ตอนที่ 5

***บทที่ 5: การตอบโต้ของดอกบัวขาว***

เสียงกรีดร้องของจางชุ่ยฮวาดังเสียดแก้วหู ฉีกกระชากชัยชนะที่เสิ่นหว่านชิวกำลังจะคว้ามาให้ขาดสะบั้น บรรยากาศที่เคยคึกคักด้วยความตื่นเต้นพลันแปรเปลี่ยนเป็นความโกลาหลในพริบตา

ร่างของเสิ่นเจียวเจียวที่ขาวซีดราวกับกระดาษสา ทรุดลงไปกองกับพื้นต่อหน้าธารกำนัล ดวงตาที่เคยสุกใสเป็นประกายบัดนี้กลับเหลือกค้าง ปราศจากซึ่งสติสัมปชัญญะ

“เจียวเจียว! ลูกแม่!” จางชุ่ยฮวาทะยานเข้าไปประคองร่างบุตรสาวอันเป็นที่รัก พลางร่ำไห้ตีอกชกหัวราวกับจะขาดใจ “ใครก็ได้ช่วยด้วย! ลูกสาวข้า! ลูกสาวข้าจะเป็นลมตายแล้ว!”

เสิ่นต้าไห่ที่หน้าซีดเผือดอยู่ก่อนแล้ว รีบวิ่งเข้าไปสมทบ ใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก “เกิดอะไรขึ้น! เจียวเจียว เจ้าเป็นอะไรไป!”

เสิ่นหว่านชิวยืนนิ่งอยู่ในวงล้อมของชาวบ้าน นางมองภาพละครฉากใหญ่ตรงหน้าด้วยสายตาเย็นชา ในใจปรากฏรอยยิ้มหยัน...ช่างเป็นบทละครที่คุ้นเคยเสียเหลือเกิน

ชาติก่อนนางเคยเห็นภาพนี้มานับครั้งไม่ถ้วน ทุกครั้งที่เสิ่นเจียวเจียวจนมุมหรือต้องการเรียกร้องความสนใจ การแสร้งทำเป็นอ่อนแอ เป็นลม หรือเจ็บป่วยกะทันหัน คืออาวุธชั้นเลิศที่นางใช้ได้อย่างช่ำชองเสมอมา และทุกครั้ง...ก็ได้ผล

ชาวบ้านที่มุงดูอยู่เริ่มส่งเสียงซุบซิบ บ้างก็แสดงความเห็นใจ บ้างก็มองด้วยความกังขา แต่ผู้ใหญ่บ้านชิงเหอต้องขมวดคิ้วอย่างจนใจ สถานการณ์พลิกผันจนน่าปวดหัว เขาสั่งให้คนไปตามหมอเท้าเปล่าประจำหมู่บ้านมาดูอาการ

“ไม่ต้องแล้วท่านผู้ใหญ่บ้าน!” จางชุ่ยฮวาร้องเสียงแหลม “ดูสิ! ดูสภาพลูกสาวข้าสิ! นางเป็นเช่นนี้ก็เพราะนังตัวดีนั่น! เสิ่นหว่านชิว! เจ้ามันใจร้ายใจดำ บีบคั้นพี่สาวตัวเองจนล้มป่วย!”

คำกล่าวหานี้พลิกขาวเป็นดำอย่างหน้าด้านๆ เสิ่นหว่านชิวแค่นเสียงในลำคอ “ข้าแค่พูดความจริง ท่านแม่จะปรักปรำข้าเช่นนี้หรือ”

“ความจริงอะไรกัน! เจ้าดูสารรูปพี่เจ้าสิ!” เสิ่นต้าไห่คำราม ก่อนจะช้อนร่างของเสิ่นเจียวเจียวขึ้นอุ้ม “ข้าจะพาลูกไปพักผ่อน! เรื่องเสบียงอะไรนั่นไว้ค่อยว่ากันทีหลัง! หากลูกสาวข้าเป็นอะไรไป ข้าไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่!”

