ตอนที่ 7
***บทที่ 7: ความวุ่นวายเมื่อพ่อม่ายมาเยือน***
เสียงจอแจดังระงมมาจากทิศทางของบ้านตระกูลเสิ่น ฉุดรั้งฝีเท้าของเสิ่นหว่านชิวให้ชะงักงัน นางหันไปมองยังต้นเสียงด้วยแววตาเรียบเฉย แต่ภายในกลับปรากฏประกายแห่งความคาดหวัง งิ้วโรงใหญ่ที่นางเป็นผู้จัดฉาก บัดนี้ได้เวลาเปิดม่านการแสดงแล้ว
ร่างสูงใหญ่ของลู่เหยียนเฉิงที่เดินตามมาอย่างเงียบเชียบก็หยุดลงเช่นกัน เขายืนอยู่ห่างจากนางหลายก้าว คิ้วกระบี่ขมวดมุ่นขณะมองไปยังกลุ่มคนที่เริ่มจับกลุ่มมุงดูอยู่หน้าประตูบ้านซอมซ่อหลังนั้น
ยังไม่ทันที่เสิ่นหว่านชิวจะขยับกาย เสียงร่าเริงแหลมสูงของแม่สื่อหวังก็ดังทะลุฝูงชนออกมา “มาแล้วๆ! ขบวนสู่ขอมาถึงแล้ว! เปิดประตูต้อนรับเร็วเข้า!”
ชาวบ้านที่กำลังทำงานอยู่ในละแวกใกล้เคียงต่างพากันละมือจากงานของตนแล้วกรูเข้ามาดูด้วยความสนใจใคร่รู้ สายตาทุกคู่จับจ้องไปยังกลุ่มคนที่เดินตามแม่สื่อหวังมาอย่างโอ่อ่า นำโดยชายวัยกลางคนรูปร่างท้วมเตี้ย ศีรษะล้านเลี่ยนเป็นมันวาว เขาสวมเสื้อผ้าชุดใหม่เอี่ยม แม้จะพยายามทำตัวให้ดูภูมิฐาน แต่แววตาที่กวาดมองไปรอบๆ กลับฉายแววหื่นกระหายอย่างไม่ปิดบัง นั่นคือพ่อม่ายเฒ่าหลี่แห่งหมู่บ้านข้างเคียง
ข้างหลังเขาคือลูกชายสองคนช่วยกันหามคานไม้ที่เต็มไปด้วยสินสอด บนนั้นมีทั้งผ้าฝ้ายสีสดสองพับใหญ่ เนื้อหมูติดมันชิ้นโต น้ำตาลกรวดห่อใหญ่ และที่เด่นที่สุดคือซองกระดาษสีแดงปึกหนึ่งซึ่งมองปราดเดียวก็รู้ว่าบรรจุเงินไว้ไม่น้อย ของมีค่าเหล่านี้ในยุคที่ทุกอย่างขาดแคลน ช่างส่องประกายล่อตาล่อใจเสียยิ่งกว่าทองคำ
จางชุ่ยฮวาเผ่นออกมาจากในบ้านด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มกว้าง นางมองข้ามหัวพ่อม่ายเฒ่าไปยังสินสอดเหล่านั้นด้วยดวงตาเป็นประกาย “โอ้โห ท่านพี่หลี่ ช่างเกรงใจกันเกินไปแล้ว! เชิญๆ เข้ามาในบ้านก่อน”
แต่พ่อม่ายเฒ่ากลับส่ายหน้า ยืดอกพูดเสียงดังฟังชัดราวกับต้องการประกาศให้ทุกคนได้ยิน “ไม่ต้องๆ! เรื่องมงคลเช่นนี้ ทำกันให้ชัดเจนต่อหน้าสหายชาวบ้านนี่แหละดีที่สุด! วันนี้ข้ามาสู่ขอธิดาตระกูลเสิ่นตามที่แม่สื่อหวังได้แจ้งไว้ สินสอดทั้งหมดอยู่ตรงนี้แล้ว!”
