ตอนที่ 8
***บทที่ 8: ข้อเสนอแยกบ้าน***
ท่ามกลางความโกลาหลอลหม่าน เสียงตวาดของจางชุ่ยฮวาดุจดังสายฟ้าฟาดลงกลางลานบ้าน ตระกูลเสิ่น เสิ่นต้าเป่าและเสิ่นเอ้อร์เป่า สองบุตรชายที่ยืนตัวสั่นเป็นลูกนกพลันสะดุ้งสุดตัว พวกเขามองมารดาที่กำลังล็อกคอพี่สาวแท้ๆ ของตนด้วยสีหน้าตื่นตระหนกปนลังเล
เสิ่นเจียวเจียวดิ้นรนสุดชีวิต กรีดร้องสาปแช่งไม่เป็นภาษา “ปล่อยข้านะ! อีแม่ใจยักษ์! เจ้าจะขายข้าจริงๆ หรือ!”
“เพื่อตระกูล เพื่อสินสอดก้อนนี้ ต่อให้ต้องขายเจ้า ข้าก็จะทำ!” จางชุ่ยฮวาตะคอกกลับ เสียงของนางแหบแห้งเต็มไปด้วยความอำมหิต นางหันไปเร่งลูกชายทั้งสอง “พวกแกยังจะยืนบื้ออยู่ทำไม! มาช่วยแม่มัดมันเร็วเข้า!”
แต่ก่อนที่เสิ่นต้าเป่าและเสิ่นเอ้อร์เป่าจะได้ขยับกาย ท่ามกลางเสียงร้องไห้ด่าทอและเสียงฮือฮาของชาวบ้าน กลับมีเสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นมาอย่างเยือกเย็นและชัดเจน
“หยุดเดี๋ยวนี้”
น้ำเสียงนั้นไม่ดัง แต่กลับทรงพลังราวกับค้อนหนักทุบลงกลางใจทุกคน ทุกสายตาหันไปมองต้นเสียงโดยพร้อมเพรียงกัน เสิ่นหว่านชิวก้าวออกมาจากเงามืดอย่างเชื่องช้า ใบหน้าของนางสงบนิ่งราวกับผืนน้ำในบ่อโบราณ ไร้ซึ่งระลอกคลื่นใดๆ
นางไม่มองจางชุ่ยฮวาหรือเสิ่นเจียวเจียวที่กำลังกอดรัดฟัดเหวี่ยงกัน สายตาของนางจับจ้องไปที่เสิ่นต้าไห่ ผู้เป็นประมุขของบ้านโดยตรง
“ท่านพ่อ” นางเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ข้ามีข้อเสนอ”
เสิ่นต้าไห่ขมวดคิ้ว มองบุตรสาวคนรองที่เปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคนด้วยความรู้สึกซับซ้อน ทั้งหวาดระแวงและหวาดกลัว “เจ้ามีลูกไม้อะไรอีก?”
เสิ่นหว่านชิวยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย แต่แววตากลับเย็นเยียบ “ข้าต้องการ ‘แยกบ้าน’ (เฟินเจีย)”
คำสองคำนี้หลุดออกจากปากนางราวกับระเบิดลูกเล็กที่ทำให้ทุกคนตกตะลึง จางชุ่ยฮวาหยุดชะงักไปชั่วขณะ ก่อนจะแผดเสียงดังลั่น “ฝันไปเถอะ! นังลูกอกตัญญู! คิดจะสลัดพวกเราทิ้งแล้วไปเสวยสุขคนเดียวงั้นรึ! ข้าไม่ยอม!”
เสิ่นหว่านชิวไม่แม้แต่จะปรายตามองนาง นางยังคงจ้องเสิ่นต้าไห่ไม่วางตา “ท่านพ่อ ท่านควรจะคิดให้ดีก่อนจะปฏิเสธ”
น้ำเสียงของนางกดต่ำลงเล็กน้อย แฝงนัยยะข่มขู่ที่ทำให้คนฟังขนลุกชัน “การบังคับบุตรสาวแต่งงานเพื่อเรียกรับสินสอดก้อนโต ถือเป็นพฤติกรรมค้ามนุษย์ เป็นค่านิยมของชนชั้นนายทุนที่น่ารังเกียจ หากเรื่องนี้ไปถึงหูคณะกรรมการปฏิวัติในอำเภอ ท่านคิดว่าตระกูลเสิ่นของเราจะต้องเจอกับอะไรบ้าง?”
ใบหน้าของเสิ่นต้าไห่ซีดเผือดในทันที!
คำว่า ‘ชนชั้นนายทุน’ และ ‘คณะกรรมการปฏิวัติ’ เป็นเหมือนมีดอาบยาพิษที่แทงทะลุจุดอ่อนของเขา ในยุคสมัยที่การเมืองเข้มข้นเช่นนี้ ข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่ใช่แค่เรื่องติดคุกธรรมดาๆ แต่มันหมายถึงการถูกนำตัวไปวิพากษ์วิจารณ์ประจานกลางที่สาธารณะ ถูกตราหน้าว่าเป็นศัตรูของประชาชน ทั้งตระกูลจะต้องพลอยแปดเปื้อนมลทินไปชั่วชีวิต!
