ตอนที่ 1

***บทที่ 1: สายลับทะลุมิติ สู่กลียุคภัยแล้ง***

กลิ่นไอดินที่ไหม้เกรียมและแห้งผากลอยแตะจมูก สัมผัสหยาบกระด้างของพื้นดินที่แตกระแหงเสียดสีกับผิวเนื้อ ความเจ็บปวดร้าวลึกแล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กายราวกับถูกฉีกกระชาก

‘ซูมู่เสวี่ย’ สายลับหญิงฝีมือฉกาจแห่งยุคอนาคต จำได้เพียงว่าภารกิจสุดท้ายของนางจบลงด้วยแรงระเบิดมหาศาล สติสัมปชัญญะควรจะดับสูญไปชั่วนิรันดร์ ทว่ายามนี้เปลือกตาที่หนักอึ้งกลับค่อยๆ เปิดขึ้น ภาพเบื้องหน้าไม่ใช่ซากปรักหักพังของฐานทัพศัตรู แต่เป็นลานดินหน้าบ้านซอมซ่อที่แวดล้อมด้วยความแร้นแค้น

ความทรงจำสายหนึ่งหลั่งไหลเข้าสู่สมองอย่างรุนแรง แผ่นดินต้าผิงตอนเหนือ ภัยแล้งปีที่สาม... บัดนี้นางมิใช่สายลับผู้ไร้เทียมทานอีกต่อไป แต่คือ ‘เซี่ยอวิ๋นอาน’ หญิงหม้ายชาวนาผู้อ่อนแอแห่งหมู่บ้านหลินสุ่ย ภรรยาที่เพิ่งสูญเสียสามีไปในกลียุคไฟสงครามและภัยอดอยาก ซ้ำยังต้องแบกรับภาระดูแลครอบครัวที่เหลือรอดเพียงหยิบมือ

"ปล่อยข้านะ! ปล่อย!"

เสียงร้องไห้จ้าของเด็กหญิงตัวน้อยดึงสติของเซี่ยอวิ๋นอานให้กลับคืนสู่ปัจจุบัน นางหันขวับไปตามทิศทางของเสียง ภาพที่เห็นทำให้แววตาที่เคยมืดมนของอดีตสายลับแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นเยียบดุจน้ำแข็งแห่งเหมันตฤดู

บุรุษร่างใหญ่ผู้มีใบหน้าหยาบกระด้าง กำลังใช้มือข้างหนึ่งกำคอเสื้อของ ‘เสิ่นเนี่ยนเซี่ย’ เด็กน้อยวัยห้าขวบผู้เป็นสายเลือดของร่างนี้ ยกขึ้นจนขาลอยเหนือพื้นดิน ส่วนมืออีกข้างหนึ่งกำลังยื้อแย่งถุงผ้าใบเล็กที่บรรจุเสบียงเฮ่อเมี่ยน (แป้งหยาบ) ถุงสุดท้ายของครอบครัว

"ต้าเกอ! (พี่ใหญ่) ข้าขอร้องล่ะ นั่นมันเสบียงเฮือกสุดท้ายของพวกเราแล้ว! ท่านจะเอาไปไม่ได้! แล้วเนี่ยนเซี่ยนางเป็นหลานแท้ๆ ของท่านนะ ท่านจะจับนางไปขายได้อย่างไร!"

‘หลิวหว่านเจียว’ หญิงชราผู้เป็นแม่สามี คุกเข่ากอดขาของบุรุษผู้นั้นแน่น น้ำตาอาบแก้มที่ซูบตอบจนเห็นโหนกแก้มชัดเจน ขณะที่ ‘เสิ่นชิงเฟิง’ บัณฑิตหนุ่มวัยสิบหกปีผู้เป็นน้องสามี พยายามพุ่งตัวเข้าไปแย่งชิงหลานสาวคืนมา แต่ด้วยร่างกายที่ขาดสารอาหารมาแรมเดือน ทำให้เขาถูกเตะกระเด็นล้มกลิ้งไปกับพื้นดินฝุ่นคลุ้ง

"ถอยไปนังแก่จอมสอด!" ‘เสิ่นต้า’ ลุงใหญ่แห่งตระกูลเสิ่น ตะคอกด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม สลัดขาจนหลิวหว่านเจียวล้มลุกคลุกคลาน "แผ่นดินแห้งแล้งจนคนจะกินเนื้อคนกันอยู่แล้ว! เลี้ยงเด็กผู้หญิงไร้ค่าไว้ก็เปลืองข้าวสุก สู้เอาไปขายให้เศรษฐีหมู่บ้านข้างๆ ยังพอแลกน้ำแลกเสบียงต่อชีวิตพวกเราตระกูลเสิ่นสายหลักได้! ส่วนเสบียงถุงนี้ ข้าถือว่าเป็นค่าตอบแทนที่ข้าต้องเหนื่อยเดินทางไปขายนางก็แล้วกัน!"