คำประกาศนั้นทำให้เสียงฮือฮาดังกระหึ่มขึ้นไปอีก ชาวบ้านต่างซุบซิบกันเซ็งแซ่ เดาไปต่างๆ นานาว่าลูกสาวคนไหนของบ้านเสิ่นกำลังจะโชคดีได้แต่งงานกับครอบครัวที่มีฐานะเช่นนี้
เสิ่นเจียวเจียวเดินเชิดหน้าออกมาจากในบ้าน นางแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่ดูดีที่สุดเท่าที่มี แสร้งทำทีเป็นเหนียมอาย ก้มหน้างุด แต่หางตากลับคอยชำเลืองมองปฏิกิริยาของผู้คนรอบข้าง ในใจของนางกำลังลิงโลดที่ในที่สุดก็สามารถสลัดครอบครัวที่น่ารังเกียจนี้ทิ้งไปได้เสียที
แม่สื่อหวังเห็นว่าทุกอย่างพร้อมแล้วจึงรีบชี้มือไปที่เสิ่นเจียวเจียวพร้อมประกาศก้อง “ท่านพี่หลี่ นี่แหละคือเจ้าสาวของท่าน! สหายเสิ่นเจียวเจียว งดงามราวกับดอกไม้แรกแย้ม ทั้งขาวทั้งผ่อง เหมาะสมกับท่านที่สุดแล้ว!”
เสิ่นเจียวเจียวเงยหน้าขึ้น เตรียมจะส่งยิ้มที่ฝึกซ้อมมาอย่างดี แต่รอยยิ้มนั้นกลับแข็งค้างอยู่บนใบหน้าเมื่อได้ยินประโยคถัดมาของพ่อม่ายเฒ่า
“โอ้! งดงาม! งดงามสมคำร่ำลือจริงๆ!” พ่อม่ายเฒ่าจ้องมองเสิ่นเจียวเจียวตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาโลมเลีย “ข้าตกลง! ข้าจะแต่งกับนาง!”
“ว่าอะไรนะ?!” เสิ่นเจียวเจียวเบิกตากว้างราวกับเห็นภูตผีปีศาจ สติที่เคยมีกระเจิดกระเจิงหายไปในพริบตา นางชี้หน้าพ่อม่ายเฒ่าพลางกรีดร้องเสียงแหลม “ใครจะแต่งกับเจ้า! ไอ้แก่ตัณหากลับ! ไปตายซะ!”
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ก่อนจะระเบิดเป็นเสียงหัวเราะเยาะเย้ยและเสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังกระหึ่มจากชาวบ้านที่มุงดูอยู่
จางชุ่ยฮวาหน้าซีดเผือด นางรีบปรี่เข้าไปขวางระหว่างเสิ่นเจียวเจียวกับพ่อม่ายเฒ่า พลางโบกมือปฏิเสธพัลวัน “เข้าใจผิดแล้ว! ท่านพี่หลี่ ท่านเข้าใจผิดไปใหญ่แล้ว! คนที่ตกลงจะแต่งงานไม่ใช่เจียวเจียวลูกสาวคนโตของข้า แต่เป็น...เป็นหว่านชิว! เสิ่นหว่านชิวลูกสาวคนรองต่างหาก!”
พ่อม่ายเฒ่าขมวดคิ้ว หน้าตาที่ยิ้มแย้มเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นบึ้งตึง “หมายความว่าอย่างไร? แม่สื่อหวังบอกข้าอย่างชัดเจนว่าธิดาตระกูลเสิ่นที่จะแต่งให้ข้าคือคนที่งดงามที่สุด ผิวขาวผ่องที่สุด ก็คือสหายหญิงคนนี้ไม่ใช่หรือ?” เขาชี้ไปยังเสิ่นเจียวเจียวที่กำลังตัวสั่นเทาด้วยความโกรธและความอัปยศ
“แต่...แต่นาง...” จางชุ่ยฮวาอึกอัก พูดไม่ออก นางจะบอกได้อย่างไรว่าตนเองวางแผนหลอกล่อให้เขามาแต่งกับลูกสาวอีกคน
“ข้าไม่สน!” พ่อม่ายเฒ่าตวาดเสียงกร้าว “ข้าจ่ายสินสอดมาเพื่อแต่งกับคนนี้! ถ้าไม่ได้คนนี้ การแต่งงานก็ถือเป็นโมฆะ! ยกสินสอดกลับ!”
คำว่า ‘ยกสินสอดกลับ’ เป็นเหมือนสายฟ้าที่ฟาดลงกลางใจของจางชุ่ยฮวา นางหันขวับไปมองเสิ่นเจียวเจียวด้วยสายตาอำมหิต “แก! แกจะทำลายเรื่องดีๆ ของบ้านใช่ไหม! แค่แต่งงานไปสุขสบายมันจะตายหรืออย่างไร!”