เขาเหลือบมองเสิ่นหว่านชิวอีกครั้ง แววตาที่แน่วแน่และเย็นชาของนางทำให้เขาใจหายวาบ เขามั่นใจว่าหากเขาปฏิเสธ นางจะทำอย่างที่พูดจริงๆ!
“นังเด็กสารเลว! เจ้ากล้าขู่พ่อแม่บังเกิดเกล้า!” จางชุ่ยฮวายังคงด่าทอไม่หยุดปาก
“ข้าไม่ได้ขู่” เสิ่นหว่านชิวตอบกลับอย่างเยือกเย็น “ข้าแค่บอกเล่าถึงผลที่จะตามมาตามกฎหมายบ้านเมืองเท่านั้น หรือท่านแม่คิดว่าการกระทำของท่านในวันนี้ถูกต้องตามหลักการของสังคมนิยมอันดีงามของเรา?”
ประโยคเดียวของนางทำเอาจางชุ่ยฮวาถึงกับพูดไม่ออก นางอ้าปากค้าง ตัวสั่นเทิ้มด้วยความโกรธแต่กลับหาคำมาโต้แย้งไม่ได้
เสิ่นต้าไห่สูดหายใจเข้าลึกๆ เหงื่อกาฬผุดขึ้นเต็มหน้าผาก เขามองสถานการณ์ตรงหน้า พ่อม่ายเฒ่าที่ยังคงยืนกรานจะเอาตัวเจ้าสาว เสิ่นเจียวเจียวที่กรีดร้องเหมือนคนเสียสติ และจางชุ่ยฮวาที่สร้างแต่ปัญหาไม่หยุดหย่อน สุดท้ายเขาก็มองไปยังเสิ่นหว่านชิว... บุตรสาวที่เขารู้สึกว่าน่ากลัวที่สุดในตอนนี้
“ได้!” ในที่สุดเขาก็ตะโกนออกมาสุดเสียง “ข้าตกลง! แยกก็แยก!”
“ท่านพี่!” จางชุ่ยฮวาร้องออกมาอย่างไม่เชื่อหู
เสิ่นต้าไห่หันไปตวาดใส่ภรรยาด้วยความเดือดดาล “หุบปาก! ถ้าแกยังอยากให้บ้านนี้เหลืออยู่ก็เงียบไปซะ! หรืออยากจะให้ทั้งตระกูลถูกลากไปแห่ประจานพร้อมกัน!”
จางชุ่ยฮวาตัวแข็งทื่อ นางมองสามีด้วยแววตาสั่นระริก ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งกับพื้นอย่างหมดแรง
เสิ่นต้าไห่หันกลับมามองเสิ่นหว่านชิวด้วยสายตาอาฆาตแค้น “แต่ข้ามีข้อแม้! ในเมื่อเจ้าอยากจะแยกออกไปนัก ก็ไปแต่ตัว! เจ้าจะไม่ได้อะไรจากบ้านหลังนี้ไปแม้แต่อย่างเดียว! ไม่ว่าจะเป็นข้าวสารแม้แต่เมล็ดเดียว เสื้อผ้าแม้แต่ชิ้นเดียว หรือเงินแม้แต่เฟินเดียว! ทรัพย์สินทุกอย่างในบ้านนี้ไม่เกี่ยวกับเจ้าอีกต่อไป!”
เขาคิดว่าเงื่อนไขที่โหดร้ายนี้จะทำให้เสิ่นหว่านชิวหวาดกลัวและยอมถอย แต่เขาก็ต้องผิดหวัง
“ตกลง”
เสิ่นหว่านชิวตอบรับทันทีโดยไม่ลังเลแม้แต่วินาทีเดียว ความเด็ดขาดของนางทำให้ทั้งเสิ่นต้าไห่และจางชุ่ยฮวาตกตะลึง ชาวบ้านที่มุงดูก็พากันซุบซิบด้วยความประหลาดใจ การออกจากบ้านโดยไม่มีเสบียงติดตัวไปเลยในยุคนี้ไม่ต่างอะไรกับการไปตายดาบหน้า
ไม่มีใครรู้ว่าในห้วงความคิดของเสิ่นหว่านชิว ณ เวลานี้ หน้าต่างโปร่งแสงของ ‘ระบบห้างสรรพสินค้าข้ามมิติ’ กำลังปรากฏขึ้นอย่างเงียบเชียบ บน ‘แผงลอยเร่ขาย’ ระดับหนึ่ง มีรูปของข้าวสารขาวๆ แป้งสาลีเนื้อละเอียด และน้ำมันหมูหอมกรุ่นปรากฏอยู่ แม้จะมีโควต้าจำกัดในแต่ละวัน แต่มันก็มากเกินพอที่จะทำให้นางไม่อดตาย
ขอเพียงได้อิสรภาพ ทรัพย์สินเล็กน้อยของตระกูลเสิ่นที่ได้มาจากการขูดรีดเลือดเนื้อของนาง จะมีค่าอะไรกัน?
