ตอนที่ 8
***บทที่ 8: บ่อน้ำแห้งขอด และความลับในโอ่ง***
เสียงกรีดร้องของหญิงชราดังก้องกังวานราวกับนกแสกที่ร่ำร้องเรียกวิญญาณ ท่ามกลางฝุ่นสีเหลืองขุ่นที่ลอยคลุ้งเหนือลานดินกลางหมู่บ้านหลินสุ่ย ภาพเบื้องหน้าสะท้อนถึงสันดานดิบของมนุษย์ยามถูกต้อนให้จนตรอก ชาวบ้านที่เคยถ้อยทีถ้อยอาศัย บัดนี้กลับผลักไสยื้อแย่ง ถังไม้นับสิบใบกลิ้งระเนระนาด ขันน้ำกระเด็นหลุดมือ บางคนถึงขั้นพยายามไต่ลงไปในก้นบ่อที่ลึกและมืดมิด เพียงเพื่อหวังจะกอบโกยโคลนตมที่เปียกชื้นขึ้นมาดูดกิน
ไม่มีการใช้อาวุธฟาดฟัน ทว่าแววตาของทุกคนกลับคมกริบยิ่งกว่าใบดาบ ความหวาดกลัวต่อความตายที่คืบคลานเข้ามาในรูปของความกระหายน้ำ ได้ทำลายเส้นแบ่งแห่งศีลธรรมจนสิ้นซาก เซี่ยอวิ๋นอานรีบดึงตัวเสิ่นจื้อหย่วนหลบเข้าหลังกำแพงดินที่ทรุดโทรม มือเรียวปิดตาบุตรชายไว้แน่น ไม่ต้องการให้เด็กน้อยต้องจดจำภาพความวิปลาสของผู้คนที่กำลังสูญเสียความเป็นมนุษย์
"ท่านแม่..." เสิ่นจื้อหย่วนกระซิบเสียงสั่น แขนเล็กๆ กอดตะกร้าใส่มันเทศป่าและรากไม้ไว้แน่น
"ชู่ว... เงียบไว้จื้อหย่วน เราจะกลับบ้านกันทางอ้อม" เซี่ยอวิ๋นอานกระซิบตอบ สายตาของนางกวาดมองผ่านช่องกำแพง นางสังเกตเห็นชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งยืนอยู่ขอบลาน นำโดยอันธพาลประจำหมู่บ้าน พวกมันไม่ได้ร่วมแย่งชิงโคลนตมก้นบ่อ แต่กลับกวาดสายตามองประเมินชาวบ้านที่อ่อนแอราวกับฝูงหมาป่าจ้องมองลูกแกะ ลางสังหรณ์ในใจของอดีตสายลับร้องเตือนภัย หมู่บ้านแห่งนี้มิใช่สถานที่ปลอดภัยอีกต่อไปแล้ว
เมื่อสองแม่ลูกลัดเลาะกลับมาถึงเรือนตระกูลเสิ่น ประตูลานบ้านก็ถูกปิดลงกลอนอย่างแน่นหนา ทันทีที่หลิวหว่านเจียวและเสิ่นชิงเฟิงเห็นของในตะกร้า ดวงตาของพวกเขาก็ทอประกายแห่งความหวัง
"สวรรค์เมตตา... นี่มันรากไม้อวบน้ำกับมันป่าจริงๆ ด้วย!" หลิวหว่านเจียวลูบคลำหัวมันด้วยความทะนุถนอม ทว่ารอยยิ้มก็อยู่ได้ไม่นานเมื่อได้ฟังคำบอกเล่าเรื่องบ่อน้ำแห้งขอดจากสะใภ้ใหญ่
"น้ำหมดแล้ว... เช่นนั้นเราก็รั้งอยู่ที่นี่ไม่ได้อีกต่อไป" เสิ่นชิงเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด คิ้วขมวดเข้าหากัน บัณฑิตหนุ่มเริ่มคำนวณสัดส่วนเสบียงในหัวอย่างรวดเร็ว
"ถูกต้อง แต่ก่อนจะออกเดินทาง เราต้องเตรียมเสบียงให้พร้อมที่สุด" เซี่ยอวิ๋นอานเอ่ยสั่งการด้วยความเด็ดขาด "ท่านแม่ ข้าฝากจัดการของในตะกร้าด้วยเจ้าค่ะ"