“แม่! แม่พูดบ้าอะไรออกมา! จะให้หนูไปแต่งกับไอ้แก่หัวล้านนี่น่ะหรือ! หนูไม่ยอม! ต่อให้ต้องตายก็ไม่ยอม!” เสิ่นเจียวเจียวกรีดร้องอย่างเสียสติ ภาพลักษณ์ดอกบัวขาวที่นางสร้างสมมาทั้งชีวิตพังทลายลงในพริบตา บัดนี้ในสายตาชาวบ้าน นางไม่ต่างอะไรจากหญิงปากตลาดที่ก่นด่าผู้อาวุโสอย่างหยาบคายไร้ยางอาย
“อีลูกเนรคุณ!” จางชุ่ยฮวาเลือดขึ้นหน้าเมื่อเห็นว่าสินสอดกำลังจะหลุดลอยไป นางพุ่งเข้าไปหมายจะกระชากแขนลูกสาว
ท่ามกลางความโกลาหลนั้น เสิ่นหว่านชิวที่ยืนพิงต้นไม้อยู่ไกลออกไปยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบา นางมองดูละครฉากใหญ่ที่ตนเองเป็นผู้กำกับด้วยความพึงพอใจ นี่เป็นเพียงแค่การเริ่มต้นเท่านั้น ของขวัญที่นาง ‘มอบ’ ให้พี่สาวสุดที่รักชิ้นนี้ คงจะถูกใจนางไม่น้อย
ในสมองของนางพลันปรากฏหน้าต่างโปร่งแสงของ ‘ระบบห้างสรรพสินค้าข้ามมิติ’ ขึ้นมาอย่างเงียบเชียบ แม้จะยังอยู่ในขั้นที่หนึ่ง ‘แผงลอยเร่ขาย’ ที่มีของเพียงไม่กี่อย่าง แต่นี่คือไพ่ตายที่จะเปลี่ยนชะตาชีวิตของนาง แค่รอเวลาให้ตนเองหลุดพ้นจากบ้านหลังนี้เท่านั้น ทุกอย่างในระบบก็จะกลายเป็นทุนรอนในการสร้างตัวของนางในอนาคต
สายตาของนางเลื่อนไปสบกับสายตาคมกริบคู่หนึ่งโดยบังเอิญ ลู่เหยียนเฉิงยังคงยืนอยู่ที่เดิม ใบหน้าหล่อเหลาเรียบเฉยไม่บ่งบอกอารมณ์ แต่เสิ่นหว่านชิวกลับเห็นประกายบางอย่างในดวงตาคู่นั้น...ประกายที่คล้ายกับความขบขันและความชื่นชมระคนกัน
นางส่งยิ้มบางๆ ให้เขา เป็นรอยยิ้มที่มีเพียงเขากับนางเท่านั้นที่เข้าใจความหมาย
ลู่เหยียนเฉิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มุมปากที่มักจะเม้มแน่นเป็นเส้นตรงของเขาคล้ายจะยกขึ้นนิดๆ ก่อนจะกลับเป็นเหมือนเดิมอย่างรวดเร็ว
ความวุ่นวายหน้าบ้านตระกูลเสิ่นทวีความรุนแรงขึ้น พ่อม่ายเฒ่าไม่ยอมลดลาวาศอก ยืนกรานจะเอาตัวเสิ่นเจียวเจียวให้ได้ ส่วนเสิ่นเจียวเจียวก็ด่าทอสาปแช่งไม่หยุดปาก จางชุ่ยฮวาที่กำลังจนตรอกหันรีหันขวาง ในที่สุดนางก็ตัดสินใจเด็ดขาด
“หุบปาก!” นางตวาดลั่น ก่อนจะหันไปพูดกับพ่อม่ายเฒ่าด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไป “ท่านพี่หลี่! ไม่ต้องห่วง! วันนี้ท่านต้องได้ลูกสาวข้าไปเป็นภรรยาแน่นอน!”
สิ้นเสียงนั้น จางชุ่ยฮวาก็พุ่งเข้าไปล็อกตัวเสิ่นเจียวเจียวจากด้านหลังพร้อมกับตะโกนสั่งลูกชายที่ยืนตัวสั่นงันงกอยู่ “เสิ่นต้าเป่า! เสิ่นเอ้อร์เป่า! มาช่วยแม่จับตัวพี่สาวพวกแกไว้! มัดนางแล้วส่งขึ้นเกี้ยวไปบ้านท่านพี่หลี่!”