ตอนที่ 6

***บทที่ 6: ซ้อนแผนแม่สื่อ***

ความมืดในห้องเก็บฟืนมิอาจเทียบได้กับความมืดมิดในจิตใจของบิดามารดาผู้ให้กำเนิด เสียงหัวเราะอันชั่วร้ายของพวกเขายังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทเสมือนเข็มน้ำแข็งนับพันเล่มที่ทิ่มแทงเข้าสู่หัวใจของเสิ่นหว่านชิว แต่ความเจ็บปวดนั้นกลับแปรเปลี่ยนเป็นความเยือกเย็นที่แผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย

เปลวเพลิงแห่งความแค้นที่เคยลุกโชนเมื่อครู่ บัดนี้ได้มอดดับลง เหลือเพียงเถ้าถ่านแห่งความสงบนิ่งอันน่าสะพรึงกลัว ดวงตาที่เคยสั่นไหวด้วยความตกใจ บัดนี้กลับกระจ่างใสและเฉียบคมราวน้ำในบ่อยามคิมหันต์

แผนการขายลูกสาวกินเพื่อเงินสามร้อยหยวนหรือ? ชาติก่อนนางโง่เขลาเกินไปจึงต้องจบชีวิตลงอย่างน่าเวทนา แต่เสิ่นหว่านชิวในชาตินี้...จะไม่มีวันยอมให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย!

นางข่มความรู้สึกทั้งหมดลงสู่ก้นบึ้งของหัวใจ ลอบสังเกตการณ์อยู่เงียบๆ จนกระทั่งแน่ใจว่าเสิ่นต้าไห่และจางชุ่ยฮวาดับตะเกียงเข้าสู่ห้วงนิทราไปแล้ว นางจึงค่อยๆ ขยับกายอย่างแผ่วเบาที่สุด

ในเมื่อพวกท่านวางแผนจะส่งข้าไปลงนรก...ข้าก็จะขอส่ง ‘ของขวัญชิ้นใหญ่’ กลับไปให้พวกท่านแทนก็แล้วกัน!

ความคิดแล่นผ่านสมองอย่างรวดเร็ว แผนการซ้อนแผนจึงก่อตัวขึ้นในความมืดมิด เสิ่นหว่านชิวรู้ดีว่านางต้องลงมือก่อนที่บิดาจะทันได้ไปพบแม่สื่อในวันรุ่งขึ้น

ดวงตาของนางเหลือบไปเห็นห่อผ้าเล็กๆ ที่ซ่อนไว้ใต้กองฟาง ภายในคือน้ำตาลทรายขาวที่แลกมาด้วยสติปัญญา ทันใดนั้นความคิดหนึ่งก็ผุดวาบขึ้นมาในหัว นางหลับตาลง เรียกสติสัมปชัญญะทั้งหมดเพ่งไปยังห้วงมิติ

‘ระบบห้างสรรพสินค้าข้ามมิติ’ ปรากฏขึ้นตรงหน้าอีกครั้ง ชั้นวางสินค้า ‘ขั้นที่ 1: แผงลอยเร่ขาย’ ยังคงมีข้าวของจำเป็นเรียงรายอยู่ เสิ่นหว่านชิวไม่ลังเลที่จะใช้แต้มสะสมเล็กน้อยที่ได้มาจากการทำธุรกรรมครั้งก่อน แลกเปลี่ยน ‘น้ำตาลทรายแดง’ ห่อเล็กออกมาหนึ่งห่อ น้ำตาลทรายขาวนั้นล้ำค่าเกินไป อาจทำให้แม่สื่อผู้เจนโลกเกิดความสงสัยได้ แต่น้ำตาลทรายแดงนั้นแตกต่างออกไป มันเป็นของดีที่หายาก แต่ก็ยังพอหาได้ในตลาดมืด เหมาะสมที่จะใช้เป็นของกำนัลเพื่อเปิดทางที่สุดแล้ว

รุ่งอรุณของวันถัดมา แสงสีทองอ่อนๆ เพิ่งจะเริ่มจับขอบฟ้า หมอกจางๆ ลอยอ้อยอิ่งอยู่เหนือทุ่งนา ที่ปากทางเข้าหมู่บ้านชิงเหอ ร่างของหญิงสาวผู้หนึ่งยืนสงบนิ่งอยู่ใต้ต้นหลิวใหญ่ นางสวมเสื้อผ้าปุปะสีซีดจาง แต่แผ่นหลังกลับตั้งตรงอย่างทระนงองอาจ

