ตอนที่ 10
***บทที่ 10: ค่ายกลกับดักหน้าลานบ้าน***
สายลมยามอัสดงพัดโชยมาพาให้ใบไม้แห้งกรอบปลิวว่อน เซี่ยอวิ๋นอานก้าวเดินสำรวจไปรอบลานบ้านอันซอมซ่อ สายตาของนางมิได้มองเห็นเพียงรั้วไม้ไผ่ที่ผุพังหรือพื้นดินขรุขระ ทว่าในห้วงความคิดของอดีตผู้เร้นกายในเงามืด ทุกตารางนิ้วคือสมรภูมิที่สามารถพลิกแพลงใช้สังหารหรือสกัดกั้นผู้บุกรุกได้
"ชิงเฟิง ตามข้ามา" หญิงสาวเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าแฝงไว้ด้วยอำนาจที่ทำให้ผู้ฟังต้องปฏิบัติตาม
บัณฑิตหนุ่มกระชับหอกไม้ไผ่ในมือแน่นก่อนจะก้าวตามพี่สะใภ้ไปหยุดอยู่บริเวณช่องโหว่ของรั้วไม้ที่พังทลายลงมาบางส่วน เซี่ยอวิ๋นอานชี้ลงไปยังพื้นดินบริเวณนั้น "พวกโจรหิวโซย่อมไร้ซึ่งความอดทนและระแวดระวัง หากพวกมันบุกยามวิกาล สิ่งแรกที่พวกมันจะทำคือพุ่งพรวดเข้ามาทางช่องโหว่เหล่านี้เพื่อกอบโกยผลประโยชน์ให้เร็วที่สุด เราจะใช้ความโลภและความประมาทของพวกมันให้เป็นประโยชน์"
นางอธิบายกลยุทธ์การสร้างค่ายกลหลุมพรางขนาดเล็ก ไม่จำเป็นต้องขุดลึกจนฝังคนได้ทั้งตัว ขอเพียงลึกระดับครึ่งหน้าแข้งและแคบพอดีกับขนาดเท้า เมื่อคนวิ่งล่วงตกลงไป น้ำหนักตัวที่โถมไปข้างหน้าจะทำให้ข้อเท้าบิดพับจนเสียหลัก หมดสภาพที่จะก้าวเดินต่อ
เสิ่นชิงเฟิงดวงตาสว่างวาบ สมองของบัณฑิตที่เคยใช้จดจำตำราและชั่งตวงวัด บัดนี้ถูกนำมาประยุกต์ใช้อย่างแยบยล "หากเป็นเช่นนั้น ข้าสามารถคำนวณระยะก้าววิ่งของบุรุษวัยฉกรรจ์ได้ หากเราขุดหลุมสลับฟันปลาตามหลักค่ายกลพยุหะแปดทิศ ไม่ว่าพวกมันจะก้าวเท้าซ้ายหรือขวา ทิ้งระยะสั้นหรือยาว ย่อมต้องเหยียบลงในค่ายกลของเราอย่างหลีกเลี่ยงมิได้!"
