ตอนที่ 9
***บทที่ 9: ลางร้ายแห่งความหิวโหย***
สัญชาตญาณนักล่าที่ฝังรากลึกในจิตวิญญาณของเซี่ยอวิ๋นอานทำงานอย่างเฉียบพลัน นางมิได้กรีดร้องหรือแสดงอาการตื่นตระหนกออกมาแม้แต่น้อย ร่างบางเพียงแค่ขยับตัวบังแสงจันทร์ ปล่อยให้เงามืดของชายคาเรือนทาบทับใบหน้า แล้วจ้องเขม็งกลับไปยังดวงตาคู่นั้นผ่านรอยแยกของรั้วไม้ไผ่ สายตาของนางเยือกเย็นและแหลมคมราวกับกระบี่ที่ชักออกจากฝัก ไร้ซึ่งความหวาดกลัว มีเพียงจิตสังหารจางๆ ที่แผ่ซ่านออกมา
ผู้ที่ซุ่มแอบมองอยู่เบื้องนอกชะงักงันไปชั่วครู่ คล้ายสัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตที่มองไม่เห็น มันถอยร่นกลับไปในความมืดมิด ทิ้งไว้เพียงเสียงฝีเท้าที่เหยียบย่ำกิ่งไม้แห้งดังกรอบแกรบแผ่วเบาจนกลืนหายไปกับเสียงลมหนาว
เซี่ยอวิ๋นอานหรี่ตาลง ทราบดีว่านั่นมิใช่ภูตผีปีศาจ แต่เป็น ‘มนุษย์’ ที่ถูกความอดอยากกัดกินจนสูญเสียมโนสำนึก เมื่อความหิวโหยดำเนินมาถึงขีดสุด กฎเกณฑ์และศีลธรรมอันดีงามของหมู่บ้านหลินสุ่ยก็ถูกทำลายลงจนหมดสิ้น นางรู้ดีว่าสายตาคู่นั้นเป็นเพียงแค่การหยั่งเชิง และวิกฤตระลอกใหม่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ครอบครัวเสิ่นอย่างเงียบเชียบ
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น บรรยากาศภายในหมู่บ้านเต็มไปด้วยความอึมครึมและสิ้นหวัง เซี่ยอวิ๋นอานเรียกเสิ่นจื้อหย่วนมาพบที่หลังเรือน นางวางมือลงบนบ่าเล็กๆ ของเด็กชายแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง "จื้อหย่วน วันนี้เจ้ามีภารกิจสำคัญ จงใช้ร่างที่เล็กและว่องไวของเจ้าปีนขึ้นไปบนต้นไทรใหญ่กลางหมู่บ้าน ซ่อนตัวในหมู่ใบไม้ สอดส่องความเป็นไปของชาวบ้านให้ดี จำไว้... ห้ามส่งเสียง ห้ามให้ผู้ใดพบเห็น แค่สังเกตและจดจำสิ่งผิดปกติกลับมาบอกแม่ เข้าใจหรือไม่?"
เด็กชายวัยสิบหนาวพยักหน้าอย่างหนักแน่น แววตาของเขาปราศจากความหวาดกลัว มีเพียงความมุ่งมั่นที่จะรับใช้ครอบครัว "ข้าเข้าใจแล้วขอรับท่านแม่ ข้าจะเป็นดวงตาให้แก่บ้านเสิ่นเอง" กล่าวจบ ร่างเล็กก็มุดลอดช่องลับของรั้วบ้าน กลืนหายไปกับพงหญ้าแห้งอย่างรวดเร็ว
เวลาล่วงเลยไปจนถึงยามอู่ (11.00 - 12.59 น.) เสียงนกกระจอกเทศที่เกาะอยู่บนกิ่งไม้ยังคงเงียบสงัด ทว่าความเงียบนั้นกลับถูกฉีกกระชากด้วยเสียงไม้แตกหักดังกึกก้องมาจากทางท้ายหมู่บ้าน