สันดานดิบของมนุษย์ที่ถูกความหิวโหยครอบงำ เผยให้เห็นธาตุแท้ที่น่ารังเกียจที่สุด

เซี่ยอวิ๋นอานพยุงร่างที่ผอมบางและอ่อนแรงของตนเองให้ลุกขึ้นยืน แม้ร่างกายนี้จะไร้ซึ่งพละกำลังดุจเดิม แต่ทักษะการต่อสู้ระยะประชิด การประเมินสถานการณ์ และสัญชาตญาณนักฆ่าที่ฝังรากลึกอยู่ในจิตวิญญาณหาได้สูญสลายไปไม่

ดวงตาหงส์หรี่ลงเล็กน้อย นางคำนวณระยะห่าง น้ำหนักตัว และจุดอ่อนของศัตรูในเสี้ยววินาที

เมื่อเห็นหลานสาวกำลังจะถูกหิ้วตัวเดินออกจากลานบ้าน เซี่ยอวิ๋นอานไม่พูดพร่ำทำเพลง นางก้าวเท้าแผ่วเบาไร้สุ้มเสียงดุจเงาพราย อาศัยจังหวะที่เสิ่นต้ากำลังหันหลัง พุ่งประชิดตัวด้วยความรวดเร็วที่ขัดกับสภาพร่างกาย

มือเรียวบางที่เคยจับแต่เคียวเกี่ยวข้าว พุ่งฉกเข้าที่ข้อต่อจุดบอดบริเวณข้อมือขวาของเสิ่นต้าอย่างแม่นยำ เซี่ยอวิ๋นอานอาศัยหลักการของคานงัดและแรงเหวี่ยงจากน้ำหนักตัวทั้งหมด บิดข้อมือนั้นสวนทิศทางธรรมชาติอย่างรุนแรง

"กร๊อบ!"

เสียงข้อต่อเคลื่อนหลุดออกจากตำแหน่งดังลั่น พร้อมกับเสียงร้องโหยหวนดั่งสุกรถูกเชือดของเสิ่นต้า มือที่จับคอเสื้อเด็กน้อยคลายออกโดยอัตโนมัติ เซี่ยอวิ๋นอานคว้าตัวเสิ่นเนี่ยนเซี่ยมากอดไว้แนบอกอย่างนุ่มนวล ก่อนจะใช้เท้าซ้ายตวัดเตะเข้าที่ข้อพับเข่าของชายร่างใหญ่เต็มแรง ส่งผลให้ร่างอันหนักอึ้งของเสิ่นต้าทรุดฮวบลงคุกเข่ากระแทกพื้นดินแตกระแหง

ก่อนที่ชายโฉดจะทันได้ตั้งสติหรือด่าทอ ปลายเท้าของหญิงหม้ายผู้อ่อนแอก็กดลงบนลำคอด้านหลังของเขาอย่างเฉียบขาด แรงกดที่พอดีกับเส้นเลือดใหญ่ทำให้ลมหายใจของเสิ่นต้าสะดุด กลิ่นอายสังหารเยือกเย็นแผ่ซ่านออกมาจากร่างบาง คุกคามจนผู้ถูกเหยียบรู้สึกเย็นยะเยือกไปถึงไขสันหลัง

"วางเสบียงลง... แล้วไสหัวไป"

น้ำเสียงของเซี่ยอวิ๋นอานราบเรียบ ไร้ซึ่งอารมณ์โกรธเกรี้ยว ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยอำนาจข่มขวัญที่ทำให้ผู้ฟังแทบลืมหายใจ

เสิ่นต้าตัวสั่นเทิ้มด้วยความหวาดกลัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ความเจ็บปวดที่ข้อมือและแรงกดที่ลำคอทำให้เขาตระหนักว่า หากหญิงขี้ขลาดตรงหน้าออกแรงอีกเพียงนิด คอของเขาคงได้หักสะบั้นคาลานบ้านเป็นแน่ เขาละล่ำละลักทิ้งถุงเสบียงลงกับพื้น พยายามพยุงร่างที่สั่นเทาของตนเองลุกขึ้น