"ยอดเยี่ยมมาก" เซี่ยอวิ๋นอานพยักหน้าชื่นชม "ลงมือกันเถิด เวลาของเรามีไม่มากแล้ว"
สองอาซ้อและน้องสามีร่วมแรงกันอย่างเงียบเชียบ จอบและเสียมขนาดเล็กถูกนำมาขุดเจาะพื้นดินเป็นหลุมพรางนับสิบหลุมตามจุดยุทธศาสตร์ที่เสิ่นชิงเฟิงคำนวณไว้ จากนั้นเซี่ยอวิ๋นอานจึงสอนวิธีพรางตา นางใช้กิ่งไม้บางๆ พาดปากหลุม โรยทับด้วยหญ้าแห้งและฝุ่นดิน เมื่อมองผิวเผินในยามค่ำคืน ย่อมกลมกลืนไปกับพื้นลานบ้านอย่างสมบูรณ์แบบ
นอกจากหลุมขวากพรางตาแล้ว นางยังนำเชือกป่านเส้นเก่าที่เหลืออยู่มาทาดินโคลนเพื่อพรางสี ขึงตึงเป็นเส้นสะดุดในระดับข้อเท้าขวางทางเดินหลัก ปลายเชือกผูกติดกับเศษกระดิ่งทองเหลืองเก่ากระดำกระด่างและเศษเครื่องปั้นดินเผาที่แตกหัก หากมีผู้ใดสะดุดเชือกเส้นนี้ นอกจากจะล้มคะมำแล้ว เสียงกระทบกันของเศษกระเบื้องและกระดิ่งจะเป็นสัญญาณเตือนภัยชั้นดีให้แก่คนในบ้าน
เมื่อค่ายกลกับดักหน้าลานบ้านเสร็จสมบูรณ์ ท้องฟ้าก็เริ่มถูกฉาบทาด้วยสีหมึก เซี่ยอวิ๋นอานเรียกเสิ่นชิงเฟิงมายืนเผชิญหน้ากันที่ลานกว้าง
"ชิงเฟิง เจ้าจงจำให้ขึ้นใจ การต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดมิใช่การประลองยุทธ์ของเหล่าวิญญูชน ไม่ต้องรักษากฎเกณฑ์ ไม่ต้องคำนึงถึงศักดิ์ศรี" น้ำเสียงของนางเยียบเย็นและเด็ดขาด "หากต้องปะทะ ห้ามดึงดันเข้าคลุกวงในเด็ดขาด กำลังกายของเจ้ายังสู้พวกมันมิได้ อาวุธของเจ้าคือหอกยาว จุดเด่นคือระยะห่าง!"
นางดึงหอกไม้ไผ่จากมือเขามาสาธิตท่วงท่า "เป้าหมายของเจ้ามีเพียงจุดตายและจุดอ่อนไหว ลำคอ ลิ้นปี่ ข้อพับเข่า และหลังเท้า เมื่อแทงออกไปต้องทุ่มแรงทั้งหมดที่มี และเมื่อแทงทะลุแล้ว... ให้ถอยทันที! ห้ามมัวยืนดูผลงานเด็ดขาด แทงแล้วถอย รักษาระยะห่าง อาศัยความมืดและค่ายกลล่อหลอกพวกมัน"
บัณฑิตหนุ่มรับหอกกลับคืนมา เขาสูดลมหายใจลึก แววตาที่เคยอ่อนโยนและเต็มไปด้วยความเมตตาตามแบบฉบับผู้คงแก่เรียน บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยความเด็ดเดี่ยวและสัญชาตญาณของการปกป้องฝูง เขาฝึกฝนท่วงท่า 'แทงแล้วถอย' ซ้ำแล้วซ้ำเล่าตามคำชี้แนะของพี่สะใภ้ ร่างกายจดจำจังหวะการบิดเอวและการถ่ายเทน้ำหนักจนเกิดความคุ้นชิน
ในขณะเดียวกัน ภายในเรือนอันมืดมิด หลิวหว่านเจียวได้พาสองพี่น้อง เสิ่นจื้อหย่วนและเสิ่นเนี่ยนเซี่ย เข้าไปซ่อนตัวอยู่ในห้องเก็บฟืนที่แคบและอับทึบ หญิงชรามินอมือรอคอยโชคชะตาอีกต่อไป นางรู้ดีว่าลูกสะใภ้และลูกชายกำลังตระเตรียมรับมือศึกหนักอยู่เบื้องนอก ตนเองที่เป็นเพียงหญิงแก่ไร้เรี่ยวแรง ย่อมไม่อาจออกไปเป็นตัวถ่วงได้
มือที่เหี่ยวย่นและหยาบกร้านกอบเอาขี้เถ้าเย็นชืดจากเตาไฟในครัว บรรจุลงในชามกระเบื้องบิ่นและห่อผ้าขนาดเล็กจนเต็ม นางส่งห่อผ้าให้หลานชายคนโต
"อาหย่วน ฟังย่าให้ดี หากมีสิ่งใดผิดพลาดจนทำให้คนชั่วพังประตูห้องนี้เข้ามาได้ เจ้าจงอย่าได้หวาดกลัว" น้ำเสียงของหลิวหว่านเจียวสั่นเครือเล็กน้อย ทว่าแฝงความเด็ดเดี่ยวอย่างที่สุด "เจ้าจงกำขี้เถ้าเหล่านี้ไว้ให้แน่น เมื่อพวกมันยื่นหน้าเข้ามา ให้สาดขี้เถ้าเข้าใส่ดวงตาของพวกมันอย่างสุดแรง แล้วพาข้าน้อยมุดหนีออกไปทางช่องลม ห้ามหันหลังกลับมามองย่าเด็ดขาด เข้าใจหรือไม่!"
