ตอนที่ 4

***บทที่ 4: ทวงคืนแต้มกงเฝิน***

บรรยากาศ ณ ลานหน้าบ้านตระกูลเสิ่นพลันเยียบแข็งราวกับถูกแช่แข็งในบัดดล มือที่เงื้อค้างของเสิ่นต้าไห่ถูกท่อนแขนกำยำของลู่เหยียนเฉิงบีบจับไว้แน่นดุจคีมเหล็ก แรงกดอันมหาศาลส่งผลให้ใบหน้าของเสิ่นต้าไห่บิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดระคนอัปยศอดสู

“ลุงเสิ่น”

น้ำเสียงทุ้มต่ำและเยียบเย็นของลู่เหยียนเฉิงแม้ไม่ดัง แต่กลับทรงพลังพอที่จะหยุดทุกความเคลื่อนไหว ดวงตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่หลุกหลิกของเสิ่นต้าไห่ ฉายแววกดดันอย่างไม่ปิดบัง

“ปล่อย!” เสิ่นต้าไห่เค้นเสียงลอดไรฟัน พยายามบิดข้อมือออกแต่ก็ไร้ผล “นี่มันเรื่องในครอบครัวของฉัน!”

ลู่เหยียนเฉิงไม่ตอบ เขาเพียงแค่เพิ่มแรงบีบขึ้นอีกเล็กน้อย ส่งผลให้เสิ่นต้าไห่ต้องสูดปากด้วยความเจ็บปวด การกระทำนั้นชัดเจนยิ่งกว่าคำพูดนับร้อยพันคำ

เสิ่นหว่านชิวซึ่งยังคงนั่งอยู่บนพื้นดินเย็นเฉียบเงยหน้าขึ้นมองแผ่นหลังกว้างใหญ่องอาจนั้น ความอบอุ่นสายหนึ่งพลันแล่นวาบเข้าสู่หัวใจที่เคยด้านชาของนาง ในขณะเดียวกัน ความหิวโหยและอ่อนเพลียจากการถูกขังก็เริ่มส่งผล ความรู้สึกหน้ามืดแล่นปราดขึ้นมาจนภาพตรงหน้าเริ่มพร่าเลือน

‘ไม่ได้...จะมาหมดแรงตอนนี้ไม่ได้!’ นางกัดริมฝีปากล่างของตนเองอย่างแรง พลางรวบรวมสมาธิเพื่อเรียกใช้สิ่งเดียวที่เป็นความหวังของนางในตอนนี้

‘ระบบ! ข้าต้องการพลังงานด่วนที่สุด!’

[รับทราบคำสั่ง กำลังดำเนินการ]

สิ้นเสียงไร้ตัวตนในห้วงความคิด วัตถุสี่เหลี่ยมเล็กๆ ห่อด้วยกระดาษแก้วก็ปรากฏขึ้นในฝ่ามือของนางที่กำแน่นอยู่ข้างกาย เสิ่นหว่านชิวอาศัยจังหวะที่ทุกสายตากำลังจับจ้องไปยังการเผชิญหน้าระหว่างบุรุษสองคน รีบแกะลูกอมรสผลไม้ส่งเข้าปากอย่างรวดเร็ว ความหวานหอมและพลังงานที่แฝงอยู่ค่อยๆ ซึมซาบไปทั่วร่าง ขับไล่ความอ่อนล้าและทำให้สมองของนางกลับมาปลอดโปร่งอีกครั้ง

“เกิดเรื่องอะไรกัน! ส่งเสียงเอะอะโวยวายอะไรกันตั้งแต่หัววัน!”

เสียงทรงอำนาจของผู้ใหญ่บ้านชิงเหอดังขึ้น พร้อมกับการปรากฏตัวของชายวัยกลางคนร่างท้วมที่เดินแหวกฝูงชนเข้ามา ใบหน้าของเขาฉายแววหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเห็นสภาพความวุ่นวายตรงหน้า

“ผู้ใหญ่บ้าน!” จางชุ่ยฮวาเป็นคนแรกที่ได้สติ นางรีบปรี่เข้าไปฟ้อง “ท่านดูนังลูกอกตัญญูคนนี้สิคะ! มันใส่ร้ายน้องสาวตัวเองไม่พอ ยังคิดจะทำลายชื่อเสียงของครอบครัวอีก!”

เสิ่นต้าไห่เมื่อเห็นผู้ใหญ่บ้านมาถึง ก็เหมือนได้ที่พึ่ง เขาสะบัดข้อมือหลุดจากการเกาะกุมของลู่เหยียนเฉิงในที่สุด ก่อนจะชี้หน้าด่าทอเสิ่นหว่านชิว “ใช่แล้วท่านผู้ใหญ่บ้าน! นังตัวดีนี่มันปีนเกลียว คิดจะเหยียบหัวพ่อแม่!”

ชาวบ้านเริ่มส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่ สถานการณ์เริ่มจะเอนเอียงไปทางตระกูลเสิ่นอีกครั้งด้วยวาทศิลป์การกลับดำเป็นขาวของจางชุ่ยฮวา

แต่ครั้งนี้...เสิ่นหว่านชิวไม่ยอมอีกต่อไปแล้ว!

นางใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่ได้จากลูกอมของระบบพยุงกายลุกขึ้นยืนอย่างมั่นคง แม้เสื้อผ้าจะมอมแมมแต่แววตาของนางกลับสุกใสและเด็ดเดี่ยวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

“ท่านผู้ใหญ่บ้าน” เสิ่นหว่านชิวเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ดังฟังชัด ไม่สั่นเครือแม้แต่น้อย “เรื่องโควต้างานเป็นเรื่องหนึ่ง แต่สิ่งที่ข้ากำลังจะเรียกร้องในตอนนี้ คือความยุติธรรมในเรื่องปากท้องของข้าเอง!”

คำพูดของนางทำให้ทุกคนประหลาดใจ แม้แต่ผู้ใหญ่บ้านก็ยังเลิกคิ้วขึ้นด้วยความสนใจ

“ข้าทำงานในคอมมูน ได้แต้มกงเฝินไม่เคยขาด แต่เสบียงที่บ้านตระกูลเสิ่นแบ่งให้ข้ากลับมีเพียงข้าวต้มใสๆ ที่แทบจะส่องเห็นเงาตัวเองได้! ในขณะที่คนอื่นๆ ในบ้านได้กินข้าวสวยผสมธัญพืช!”

“หนอย! นังเด็กปากไม่มีหูรูด!” จางชุ่ยฮวาแผดเสียงแหลม “แกจะพูดจาเหลวไหลไปถึงไหน! บ้านเรามีเสบียงเท่าไหร่ใครๆ ก็รู้ จะให้กินดีอยู่ดีกันทุกคนได้อย่างไร!”

“เช่นนั้นก็ดีเลยค่ะ” เสิ่นหว่านชิวสวนกลับทันควัน “ในเมื่อท่านแม่บอกว่าข้าพูดจาเหลวไหล เพื่อพิสูจน์ความจริง ข้าขอให้ท่านผู้ใหญ่บ้านนำสมุดบัญชีบันทึกแต้มกงเฝินของหมู่บ้านออกมาตรวจสอบ!”

ข้อเรียกร้องนี้ทำให้ทุกคนตกตะลึง!

การนำสมุดบัญชีกงเฝินออกมาเปิดเผยต่อหน้าสาธารณชนไม่ใช่เรื่องเล็กๆ มันคือการท้าทายอำนาจของหัวหน้าครอบครัวอย่างซึ่งๆ หน้า!

“เหลวไหล!” เสิ่นต้าไห่ตวาดลั่น ใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ “เรื่องขี้ผงแค่นี้ต้องให้ถึงกับเปิดสมุดบัญชีเลยรึ!”

“หากเป็นเรื่องจริงก็ไม่เห็นจะต้องกลัวอะไรนี่คะท่านพ่อ” เสิ่นหว่านชิวตอบกลับอย่างไม่เกรงกลัว “หรือว่า...ที่ท่านไม่กล้า ก็เพราะสิ่งที่ข้าพูดเป็นความจริงทุกประการ!”

คำพูดของนางเหมือนน้ำมันที่ราดลงบนกองไฟ ชาวบ้านเริ่มซุบซิบกันเสียงดังขึ้น หลายคนพยักหน้าเห็นด้วยกับเสิ่นหว่านชิว

ผู้ใหญ่บ้านชิงเหอขมวดคิ้วมุ่น เขามองหน้าเสิ่นต้าไห่ที่กำลังโกรธจนตัวสั่นสลับกับเสิ่นหว่านชิวที่ยืนหยัดอย่างทระนง และสุดท้ายสายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นลู่เหยียนเฉิงที่ยืนกอดอกพิงต้นไม้อยู่ไม่ไกล แม้ชายหนุ่มจะไม่ได้พูดอะไร แต่สายตาเย็นชาที่จับจ้องมาก็สร้างแรงกดดันได้อย่างมหาศาล

เขาไม่อยากให้เรื่องบานปลายไปมากกว่านี้ “เอาเถอะ! ในเมื่อเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว เพื่อความยุติธรรมและความสงบสุขของหมู่บ้าน...สหายจี้หลี่ ไปเอาสมุดบัญชีกงเฝินของปีนี้มา!”

เสมียนบัญชีของหมู่บ้านรับคำแล้วรีบวิ่งไปที่ทำการคอมมูนทันที ใบหน้าของจางชุ่ยฮวาและเสิ่นเจียวเจียวซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด มีเพียงเสิ่นจื้อหมิง น้องชายคนเล็กที่ถูกตามใจจนเคยตัวเท่านั้นที่ยังไม่เข้าใจสถานการณ์

“ทำไมต้องวุ่นวายขนาดนี้ด้วย!” เด็กหนุ่มตะโกนขึ้นอย่างไม่พอใจ “พี่สาวรองทำงานหนักก็สมควรได้กินของดีๆ อยู่แล้ว! ส่วนเธอมันก็แค่...”

ยังไม่ทันที่เสิ่นจื้อหมิงจะพูดจบประโยค สายตาของเขาก็สบเข้ากับดวงตาคมกริบเย็นเยียบของลู่เหยียนเฉิงเข้าพอดี เพียงแค่แววตาเดียวที่มองมา ก็ราวกับมีก้อนน้ำแข็งขนาดมหึมาทุ่มเข้าใส่กลางอก ความกล้าทั้งหมดของเด็กหนุ่มพลันหดหายไปในบัดดล เขาถึงกับสะดุ้งโหยงแล้วหุบปากฉับ ยืนตัวแข็งทื่อไม่กล้าส่งเสียงใดๆ ออกมาอีก

ไม่นานนัก เสมียนจี้หลี่ก็กลับมาพร้อมกับสมุดเล่มหนาในมือ

“ท่านผู้ใหญ่บ้าน สมุดบัญชีมาแล้วครับ”

ผู้ใหญ่บ้านพยักหน้ารับ ก่อนจะเปิดสมุดออกต่อหน้าทุกคน แล้วเริ่มอ่านตัวเลขที่บันทึกไว้ออกมาเสียงดังฟังชัด

“เดือนที่ผ่านมา...เสิ่นจื้อหมิง ทำงาน 15 วัน ได้ 120 แต้ม...เสิ่นเจียวเจียว ทำงาน 18 วัน ได้ 144 แต้ม...”

จางชุ่ยฮวายืดอกขึ้นอย่างภาคภูมิใจ

“...ส่วนเสิ่นหว่านชิว ทำงานเต็ม 30 วัน ไม่มีวันหยุด ได้...270 แต้ม!”

เสียงฮือฮาดังกระหึ่มขึ้นจากทั่วทุกสารทิศ!

270 แต้ม! แต้มของเสิ่นหว่านชิวคนเดียว มากกว่าแต้มของเสิ่นเจียวเจียวและเสิ่นจื้อหมิงรวมกันเสียอีก! ตัวเลขนี้คือหลักฐานที่ไม่อาจปฏิเสธได้ มันตบหน้าตระกูลเสิ่นฉาดใหญ่กลางฝูงชน!

เสิ่นหว่านชิวกำหมัดแน่น หัวใจเต้นระรัวด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย นี่คือหยาดเหงื่อแรงกายของนาง คือความเหนื่อยยากที่นางทุ่มเทมาตลอด บัดนี้มันได้กลายเป็นอาวุธที่ทรงพลังที่สุดในการทวงคืนศักดิ์ศรีของตนเอง

“ท่านผู้ใหญ่บ้าน บัดนี้ความจริงปรากฏแล้ว” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ข้าทำงานหนักที่สุดในบ้าน แต่กลับต้องกินข้าวต้มใสกับผักดอง ข้าขอเรียกร้องความเป็นธรรม ขอนำเสบียงส่วนของข้าแยกออกมาจัดการเองนับจากนี้ไป!”

ผู้ใหญ่บ้านชิงเหอมองหน้าเสิ่นต้าไห่และจางชุ่ยฮวาที่หน้าซีดเป็นไก่ต้ม ก่อนจะถอนหายใจยาว “ในเมื่อหลักฐานชัดเจนเช่นนี้...เพื่อตัดปัญหาและลดความขัดแย้ง ข้าตัดสินให้ตระกูลเสิ่น แบ่งเสบียงธัญพืชตามสัดส่วนแต้มกงเฝินให้แก่เสิ่นหว่านชิวในทันที!”

คำตัดสินของผู้ใหญ่บ้านเปรียบดังสายฟ้าที่ฟาดลงกลางใจของจางชุ่ยฮวาและเสิ่นต้าไห่ มันคือการประกาศชัยชนะอย่างสมบูรณ์แบบของเสิ่นหว่านชิว!

ชาวบ้านต่างพยักหน้าเห็นด้วยกับคำตัดสินที่ยุติธรรมนี้ เสมียนจี้หลี่เตรียมจะไปตวงธัญพืชจากยุ้งฉางของตระกูลเสิ่นตามคำสั่ง

ทว่า ในจังหวะที่เสิ่นหว่านชิวกำลังจะได้รับชัยชนะที่นางต่อสู้มาด้วยตัวเองนั้นเอง...

“ว้าย! เจียวเจียว! เจียวเจียวเป็นอะไรไป!”

เสียงกรีดร้องของจางชุ่ยฮวาดังขึ้น พร้อมกับร่างของเสิ่นเจียวเจียวที่ขาวซีดราวกับกระดาษ ทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น ดวงตาของนางเหลือกขึ้น ก่อนจะหมดสติไปต่อหน้าต่อตาทุกคน