บนต้นไทรใหญ่ เสิ่นจื้อหย่วนเบิกตากว้างผ่านช่องว่างระหว่างใบไม้ ภาพที่ปรากฏเบื้องล่างทำให้ลมหายใจของเขาสะดุด หวังโก่วจื่อ อันธพาลประจำหมู่บ้านที่วันๆ เอาแต่ดื่มสุราและลักเล็กขโมยน้อย บัดนี้ได้รวบรวมชายฉกรรจ์หน้าตาเหี้ยมเกรียมอีกสี่ห้าคนที่เกียจคร้านการทำกิน พวกมันตั้งตนเป็นกลุ่มโจรปล้นชิงอย่างโจ่งแจ้ง ในมือถือทั้งท่อนไม้และจอบเสียม เดินกร่างไปตามทางเดินแคบๆ
เป้าหมายของพวกมันคือเรือนหลังเก่าซอมซ่อของท่านปู่เถา ชายชราตาบอดที่อาศัยอยู่กับหลานสาวตัวน้อย หวังโก่วจื่อไม่พูดพร่ำทำเพลง มันใช้เท้าถีบประตูไม้ไผ่ที่ผุพังจนพังทลายลงมา เสียงร้องไห้จ้าของเด็กหญิงและเสียงวิงวอนอันแหบพร่าของชายชราดังระงม
"ส่งเสบียงที่ซ่อนไว้ออกมาให้หมด! หากไม่อยากตายก็อย่าขัดขืน!" เสียงตวาดของหวังโก่วจื่อดุดันและไร้ความปรานี พวกมันรื้อค้นข้าวของกระจุยกระจาย แย่งชิงถุงใส่รากไม้แห้งและเมล็ดข้าวฟ่างก้นบึ้งที่ซ่อนอยู่ใต้เตียงไปจนหมดสิ้น ไม่สนใจแม้กระทั่งชายชราที่พยายามคุกเข่ากอดขาอ้อนวอน ภาพการแย่งชิงอาหารจากผู้ที่อ่อนแอกว่าอย่างไร้ความปรานี สะท้อนให้เห็นถึงสันดานดิบของมนุษย์ที่ถูกปลดปล่อยออกมาในยามกลียุค
เสิ่นจื้อหย่วนกัดริมฝีปากแน่นจนห้อเลือด มือเล็กกำกิ่งไม้ไว้แน่น เขาตระหนักได้ในวินาทีนั้นว่า โลกใบนี้ไม่อนุญาตให้ผู้อ่อนแอมีชีวิตรอดอีกต่อไป เมื่อพวกหวังโก่วจื่อเดินจากไปพร้อมกับเสียงหัวเราะเยาะเย้ย เด็กชายจึงรีบรูดตัวลงจากต้นไม้ วิ่งลัดเลาะไปตามเส้นทางแคบๆ ด้วยหัวใจที่เต้นระรัวราวกับตีกลอง
"ท่านแม่! ท่านอาสาม! เกิดเรื่องใหญ่แล้วขอรับ!"
เด็กชายพุ่งตัวเข้ามาในลานบ้าน หอบหายใจฮัก ใบหน้าเล็กๆ เต็มไปด้วยเหงื่อและฝุ่นดิน เซี่ยอวิ๋นอานและเสิ่นชิงเฟิงรีบปรี่เข้ามาหาทันที
"ค่อยๆ พูด เกิดอันใดขึ้น?" เซี่ยอวิ๋นอานรินน้ำส่งให้ลูกชาย พลางลูบหลังปลอบประโลมให้จิตใจที่ตื่นตระหนกสงบลง
เสิ่นจื้อหย่วนกลืนน้ำลายลงคอ ก่อนจะเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดที่ตนพบเห็นอย่างฉะฉาน ไม่ตกหล่นแม้แต่รายละเอียดเดียว "พวกมัน... พวกหวังโก่วจื่อตั้งกลุ่มกันแล้วขอรับ พวกมันพังประตูบ้านท่านปู่เถา แย่งชิงเสบียงไปจนหมด ข้าได้ยินพวกมันคุยกันว่า... เป้าหมายต่อไปคือบ้านที่มีแต่สตรีและคนอ่อนแอขอรับ!"
คำรายงานนั้นทำให้บรรยากาศในลานบ้านเย็นเยียบลงถนัดตา หลิวหว่านเจียวที่กำลังเย็บผ้าอยู่ถึงกับมือสั่น หน้าซีดเผือด "สวรรค์... พวกเขาเสียสติไปแล้วหรือไร ถึงได้เข่นฆ่าแย่งชิงกันเองเช่นนี้..."