กล่าวจบ สองสามีภรรยาก็รีบหอบหิ้วบุตรสาวผู้บอบบางราวกับดอกไม้ขาว เดินฝ่าฝูงชนกลับบ้านไปทันที ทิ้งให้เสิ่นหว่านชิวและผู้ใหญ่บ้านยืนเผชิญหน้ากันกลางลานกว้าง บรรยากาศแห่งชัยชนะเมื่อครู่สลายไปสิ้น เหลือเพียงความกระอักกระอ่วนที่เข้ามาแทนที่

ผู้ใหญ่บ้านชิงเหอถอนหายใจยาว “เฮ้อ...ในเมื่อเจ้าบ้านเขามีเรื่องด่วนเช่นนี้...เรื่องแบ่งเสบียงคงต้องเลื่อนไปก่อน เอาไว้รอให้เรื่องสงบแล้วข้าจะมาจัดการให้”

คำพูดของผู้ใหญ่บ้านเท่ากับเป็นการยุติสถานการณ์ตรงหน้า ชาวบ้านเมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรให้ดูแล้วจึงค่อยๆ สลายตัวไป ทิ้งให้เสิ่นหว่านชิวยืนกำหมัดแน่นอยู่เพียงลำพัง นางเข้าใจในทันที นี่คือแผนถ่วงเวลาของพวกเขา! ช่างเป็นการตอบโต้ที่น่ารังเกียจสิ้นดี!

...

เมื่อกลับมาถึงบ้านตระกูลเสิ่น เสิ่นเจียวเจียวที่ "หมดสติ" ก็ถูกวางลงบนเตียงในห้องนอนอย่างนุ่มนวล ทันทีที่ประตูปิดลง ดวงตาที่เคยปิดสนิทก็ค่อยๆ ปรือขึ้นมาอย่างช้าๆ ริมฝีปากที่เคยซีดขาว บัดนี้กลับเม้มแน่นด้วยความขุ่นแค้น

“นังสารเลวเสิ่นหว่านชิว! มันกล้าทำกับข้าถึงเพียงนี้!” นางทุบเตียงด้วยความเจ็บใจ น้ำตาคลอหน่วย “ท่านพ่อ ท่านแม่ ท่านดูสิคะ มันทำให้ข้าต้องอับอายขายหน้าผู้คน ตอนนี้ทั้งหมู่บ้านคงมองข้าเป็นตัวตลกไปแล้ว!”

จางชุ่ยฮวารีบเข้าไปกุมมือบุตรสาวพลางลูบหลังปลอบโยน “ใจเย็นๆ ก่อนนะเจียวเจียว แม่อยู่ตรงนี้แล้ว ไม่มีใครทำอะไรลูกได้”

“จะไม่มีได้ยังไง!” เสิ่นเจียวเจียวสะอื้นฮัก “ตอนนี้แต้มกงเฝินมันก็เปิดเผยแล้ว โควต้างานในโรงงาน...ตำแหน่งของข้า...ท่านแม่...ข้าจะทำอย่างไรดี”

เมื่อได้ยินเรื่องโควต้างาน แววตาของจางชุ่ยฮวาและเสิ่นต้าไห่ก็หม่นแสงลงอย่างเห็นได้ชัด นั่นคือสิ่งที่พวกเขากังวลที่สุดเช่นกัน แผนการที่วางไว้พังไม่เป็นท่า แถมยังเสียหน้ากลางที่ประชุมอีกต่างหาก

เสิ่นต้าไห่นั่งลงบนเก้าอี้ข้างเตียงด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ควันโขมงออกจากกล้องยาสูบไม่หยุด “ข้าก็จนปัญญาเหมือนกัน นังเด็กนั่นมันปีกกล้าขาแข็งเกินไปแล้ว ขนาดผู้ใหญ่บ้านยังเข้าข้างมัน”

“แล้วเราจะยอมแพ้มันง่ายๆ อย่างนี้หรือคะ” เสิ่นเจียวเจียวถามเสียงสั่นเครือ

“ยอมแพ้รึ?” จางชุ่ยฮวาแค่นหัวเราะ ดวงตาฉายแววอำมหิต “ไม่มีทาง! ในเมื่อแผนแรกใช้ไม่ได้ผล เราก็ต้องใช้แผนต่อไป!”

นางหันไปสบตากับสามี ก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงที่กดต่ำลงจนน่าขนลุก “ต้าไห่ ข้าว่า...นังหว่านชิวมันเป็นหนามยอกอกพวกเราเกินไปแล้ว เก็บไว้ก็มีแต่จะสร้างปัญหา倒不如...” (倒不如 - dào bùrú -倒不如 - สู้...ไม่ดีกว่าหรือ)

เสิ่นต้าไห่ชะงักไปครู่หนึ่ง ราวกับเข้าใจความหมายในแววตาของภรรยา เขาวางกล้องยาสูบลง พลางพยักหน้าช้าๆ “ข้าก็คิดเช่นนั้น...ในเมื่อมันไม่เชื่อฟัง ก็ไม่จำเป็นต้องเก็บไว้ให้เปลืองข้าวสุกอีกต่อไป”

เขาขยับเข้าไปใกล้ภรรยาและบุตรสาว กระซิบด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม “ข้าได้ยินข่าวมาว่า...พ่อม่ายหวังที่หมู่บ้านข้างๆ กำลังหาภรรยาใหม่ เขาอายุมากแล้ว แถมลูกติดก็หลายคน แต่ฐานะดีไม่ใช่เล่น ได้ยินว่าเขาพร้อมจ่ายค่าสินสอดถึงสามร้อยหยวน!”