"นัง... นังตัวดี! ฝากไว้ก่อนเถอะ!" เสิ่นต้ากุมข้อมือที่ห้อยต่องแต่ง กัดฟันขู่คำรามด้วยความขลาดเขลา ก่อนจะหันหลังวิ่งเตลิดหนีออกจากบ้านไปราวกับสุนัขจนตรอก โดยไม่กล้าแม้แต่จะหันกลับมามอง

ฝุ่นควันที่ลอยคลุ้งค่อยๆ จางลง ทิ้งไว้เพียงความเงียบสงัดที่ปกคลุมลานบ้าน

หลิวหว่านเจียวและเสิ่นชิงเฟิงเบิกตากว้างจนแทบถลน ทั้งสองมองหญิงสาวร่างผอมบางที่ยืนอยู่กลางลานดินราวกับเห็นคนแปลกหน้า นี่ใช่สะใภ้ใหญ่ผู้ยอมคน ก้มหน้าก้มตาทำงาน และมักจะเอาแต่ร้องไห้เมื่อถูกรังแกคนนั้นจริงๆ หรือ? ความเด็ดขาดและจิตสังหารเมื่อครู่... นางไปเอามาจากที่ใดกัน?

เซี่ยอวิ๋นอานก้มมองเด็กน้อยในอ้อมแขน เสิ่นเนี่ยนเซี่ยซุกหน้าเข้ากับอกมารดา ร่างกายเล็กๆ สั่นเทาอย่างน่าสงสาร นางลูบผมที่แห้งกร้านของเด็กน้อยเบาๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับแม่สามีและน้องสามี แววตาของนางแน่วแน่และทรงพลัง

"ท่านแม่ ชิงเฟิง..." เซี่ยอวิ๋นอานเอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวานชัดเจน เปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์หญิงผู้อ่อนแอในอดีตไปอย่างสิ้นเชิง "นับจากวินาทีนี้ไป ตราบใดที่ข้ายังหายใจ จะไม่มีผู้ใดหน้าไหนมารังแกหรือพรากคนในครอบครัวของเราไปได้อีก เราจะไม่อยู่รอความตายที่นี่"

หลิวหว่านเจียวริมฝีปากสั่นระริก น้ำตาแห่งความโล่งใจและตื้นตันไหลริน นางรีบคลานเข้าไปสวมกอดลูกสะใภ้และหลานสาว ขณะที่เสิ่นชิงเฟิงกำหมัดแน่น แววตาของบัณฑิตหนุ่มฉายแววความเคารพและเลื่อมใสในตัวพี่สะใภ้อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

ทว่า ท่ามกลางความโล่งใจนั้นเอง เหตุการณ์ไม่คาดฝันกลับบังเกิดขึ้น

เสิ่นเนี่ยนเซี่ยที่อยู่ในอ้อมกอด จู่ๆ ก็กระตุกเกร็ง ร่างกายเล็กๆ ร้อนระอุราวกับไฟสุม ริมฝีปากที่แห้งผากเปลี่ยนเป็นสีซีดเผือด ลมหายใจของเด็กน้อยรวยรินลงจนแทบสัมผัสไม่ได้ อาการขาดน้ำและสารอาหารอย่างรุนแรงมาถึงขีดสุดแล้ว!

"เนี่ยนเซี่ย! เนี่ยนเซี่ยเป็นอะไรไป!" หลิวหว่านเจียวกรีดร้องด้วยความตื่นตระหนก

เซี่ยอวิ๋นอานใจหายวาบ นางรีบประคองร่างลูกสาววางลงบนแคร่ไม้ไผ่เก่าๆ ทันใดนั้นเอง อาการวิงเวียนศีรษะอย่างรุนแรงก็จู่โจมนางพร้อมกับเสียงความถี่สูงที่ดังก้องกังวานขึ้นในโสตประสาท เสียงนั้นไม่ใช่เสียงของมนุษย์ ไม่ใช่เสียงของธรรมชาติ แต่เป็นเสียงสะท้อนจากมิติอันเร้นลับที่ซ้อนทับอยู่ในห้วงจิตวิญญาณ!

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ปลุกระบบผู้ช่วย และมิติโกดังโลจิสติกส์]**