“เพื่อป้องกันพวกท่านเปลี่ยนใจในภายหลัง” เสิ่นหว่านชิวกล่าวต่ออย่างไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดลอย “ข้าต้องการ ‘หนังสือแยกบ้าน’ ที่ลงลายมือชื่อของท่านพ่อเดี๋ยวนี้ และต้องมีชาวบ้านเป็นพยาน”
การกระทำที่รอบคอบและรวดเร็วของนางทำให้หลายคนในที่นั้นอดทึ่งไม่ได้ นางไม่เพียงแต่ฉวยโอกาสได้อย่างแม่นยำ แต่ยังรู้จักปิดช่องโหว่ทุกทางเพื่อป้องกันตนเอง
เสิ่นต้าไห่กัดฟันกรอด เขารู้สึกเหมือนถูกเด็กสาวตรงหน้าบีบคั้นจนแทบหายใจไม่ออก แต่เมื่อมาถึงขั้นนี้แล้ว เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเดินหน้าต่อไปให้จบเรื่อง เขาตะโกนสั่งเสิ่นต้าเป่าให้ไปหยิบกระดาษกับปากกามาด้วยมือที่สั่นเทา
กระดาษสีเหลืองเก่าๆ ถูกวางลงบนโตซ่าเล็กๆ กลางลานบ้าน เสิ่นต้าไห่จรดปากกาลงเขียนข้อความด้วยลายมือหวัดๆ ที่สั่นระริก
*‘ข้าพเจ้า เสิ่นต้าไห่ ประมุขแห่งตระกูลเสิ่น ขอประกาศว่านับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป นางสาวเสิ่นหว่านชิว ได้แยกออกจากสำมะโนครัวของตระกูลเสิ่นโดยสมบูรณ์ นางไม่มีสิทธิ์ในทรัพย์สินใดๆ ของตระกูล และตระกูลเสิ่นก็ไม่มีภาระผูกพันใดๆ ต่อนางอีกต่อไป ชีวิตและความตายของนางหลังจากนี้ไม่เกี่ยวข้องกับพวกเราอีก ชะตากรรมของแต่ละฝ่ายให้ฟ้าดินเป็นผู้ตัดสิน’*
เขาเขียนจบก็กดนิ้วโป้งลงบนตลับหมึกสีแดงแล้วประทับลงบนกระดาษอย่างแรงราวกับจะระบายความแค้นทั้งหมดลงไป
เสิ่นหว่านชิวเดินเข้าไปหยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาอย่างสงบ นางกวาดสายตาอ่านเนื้อหาทุกตัวอักษรอย่างละเอียด เมื่อแน่ใจว่าไม่มีปัญหาใดๆ นางก็พับมันเก็บใส่ไว้ในอกเสื้ออย่างดี
กระดาษแผ่นบางๆ ในอกเสื้อให้ความรู้สึกหนักอึ้ง มันคือพันธนาการที่ถูกตัดขาด คืออิสรภาพที่แลกมาด้วยการแตกหัก และคือก้าวแรกสู่ชีวิตใหม่ที่นางเป็นผู้ขีดเขียนด้วยตนเอง
นางหันหลังให้กับบ้านที่เคยเป็นทั้งคุกและนรกบนดินของนาง ไม่สนใจเสียงกรีดร้องของเสิ่นเจียวเจียวที่ถูกลากตัวไปทางเกี้ยวเจ้าสาว ไม่สนใจเสียงร่ำไห้ด้วยความแค้นของจางชุ่ยฮวา หรือสายตาอาฆาตของเสิ่นต้าไห่
ท่ามกลางเสียงกระซิบกระซาบของชาวบ้านและสายลมยามค่ำคืนที่พัดมาปะทะร่าง เสิ่นหว่านชิวกลับรู้สึกเพียงความสงบในใจ นางเหลือบไปเห็นร่างสูงใหญ่ของลู่เหยียนเฉิงที่ยังคงยืนอยู่ที่เดิมในมุมมืด สายตาของเขายังคงจับจ้องมาที่นาง...ลึกล้ำจนยากจะหยั่งถึง
เสิ่นหว่านชิวสูดลมหายใจเข้าลึก ก้าวเท้าเดินออกจากลานบ้านตระกูลเสิ่นอย่างมั่นคง แต่ละย่างก้าวของนางหนักแน่นและเด็ดเดี่ยว ทิ้งความวุ่นวายและความสกปรกโสมมไว้เบื้องหลัง เหลือไว้เพียงแผ่นหลังที่ตั้งตรง มุ่งหน้าสู่ความมืดมิดเบื้องหน้าอันเป็นปริศนา...โดยไม่รู้เลยว่ามีสายตาคู่หนึ่งคอยเฝ้ามองตามแผ่นหลังของนางไปจนลับสายตา ก่อนที่เจ้าของร่างสูงจะขยับตัวเดินตามออกไปในความมืดอย่างเงียบเชียบ