เสิ่นจื้อหย่วนกำห่อผ้าบรรจุขี้เถ้าแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว เด็กชายพยักหน้าอย่างหนักแน่น มืออีกข้างโอบกอดน้องสาวตัวน้อยที่ปิดปากเงียบกริบไว้ในอ้อมอก หลิวหว่านเจียวนั่งลงขวางหน้าประตูห้องเก็บฟืน ในมือถือชามขี้เถ้าและท่อนฟืนขนาดเหมาะมือ เตรียมพร้อมที่จะสละชีพเพื่อเป็นปราการด่านสุดท้ายให้แก่สายเลือดตระกูลเสิ่น
ความมืดมิดกลืนกินหมู่บ้านหลินสุ่ยจนหมดสิ้น รอบกายเงียบสงัดจนน่าขนลุก มีเพียงเสียงลมหวีดหวิวที่พัดผ่านรอยแยกของหน้าต่าง เซี่ยอวิ๋นอานและเสิ่นชิงเฟิงเร้นกายอยู่ในเงามืดหลังบานประตูหลัก หอกไม้ไผ่ในมือของบัณฑิตหนุ่มชุ่มไปด้วยเหงื่อ ทว่าลมหายใจของเขากลับผ่อนปรนและราบเรียบขึ้นตามการควบคุมสติ
เวลาไหลผ่านไปอย่างเชื่องช้า ทุกวินาทีคือการทนทรมานกับการรอคอย
ทันใดนั้นเอง... ท่ามกลางความเงียบสงัดที่กดดัน เสียงบางอย่างก็ทำลายความวิเวกของรัตติกาล
*กุก... กัก...*
มิใช่เสียงฝีเท้าหนักหน่วงของโจรป่าที่บุกทะลวงเข้ามา มิใช่เสียงสบถด่าด้วยความหิวโหย ทว่ากลับเป็นเสียงเคาะประตูรั้วที่พังทลายอย่างแผ่วเบาและกล้าๆ กลัวๆ ตามมาด้วยเสียงสะอื้นไห้ที่สั่นเทาของอิสตรีผู้หนึ่งซึ่งลอยมาตามสายลม
"มี... มีใครอยู่หรือไม่... เมตตายายเฒ่าคนนี้ด้วยเถิด... ข้าหิวเหลือเกิน..."
เซี่ยอวิ๋นอานขมวดคิ้วแน่น ดวงตาหงส์หรี่ลงอย่างจับผิด ในสถานการณ์ที่ผู้คนแทบจะกินเนื้อกันเองเช่นนี้ เสียงร้องขอความช่วยเหลือที่น่าเวทนาหน้าประตูบ้าน อาจเป็นอาวุธที่ร้ายกาจยิ่งกว่าดาบหรือหอกใดๆ ในใต้หล้า!
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ความใจอ่อนที่เกือบนำภัยมาสู้]**