สามร้อยหยวน!

ดวงตาของจางชุ่ยฮวาเบิกกว้างเป็นประกายวาบ! เงินจำนวนมหาศาลขนาดนั้น! มันมากพอที่จะให้เสิ่นจื้อหมิงลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของนางได้แต่งสะใภ้ดีๆ เข้าบ้าน หรือจะเอาไปซื้อของมีค่าอย่างจักรยานหรือวิทยุก็ยังได้!

“ท่านพูดจริงหรือ!”

“จริงแท้แน่นอน!” เสิ่นต้าไห่กล่าวอย่างมั่นใจ “เราแค่บอกแม่สื่อว่านังหว่านชิวมันถึงวัยออกเรือนแล้ว ด้วยเงินสินสอดขนาดนี้ ต่อให้ต้องลากตัวมันไปเข้าพิธี ข้าก็จะทำ!”

เสิ่นเจียวเจียวที่นอนฟังอยู่บนเตียง ในใจพลันรู้สึกสะใจอย่างบอกไม่ถูก นางเช็ดน้ำตาป้อยๆ แสร้งทำเป็นกล่าวด้วยน้ำเสียงกังวล “แต่...แต่ว่าพี่หว่านชิวจะยอมหรือคะ นั่นพ่อม่ายหวังเลยนะ ทั้งแก่ทั้งอัปลักษณ์...”

จางชุ่ยฮวาตบที่นอนเบาๆ “เรื่องนั้นลูกไม่ต้องห่วง มันจะยอมหรือไม่ยอมก็ช่างหัวมัน! ขอแค่ได้เงินมาก็พอแล้ว ถึงตอนนั้นมันจะไปเป็นหรือตายอยู่ที่บ้านตระกูลหวังก็ไม่เกี่ยวกับเราอีก!”

แผนการอันชั่วร้ายได้ก่อตัวขึ้นในห้องเล็กๆ แห่งนี้ โดยเปลี่ยนเป้าหมายจากแค่การขโมยโควต้างาน มาเป็นการซื้อขายชีวิตของเสิ่นหว่านชิวเพื่อแลกกับเงินก้อนโต

...

ขณะเดียวกัน เสิ่นหว่านชิวที่ถูกทิ้งให้ยืนเดียวดายก็เดินกลับมายังห้องเก็บฟืนเก่าซอมซ่อของนางด้วยหัวใจที่เย็นเยียบ นางรู้ว่าการต่อสู้ยังไม่จบ แผนของตระกูลเสิ่นจะต้องโหดเหี้ยมกว่าที่คิด ท้องของนางเริ่มร้องประท้วง เมื่อนึกได้ว่าชัยชนะเรื่องการแบ่งปันธัญพืชของนางถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด

นางคงหวังพึ่งพาข้าวต้มใสจากครัวใหญ่อีกไม่ได้แล้ว

เสิ่นหว่านชิวนั่งลงในมุมมืดของห้อง สมาธิจดจ่ออยู่กับห้วงความคิด “ระบบ”

เพียงแค่คิด หน้าจอโปร่งแสงที่คุ้นเคยก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า มีเพียงนางเท่านั้นที่มองเห็น รายการสินค้าพื้นฐานปรากฏขึ้นมาเป็นแถว ข้าวสาร แป้งขาว น้ำมันหมู...และน้ำตาลทราย

ดวงตาของนางพลันเป็นประกายขึ้นมา!

น้ำตาลทรายในยุคนี้ถือเป็นของมีค่า หายากยิ่งกว่าไข่ไก่เสียอีก!