ไม่นานนัก เงาร่างท้วมของสตรีวัยกลางคนผู้หนึ่งก็ปรากฏขึ้นที่ปลายโค้งถนน นางคือแม่สื่อหวัง แม่สื่ออันดับหนึ่งของตำบลนี้ ผู้มีฝีปากเป็นเลิศและมีเครือข่ายกว้างขวาง

เสิ่นหว่านชิวสูดหายใจเข้าลึกๆ ปรับสีหน้าให้ดูเจือความกังวลและความเขินอาย ก่อนจะก้าวออกไปขวางหน้าแม่สื่อหวังเอาไว้

“ปะ...ป้าหวัง ใช่ป้าหวังหรือไม่เจ้าคะ?” นางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย ก้มหน้าหลบสายตาอย่างประหม่า

แม่สื่อหวังชะงักฝีเท้า หรี่ตามองเด็กสาวตรงหน้าอย่างพิจารณา “เจ้าคือ...ลูกสาวบ้านเสิ่นต้าไห่มิใช่รึ? เสิ่นหว่านชิวสินะ มีธุระอันใดกับข้าแต่เช้าตรู่?”

“เจ้าค่ะ...คือว่าข้า...” เสิ่นหว่านชิวทำทีเป็นอึกอัก พูดจาติดๆ ขัดๆ “ข้าแอบได้ยิน...เอ่อ...เรื่องที่พ่อกับแม่จะมาหาป้าในวันนี้...”

แววตาของแม่สื่อหวังพลันเป็นประกายขึ้นมาทันที นางยืดอกขึ้นเล็กน้อย กล่าวด้วยรอยยิ้มหยั่งเชิง “โอ้? เรื่องนั้นรึ...ดูท่าเจ้าจะเป็นเด็กสาวที่หูตาไวเสียจริงนะ”

“มิใช่เช่นนั้นเจ้าค่ะ!” เสิ่นหว่านชิวรีบส่ายหน้าปฏิเสธแก้มแดงระเรื่อ “ข้า...ข้ามาที่นี่แทนพี่สาวของข้าต่างหากเจ้าค่ะ!”

คำพูดนี้ทำให้แม่สื่อหวังขมวดคิ้วด้วยความประหลาดใจ “พี่สาวของเจ้า? เสิ่นเจียวเจียวน่ะรึ?”

“เจ้าค่ะ!” เสิ่นหว่านชิวรีบพยักหน้า รับสมอ้างทันควัน นางขยับเข้าไปใกล้แม่สื่อหวังอีกก้าว ลดเสียงลงจนเกือบเป็นกระซิบ “ป้าหวังท่านก็ทราบ เรื่องตำแหน่งงานในโรงงานทอผ้า...พี่สาวข้าเสียใจมาก นางคิดว่าชีวิตนี้คงสิ้นหวังแล้ว แต่พอได้ยินเรื่องที่ป้าหวังจะมาเยี่ยมบ้านเราวันนี้...นางก็เหมือนเห็นแสงสว่างอีกครั้งเจ้าค่ะ!”

เสิ่นหว่านชิวจงใจบิดเบือนความจริงอย่างแยบยล ผูกโยงเรื่องราวในอดีตเข้ากับแผนการปัจจุบันเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ

แม่สื่อหวังเริ่มคล้อยตาม นางพยักหน้าช้าๆ “แล้วอย่างไรต่อ?”

“พี่สาวข้า...นางเป็นคนขี้อาย ไม่กล้าแสดงออก แต่ในใจนางปรารถนาจะมีชีวิตที่ดีขึ้นเจ้าค่ะ” เสิ่นหว่านชิวกล่าวพลางเหลือบมองซ้ายขวา ก่อนจะยื่นห่อกระดาษเล็กๆ ในมือส่งให้แม่สื่อหวัง “นี่...พี่สาวฝากข้ามาให้ป้าหวังเจ้าค่ะ นางบอกว่าเป็นเพียงน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ เพื่อแสดงความจริงใจ”

แม่สื่อหวังรับห่อกระดาษมาเปิดดูอย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นน้ำตาลทรายแดงอัดแน่นอยู่เต็มห่อ ดวงตาของนางก็ทอประกายวาบขึ้นมาทันที นี่เป็นของดีที่ไม่ได้เห็นกันบ่อยๆ! รอยยิ้มบนใบหน้าของนางจึงกว้างขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

“แหม...เสิ่นเจียวเจียวนี่ช่างเป็นเด็กที่รู้จักคิดเสียจริง!” นางเก็บห่อน้ำตาลลงในอกเสื้ออย่างรวดเร็ว “ไม่ต้องห่วง บอกพี่สาวเจ้าได้เลยว่าเรื่องนี้ป้าจะจัดการให้อย่างดีที่สุด! พ่อม่ายหลี่จากหมู่บ้านข้างๆ ถึงจะอายุมากไปหน่อย แต่ฐานะทางบ้านเขามั่นคงที่สุดในแถบนี้แล้ว สินสอดสามร้อยหยวนนั่นเป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น!”

