แม้จะดูเก่าแต่โครงสร้างยังคงแข็งแรงมั่นคง มีประตูไม้บานใหญ่ที่ปิดสนิท

ลู่เหยียนเฉิงเดินไปปลดสลักประตูไม้ที่ดูหนักอึ้ง เสียงไม้เสียดสีกันดังเอี๊ยดอ๊าดบาดหูในความเงียบสงัด เขาผลักประตูเปิดออกแล้วเบี่ยงตัวให้นางเดินเข้าไปก่อน

เสิ่นหว่านชิวก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไปอย่างลังเลเล็กน้อย ภายในเป็นลานบ้านที่ไม่กว้างนัก มีบ่อน้ำเก่าอยู่มุมหนึ่ง และตัวบ้านหลักที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า

ที่นี่คือจุดเริ่มต้นใหม่ของนาง คืออิสรภาพที่แท้จริง

ทว่าขณะที่นางกำลังจะก้าวเท้าเดินเข้าไปในตัวบ้านหลัก หางตาของนางก็พลันเหลือบไปเห็นเงาคนไหวๆ ที่มุมถนนไม่ไกลจากประตูบ้าน!

เงามืดนั้นขยับตัวอย่างรวดเร็วหลบเข้าหลังต้นไม้ใหญ่ แต่เสิ่นหว่านชิวเห็นได้อย่างชัดเจนในเสี้ยววินาทีนั้น...แววตาตกตะลึงระคนกับความอาฆาตมาดร้ายที่จับจ้องมายังนางและลู่เหยียนเฉิง ก่อนที่เงาร่างนั้นจะรีบหันหลังวิ่งหายไปในความมืดอย่างรวดเร็ว!

หัวใจของเสิ่นหว่านชิวหล่นวูบ...มีคนเห็นเข้าจนได้