นางนึกถึงคุณย่าหวังที่อาศัยอยู่ท้ายหมู่บ้าน สามีและลูกชายของคุณย่าเสียชีวิตในสงคราม เหลือเพียงตัวคนเดียวกับไก่แก่ๆ ไม่กี่ตัวที่เลี้ยงไว้เพื่อแลกเปลี่ยนของกินของใช้ประทังชีวิต คุณย่าหวังเป็นคนซื่อตรงและเก็บความลับได้ดีที่สุด

เสิ่นหว่านชิวไม่ลังเล นางใช้แต้มสะสมเล็กน้อยที่ได้มาจากการเปิดระบบครั้งแรก แลกซื้อน้ำตาลทรายขาวละเอียดหนึ่งห่อเล็กๆ วัตถุโปร่งแสงในมือค่อยๆ แปรสภาพเป็นห่อกระดาษที่จับต้องได้จริง ความรู้สึกมหัศจรรย์นี้ทำให้นางใจชื้นขึ้นมา

นางซ่อนห่อน้ำตาลไวในอกเสื้ออย่างระมัดระวัง แล้วจึงเดินเลี่ยงออกจากบ้านตระกูลเสิ่น มุ่งตรงไปยังกระท่อมท้ายหมู่บ้าน

การแลกเปลี่ยนเป็นไปอย่างราบรื่นกว่าที่คิด คุณย่าหวังถึงกับน้ำตาซึมเมื่อเห็นน้ำตาลทรายขาวละเอียด ท่านไม่เคยได้ลิ้มรสของดีเช่นนี้มานานหลายปีแล้ว ท่านมอบไข่ไก่สดใหม่ให้เสิ่นหว่านชิวถึงหกฟองเป็นการตอบแทน

เสิ่นหว่านชิวซ่อนไข่ไก่ไว้ในตะกร้าที่คลุมด้วยฟางอย่างดี นี่คืออาหารมื้อแรกที่นางหามาได้ด้วยสติปัญญาและความสามารถของนางเอง ความรู้สึกอิ่มเอมใจแผ่ซ่านไปทั่วร่าง

เมื่อกลับมาถึงห้องเก็บฟืนอีกครั้ง ความมืดเริ่มโรยตัวลงมาปกคลุมไปทั่วหมู่บ้าน นางกำลังจะหาวิธีต้มไข่กินอย่างเงียบๆ แต่แล้วเสียงพูดคุยแผ่วเบาที่ลอดมาจากห้องนอนใหญ่ของบ้านก็ทำให้หูของนางผึ่งขึ้น

เสียงนั้นเป็นของเสิ่นต้าไห่และจางชุ่ยฮวา แม้จะเบาแต่ด้วยความที่ผนังบ้านทำจากดินและฟางก็มิอาจกั้นเสียงสนทนาอันชั่วร้ายนั้นได้

“...พรุ่งนี้เจ้าไปติดต่อแม่สื่อจางได้เลย บอกไปว่าลูกสาวเราพร้อมออกเรือนแล้ว เน้นย้ำเรื่องสินสอดสามร้อยหยวนให้ดี!”

“ข้ารู้แล้วน่า! แค่คิดว่าจะได้เงินก้อนนั้นมานอนกอด ข้าก็นอนตาหลับแล้ว! ส่วนนังตัวปัญหานั่น...พอได้เงินมาเมื่อไหร่ เราก็ถีบหัวส่งมันไปให้พ้นๆ ได้เสียที!”

เสียงหัวเราะอย่างชั่วร้ายของคนทั้งสองดังลอดเข้ามาในโสตประสาทของเสิ่นหว่านชิว

หัวใจของนางพลันร่วงหล่นสู่จุดที่เย็นเยียบที่สุด...

ขายรึ? พวกเขาคิดจะขายนางให้กับพ่อม่ายแก่เพื่อเงินเพียงสามร้อยหยวน! นี่ไม่ใช่แค่การแย่งชิงโอกาส แต่เป็นการผลักไสไล่ส่งนางไปลงนรกทั้งเป็น!

กำปั้นเล็กๆ ของเสิ่นหว่านชิวกำแน่นจนสั่นสะท้าน ไข่ไก่ที่เพิ่งได้มาบัดนี้กลับดูไร้ค่าไปเลยเมื่อเทียบกับแผนการอันน่ารังเกียจที่นางเพิ่งได้ยิน แต่แทนที่จะหวาดกลัว...ดวงตาของนางกลับลุกโชนขึ้นด้วยเปลวไฟแห่งการต่อสู้ที่รุนแรงกว่าเดิม

ในเมื่อพวกท่านไร้เยื่อใยถึงเพียงนี้...ก็อย่าหาว่าข้าใจร้ายก็แล้วกัน