"เมื่อความหิวโหยเข้าครอบงำ ความเป็นมนุษย์ก็ไร้ค่าเจ้าค่ะท่านแม่" เซี่ยอวิ๋นอานเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่าดวงตาเปล่งประกายคมกริบ "บ้านเรามีเพียงสตรี เด็ก และบัณฑิต ในสายตาของพวกหวังโก่วจื่อ นี่คือเนื้อชิ้นโตที่เคี้ยวง่ายที่สุด สายตาที่ข้าเห็นเมื่อคืน ย่อมเป็นคนของพวกมันที่มาดูลาดเลาเป็นแน่"
"พวกมันฝันไปเถอะ!" เสียงทุ้มต่ำที่แฝงไปด้วยความโกรธเกรี้ยวและเด็ดเดี่ยวแทรกขึ้น
เสิ่นชิงเฟิงเดินตรงไปยังมุมลานบ้าน ทิ้งม้วนตำราที่เคยรักใคร่หวงแหนลงบนแคร่ไม้ บัณฑิตหนุ่มคว้ามีดอีโต้เล่มใหญ่ที่ใช้ผ่าฟืนขึ้นมา แววตาที่เคยอ่อนโยนและเต็มไปด้วยหลักธรรมคำสอน บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยความกร้าวแกร่งของผู้ที่พร้อมจะปกป้องสายเลือดของตน
เขาลากลำไม้ไผ่ท่อนหนาที่เก็บรวบรวมไว้ออกมา วางพาดกับขอนไม้ แล้วลงมือถากปลายไม้ไผ่ด้วยมีดอีโต้อย่างสุดแรง *ฉับ! ฉับ!* เศษไม้ไผ่กระเด็นปลิวไปตามแรงฟัน เสิ่นชิงเฟิงใช้สมาธิและความแค้นที่อัดอั้น เหลาปลายไม้ไผ่ให้แหลมเฟี้ยวราวกับหอกทะลวงเกราะ
"ในเมื่อกฎหมายบ้านเมืองใช้การมิได้ หลักธรรมคำสอนมิอาจหยุดยั้งคนพาล ข้าก็จะใช้หอกไม้ไผ่นี้แหละ สั่งสอนพวกมันให้รู้ว่าบ้านเสิ่นมิใช่ลูกพลับนิ่มที่ใครจะมาบีบเล่นได้ตามใจชอบ!" บัณฑิตหนุ่มประกาศกร้าว มือที่เคยจับพู่กันบัดนี้เต็มไปด้วยเสี้ยนไม้และรอยถลอก แต่มันกลับมั่นคงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
เซี่ยอวิ๋นอานมองน้องสามีด้วยแววตาชื่นชม นางเดินเข้าไปใกล้ หยิบหอกไม้ไผ่เล่มหนึ่งขึ้นมาตรวจสอบความแหลมคม "ทำได้ดีมากชิงเฟิง แต่การเหลาให้แหลมอย่างเดียวยังไม่พอ เจ้าต้องปาดเฉียงทำมุมให้มีรอยหยักเล็กน้อย เมื่อแทงออกไปแล้วดึงกลับ มันจะสร้างบาดแผลที่รับมือได้ยากกว่าเดิม"
นางจับมือของเสิ่นชิงเฟิง สอนวิถีการใช้มีดเพื่อสร้างอาวุธที่อันตรายที่สุดจากวัสดุรอบตัว การชิงไหวชิงพริบและการเตรียมพร้อมคือหัวใจสำคัญของการเอาชีวิตรอด
ดวงอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำลงอีกครา แสงสีแสดสาดส่องลงบนหอกไม้ไผ่นับสิบเล่มที่วางเรียงรายอยู่บนพื้นลานบ้าน ทว่าเซี่ยอวิ๋นอานรู้ดีว่า ลำพังเพียงอาวุธในมือและกำลังคนอันน้อยนิด มิอาจรับมือกับกลุ่มโจรที่บ้าคลั่งด้วยความหิวโหยได้อย่างรัดกุม
สายตาอันลึกล้ำของอดีตสายลับกวาดมองไปรอบๆ ลานบ้านหน้าเรือน รั้วไม้ไผ่ที่ผุพัง พื้นดินที่ขรุขระ ต้นไม้ใหญ่ที่ทอดเงายาว... ทุกสิ่งทุกอย่างในสายตาของนางกำลังถูกแปลงสภาพให้เป็นสมรภูมิรบ แผนการป้องกันอันแยบยลเริ่มก่อตัวขึ้นในหัว หากพวกมันกล้าเหยียบย่างเข้ามาในอาณาเขตของนาง นางจะทำให้พวกมันได้รู้ซึ้งว่า... การก้าวเท้าเข้าสู่ประตูนรกนั้น เป็นเช่นไร!
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ค่ายกลกับดักหน้าลานบ้าน]**