เสิ่นหว่านชิวแสร้งทำตาโตอย่างตกใจระคนยินดี “จริงหรือเจ้าคะ! เช่นนั้นต้องรบกวนป้าหวังแล้ว แต่ว่า...พี่สาวข้ากำชับมาว่า...เวลาไปคุยกับพ่อแม่ข้า ให้ป้าหวังช่วยย้ำชื่อ ‘เสิ่นเจียวเจียว’ ให้ชัดๆ นะเจ้าคะ นางกลัวพ่อกับแม่จะเข้าใจผิด คิดว่าเป็นข้า...เพราะปกติข้าเป็นคนทำงานนอกบ้านเสียส่วนใหญ่”

“เข้าใจแล้วๆ” แม่สื่อหวังโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ “เจ้าช่างเป็นน้องสาวที่ประเสริฐนัก อุตส่าห์มาเดินเรื่องให้พี่สาวถึงเพียงนี้ วางใจเถอะ ข้ารู้ว่าควรจะพูดอย่างไร”

เมื่อเห็นแม่สื่อหวังเดินจากไปอย่างกระตือรือร้นมุ่งหน้าไปยังบ้านตระกูลเสิ่น รอยยิ้มที่ใสซื่อบนใบหน้าของเสิ่นหว่านชิวก็ค่อยๆ เลือนหายไป ถูกแทนที่ด้วยแววตาที่เย็นเยียบและเฉยชา

เสิ่นเจียวเจียว...ในเมื่อเจ้าชอบแย่งชิงของของข้านัก ครั้งนี้ข้าก็จะ ‘มอบ’ ของขวัญชิ้นใหญ่ให้เจ้าด้วยตัวเอง!

นางหันหลังกลับ เตรียมจะเดินลึกเข้าไปในป่าเพื่อหาของป่าประทังชีวิตตามแผนเดิม แต่แล้วหางตาของนางก็พลันปะทะเข้ากับร่างสูงใหญ่ที่ยืนพิงต้นไม้อยู่ไม่ไกล

ลู่เหยียนเฉิง!

ชายหนุ่มผู้มีใบหน้าหล่อเหลาแต่บึ้งตึงอยู่เป็นนิจกำลังมองมาที่นางด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา เขายืนอยู่ตรงนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?

แท้จริงแล้วลู่เหยียนเฉิงเพียงแค่เดินผ่านมาเพื่อจะไปตรวจสอบกับดักสัตว์ที่วางไว้บนเนินเขา แต่กลับเห็นภาพเสิ่นหว่านชิวกำลังลอบพูดคุยกับแม่สื่อหวังอย่างมีลับลมคมในพอดี

ในใจของเขาพลันรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ ภาพของนางที่พูดคุยกับแม่สื่อทำให้หัวใจของเขากระตุกวูบราวกับมีใครมาบีบรัด หญิงสาวที่เพิ่งแสดงความกล้าหาญและแตกต่างออกไปเมื่อวันก่อน...กำลังจะถูกจับแต่งงานไปแล้วอย่างนั้นหรือ?

ความคิดนั้นทำให้คิ้วกระบี่ของเขาขมวดเข้าหากันแน่นยิ่งขึ้น เขาไม่รู้ว่าเหตุใดตนจึงต้องรู้สึกไม่พอใจถึงเพียงนี้ รู้เพียงแค่ว่าภาพรอยยิ้มอย่างมีเลศนัยของแม่สื่อหวังมันช่างขัดนัยน์ตาของเขาเสียเหลือเกิน

และบัดนี้ เมื่อการสนทนาจบลง...เสิ่นหว่านชิวกำลังเดินจากไป แผ่นหลังเล็กๆ นั้นดูบอบบางแต่กลับแฝงไว้ด้วยความเด็ดเดี่ยวที่เขาเพิ่งได้สัมผัส ลู่เหยียนเฉิงตัดสินใจในเสี้ยววินาที ก้าวเท้าออกจากเงามืดของต้นไม้ และเดินตามเงาของนางไปอย่างเงียบเชียบ...โดยไม่รู้ตัวเลยว่าหัวใจของเขากำลังเริ่มเดินทางบนเส้นทางที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน