ตอนที่ 3
***บทที่ 3: แฉประจานกลางหมู่บ้าน***
แสงอรุณแรกแห่งรุ่งสางสาดส่องผ่านรอยแตกของผนังห้องเก็บฟืน ปลุกเสิ่นหว่านชิวจากการหลับใหลที่ไม่สนิทนัก พลังงานจากซาลาเปาเนื้อเมื่อคืนยังคงไหลเวียนอยู่ในร่าง มอบพละกำลังที่นางไม่เคยมีมาก่อน ความคิดของนางแจ่มกระจ่างราวกับผืนน้ำในฤดูสารท
นางไม่รอช้า ลุกขึ้นสำรวจบานประตูไม้เก่าซอมซ่อที่กั้นขวางอิสรภาพของนาง กลอนเหล็กถูกลงไว้จากด้านนอกอย่างแน่นหนา ชัดเจนว่าไม่ต้องการให้นางออกมาได้โดยง่าย
แต่คนอย่างจางชุ่ยฮวาคงคาดไม่ถึง ว่าเสิ่นหว่านชิวคนใหม่ผู้นี้ไม่ได้มีเพียงความแค้น แต่ยังมีเรี่ยวแรงที่ได้มาจากมิติพิเศษ!
เสิ่นหว่านชิวถอยหลังไปสองก้าว สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะพุ่งร่างเข้ากระแทกบานประตูอย่างเต็มแรง!
*ปัง!*
เสียงไม้ลั่นเอี๊ยดอ๊าดดังสนั่น ประตูสั่นสะเทือนแต่ยังไม่พังทลายลง ความเจ็บแปลบแล่นปราดไปทั่วหัวไหล่ แต่หญิงสาวเพียงแค่กัดฟันแน่น นางถอยกลับไปตั้งหลักอีกครั้ง รวบรวมพละกำลังทั้งหมดที่มีพุ่งเข้าใส่เป็นครั้งที่สอง
*โครม!*
คราวนี้สลักไม้เก่าแก่ที่ยึดกลอนไว้ไม่อาจทนทานได้อีกต่อไป มันแตกหักและหลุดกระเด็นออกไปพร้อมกับบานประตูที่เปิดอ้าออกสู่ภายนอก เสียงดังสนั่นปลุกให้สรรพชีวิตในยามเช้าของหมู่บ้านชิงเหอต้องตื่นตระหนก
เสิ่นหว่านชิวเดินโซซัดโซเซออกมาสู่ลานหน้าบ้าน แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องกระทบร่างที่บอบบางและมอมแมมของนาง เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นและเศษหญ้า เส้นผมยุ่งเหยิงไม่เป็นทรง ใบหน้าซูบตอบแต่ดวงตากลับทอประกายกล้าแกร่งอย่างน่าประหลาด
นางไม่เสียเวลาแม้แต่วินาทีเดียว ทรุดกายนั่งลงบนพื้นดินหน้าประตูบ้าน แล้วแผดเสียงร้องไห้โฮออกมาสุดเสียง!
“โฮ...สวรรค์! เหตุใดท่านจึงใจร้ายกับข้านัก! ข้าทำผิดอันใดหรือ...ฮือๆๆ...แม่คะ! ท่านแม่! ท่านทำกับลูกเช่นนี้ได้อย่างไร!”
เสียงร้องไห้ที่ทั้งดังและแฝงไว้ด้วยความรวดร้าวปานจะขาดใจของนางดังไปทั่วบริเวณโดยรอบ มันเป็นเสียงที่แตกต่างจากเสิ่นหว่านชิวคนเดิมที่มักจะเงียบขรึมและเก็บงำความรู้สึก ชาวบ้านหลายคนที่กำลังเตรียมตัวจะออกไปทำงานในทุ่งนาถึงกับต้องหยุดชะงักและหันมามองด้วยความประหลาดใจ
ไม่นานนัก ประตูบ้านข้างเคียงก็เริ่มเปิดออก ป้าจางที่กำลังจะไปซักผ้าที่ริมคลองชะโงกหน้าออกมามอง ป้าหลี่ที่กำลังกวาดลานบ้านก็หยุดมือแล้วเดินเข้ามาใกล้ขึ้น
“เกิดอะไรขึ้นน่ะ? นั่นลูกสาวคนรองของบ้านเสิ่นไม่ใช่รึ?”
“นางร้องห่มร้องไห้ทำไมแต่เช้า? หรือว่าถูกจางชุ่ยฮวารังแกอีกแล้ว?”
เสิ่นหว่านชิวยิ่งได้ใจ เมื่อเห็นว่ามีคนเริ่มให้ความสนใจ นางก็ยิ่งปล่อยโฮเสียงดังขึ้นอีก พลางทุบหน้าอกคร่ำครวญราวกับเจ็บปวดเจียนตาย
“ข้าเป็นลูกสาวของท่านแท้ๆ...ทำงานหนักในนาก็ไม่เคยเกี่ยง ได้แต้มกงเฝินมาก็มอบให้ครอบครัวทั้งหมด...แต่ท่านกลับขังข้าไว้ในห้องเก็บฟืน ไม่ให้ข้าว ไม่ให้น้ำ...เพียงเพราะ...เพียงเพราะพี่สาวอยากได้โควต้าตำแหน่งงานของข้าในโรงงานทอผ้าเท่านั้นหรือคะ! ฮือ...ท่านจะปล่อยให้ข้าอดตายจริงๆ หรือ!”
คำพูดของนางราวกับระเบิดที่ถูกโยนลงกลางวงสนทนาของชาวบ้าน!
โควต้างานในโรงงานทอผ้า! นั่นมันชามข้าวเหล็กที่ทุกคนใฝ่ฝัน! การได้เป็นคนงานในเมืองหมายถึงชีวิตที่สุขสบายและมีหน้ามีตา ทุกคนในหมู่บ้านต่างรู้ดีว่าโควต้านี้เป็นของเสิ่นหว่านชิว แต่ไม่มีใครคาดคิดว่าตระกูลเสิ่นจะกล้าทำเรื่องเลวร้ายถึงขั้นขังลูกสาวตัวเองเพื่อแย่งชิงมันมา!
“อะไรนะ! ขโมยโควต้างานรึ?”
“จางชุ่ยฮวานี่มันเกินไปแล้วนะ! ลำเอียงก็ส่วนลำเอียง แต่นี่มันบีบให้ลูกตัวเองไปตายชัดๆ!”
“ข้าว่าแล้ว...เมื่อวานยังเห็นเสิ่นเจียวเจียวเดินคุยหัวร่อต่อกระซิกกับจ้าวเจี้ยนกั๋ว ลูกชายหัวหน้าหมู่บ้านอยู่เลย ที่แท้ก็วางแผนกันอยู่นี่เอง!”
เสียงวิพากษ์วิจารณ์เริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุด ประตูบ้านตระกูลเสิ่นก็ถูกกระชากเปิดออก จางชุ่ยฮวาถลันออกมาด้วยใบหน้าแดงก่ำจากความโกรธ ข้างๆ กันนั้นคือเสิ่นเจียวเจียวในชุดสะอาดสะอ้าน แต่ใบหน้ากลับซีดเผือดราวกับกระดาษ
“เสิ่นหว่านชิว! นังลูกอกตัญญู! แกจะทำให้บ้านเราขายขี้หน้าไปถึงไหน! ลุกขึ้นแล้วเข้าไปในบ้านเดี๋ยวนี้!” จางชุ่ยฮวาตวาดลั่น นิ้วชี้ไปที่ใบหน้าของลูกสาวคนเล็กอย่างเกรี้ยวกราด
เสิ่นหว่านชิวเงยหน้าขึ้นมองมารดา ดวงตาแดงก่ำแต่แววตากลับเยือกเย็น “ขายขี้หน้าหรือคะ? ท่านแม่...เรื่องที่น่าอับอายที่สุดคือการที่แม่คนหนึ่งยอมทำร้ายลูกในไส้เพื่อเอาใจลูกอีกคนต่างหาก! ท่านกล้าสาบานต่อหน้าฟ้าดินและเพื่อนบ้านทุกคนหรือไม่ ว่าท่านไม่ได้ขังข้าเพื่อแย่งโควต้างานไปให้พี่สาว!”
“แก!” จางชุ่ยฮวาถึงกับพูดไม่ออก ความจริงที่ถูกแทงใจดำทำให้นางหน้าเขียวสลับซีด
เสิ่นเจียวเจียวก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าว บีบน้ำตาจนไหลอาบแก้ม “น้องรอง...เธอเข้าใจผิดแล้ว...พี่...พี่ไม่ได้อยากได้งานของเธอนะ...ที่แม่ทำไปก็เพราะเป็นห่วง...เห็นเธอไม่สบายเลยอยากให้พักผ่อน”
ช่างเป็นการแสดงที่ยอดเยี่ยม! แต่เสิ่นหว่านชิวในชาตินี้ไม่ใช่คนโง่ที่จะหลงเชื่ออีกต่อไป!
“พักผ่อนในห้องเก็บฟืนที่ทั้งมืดและอับชื้นโดยไม่มีข้าวกินน่ะหรือ? พี่สาว ท่านช่างปรารถนาดีกับข้าเสียจริง!” นางแค่นเสียงเย็นชา “หากท่านไม่ได้อยากได้งานของข้า แล้วเหตุใดเมื่อวานท่านจึงไปพบพี่จ้าวเจี้ยนกั๋วเล่า? ท่านไปขอร้องให้เขาช่วยพูดกับพ่อเพื่อให้ท่านได้งานนี้แทนข้าใช่หรือไม่!”
เสิ่นเจียวเจียวสะดุ้งสุดตัว! นางรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร!
ชาวบ้านที่ได้ยินดังนั้นต่างก็ส่งเสียงฮือฮาขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้สายตาที่พวกเขามองไปยังเสิ่นเจียวเจียวเต็มไปด้วยความดูแคลน จากดอกบัวขาวผู้บริสุทธิ์ในสายตาพวกเขา บัดนี้กลับกลายเป็นนางงูพิษที่ร้ายกาจ
ขณะที่สถานการณ์กำลังตึงเครียดถึงขีดสุดนั้นเอง เสียงทุ้มห้าวที่เต็มไปด้วยอำนาจก็ดังขึ้นจากทางเข้าลานบ้าน
“พวกแกกำลังทำอะไรกัน! ไม่รู้จักอับอายขายขี้หน้าหรือยังไง!”
เสิ่นต้าไห่ ผู้เป็นประมุขของบ้านกลับมาจากตรวจดูน้ำในนาแต่เช้า เขาเห็นชาวบ้านมุงดูอยู่ที่หน้าบ้านตัวเองพร้อมกับเสียงซุบซินินทาที่ดังเข้าหูไม่หยุด ใบหน้าของเขาพลันดำคล้ำด้วยความโกรธจัด การเสียหน้าต่อหน้าคนทั้งหมู่บ้านเป็นสิ่งที่เขายอมรับไม่ได้!
เมื่อเห็นผู้เป็นพ่อกลับมา จางชุ่ยฮวาก็รีบเข้าไปฟ้อง “ท่านพี่! ดูนังลูกคนนี้สิ! มันกล่าวหาข้ากับเจียวเจียวต่อหน้าคนทั้งหมู่บ้าน!”
เสิ่นต้าไห่ไม่ฟังความใดๆ ทั้งสิ้น เขามองไปยังร่างของเสิ่นหว่านชิวที่ยังคงนั่งอยู่ที่พื้นด้วยสายตาเดือดดาล “นังตัวดี! ลุกขึ้น! แกอยากให้ตระกูลเสิ่นถูกคนทั้งหมู่บ้านหัวเราะเยาะจนพอใจแล้วใช่ไหม!”
เสิ่นหว่านชิวมองตอบกลับไปอย่างไม่เกรงกลัว “สิ่งที่ข้าพูดล้วนเป็นความจริง! ท่านพ่อก็รู้ดีแก่ใจ!”
“ความจริงรึ! ความจริงก็คือแกกำลังทำให้ข้าเสียหน้า!” เสิ่นต้าไห่คำรามลั่น ความอดทนของเขาขาดสะบั้นลง “ข้าจะตบแกให้หายบ้า!”
สิ้นคำ เขาเงื้อมือขึ้นสูง หมายจะฟาดลงบนใบหน้าของลูกสาวอย่างเต็มแรง!
ชาวบ้านหลายคนถึงกับอุทานออกมาด้วยความตกใจ จางชุ่ยฮวาและเสิ่นเจียวเจียวเผยรอยยิ้มสะใจออกมาอย่างไม่ปิดบัง
เสิ่นหว่านชิวหลับตาลง...แต่มิใช่ด้วยความหวาดกลัว หากแต่เป็นความผิดหวังในตัวบุรุษที่ได้ชื่อว่าเป็นพ่อ
*เพียะ!*
เสียงที่ควรจะดังกระทบใบหน้าของนางกลับไม่เกิดขึ้น...
เสิ่นหว่านชิวลืมตาขึ้นช้าๆ สิ่งที่นางเห็นคือแผ่นหลังกว้างและองอาจของบุรุษผู้หนึ่งที่มายืนขวางอยู่ตรงหน้านางตั้งแต่เมื่อใดมิทราบ และท่อนแขนกำยำของเขากำลังจับข้อมือของเสิ่นต้าไห่ที่ค้างอยู่กลางอากาศเอาไว้แน่น!
“ลุงเสิ่น”
น้ำเสียงทุ้มต่ำและเยือกเย็นดังขึ้น ไม่ดังแต่กลับก้องกังวานอยู่ในความเงียบงัน ลู่เหยียนเฉิง ชายหนุ่มผู้เงียบขรึมและเย็นชาที่สุดในหมู่บ้านชิงเหอ หันมาสบตากับเสิ่นต้าไห่อย่างตรงไปตรงมา ดวงตาคมกริบคู่นั้นฉายแววคุกคามอย่างชัดเจน ราวกับราชสีห์ที่กำลังปกป้องอาณาเขตของตน
แรงบีบที่ข้อมือหนักหน่วงจนเสิ่นต้าไห่รู้สึกเจ็บแปลบไปถึงกระดูก ใบหน้าของเขาซีดเผือดด้วยความตื่นตระหนกและอับอาย ทุกสายตาจับจ้องมาที่เหตุการณ์ตรงหน้าเป็นตาเดียว ไม่มีใครคาดคิดว่าลู่เหยียนเฉิงจะยื่นมือเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องของครอบครัวอื่น...โดยเฉพาะอย่างยิ่ง...การออกหน้าปกป้องเสิ่นหว่านชิวอย่างชัดเจนเช่นนี้