หลิวหว่านเจียวพยักหน้ารับอย่างแข็งขัน แม้นางจะชรา ทว่าประสบการณ์ชีวิตที่สั่งสมมาทำให้สตรีผู้นี้มีคุณค่ามหาศาลต่อการเอาชีวิตรอด นางไม่ยอมใช้น้ำแม้แต่หยดเดียวในการล้างเศษดิน แต่นำเศษผ้าหยาบมาปัดเช็ดอย่างระมัดระวัง จากนั้นจึงใช้มีดเล่มเล็กฝานมันเทศและรากไม้เป็นแผ่นบางเฉียบอย่างคล่องแคล่ว นำไปเรียงตากบนหลังคาเตี้ยๆ เพื่อรับแสงแดดจัดจ้านของยามบ่าย การทำเช่นนี้จะรีดความชื้นออกจนหมด กลายเป็นเสบียงแห้งน้ำหนักเบาที่สามารถพกพาติดตัวไปได้ยาวนานโดยไม่เน่าเสีย สมกับเป็นผู้ดูแลฝ่ายเสบียงของครอบครัวอย่างแท้จริง
ขณะที่ทุกคนกำลังง่วนอยู่กับหน้าที่ของตน เซี่ยอวิ๋นอานก็ปลีกตัวเข้ามาในห้องครัวที่มืดสลัว มุมห้องมีโอ่งดินเผาใบใหญ่ตั้งอยู่ ก้นโอ่งแห้งสนิทจนเห็นรอยร้าวเล็กๆ หญิงสาวหลับตาลง กำหนดจิตเชื่อมต่อกับมิติโกดังเก็บของที่ซ่อนอยู่ลึกในห้วงวิญญาณ
ภาพโกดังสินค้าขนาดมหึมาปรากฏขึ้นในหัว ทว่าสิ่งที่นางมุ่งความสนใจไปคือ 'สระน้ำพุวิญญาณ' ขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ใจกลางพื้นที่ แม้น้ำในมิติจะไม่เพิ่มขึ้นเองและต้องใช้อย่างระมัดระวัง แต่คุณสมบัติของมันคือสิ่งที่ประเมินค่ามิได้ เซี่ยอวิ๋นอานใช้กระแสจิตควบคุม ถ่ายเทน้ำพุวิญญาณอันใสกระจ่างและเย็นฉ่ำออกมาจากมิติ สายน้ำไหลรินลงสู่โอ่งดินเผาอย่างเงียบเชียบ ปราศจากเสียงสะท้อนใดๆ นางเติมน้ำลงไปจนได้ระดับครึ่งโอ่งพอดี กะเกณฑ์ไว้ว่าเพียงพอสำหรับการประทังชีวิตของคนในครอบครัวไปได้อีกระยะหนึ่งโดยไม่ดูผิดสังเกตจนเกินไป
"อวิ๋นอาน เจ้าทำสิ่งใดอยู่... สวรรค์! น-นี่มันน้ำ!"
เสียงอุทานด้วยความตื่นตะลึงดังมาจากหน้าประตู หลิวหว่านเจียวที่เพิ่งจัดการตากเสบียงเสร็จเดินเข้ามาเห็นภาพผิวน้ำสะท้อนแสงสลัวในโอ่ง ร่างของแม่สามีสั่นสะท้าน เข่าแทบทรุดลงกับพื้น
เซี่ยอวิ๋นอานหันกลับมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย ทว่าแฝงความหนักแน่น "ท่านแม่ เบาเสียงลงหน่อยเถิดเจ้าค่ะ" นางรีบเดินไปประคองผู้สูงวัย ก่อนจะอธิบายด้วยน้ำเสียงราบเรียบตามที่เตรียมการไว้ "หลายคืนก่อนข้านอนไม่หลับ จึงลอบออกไปใช้ผ้าซับน้ำค้างยามดึก และขุดดินบริเวณโคนต้นไม้ใหญ่ที่ยังพอมีความชื้น นำมาควบแน่นกลั่นเป็นหยดน้ำทีละหยด... ข้าเพียรสะสมมาหลายคืนแล้ว เพิ่งจะนำมารวมกันได้เท่านี้"
หลิวหว่านเจียวฟังคำลวงที่แนบเนียนแล้วน้ำตาคลอเบ้า มือหยาบกร้านกอบกุมมือของสะใภ้ใหญ่แน่น ความศรัทธาในตัวผู้นำครอบครัวคนใหม่เพิ่มพูนขึ้นอีกหลายส่วน "ลำบากเจ้าแล้ว... เจ้าเป็นผู้ต่อลมหายใจให้พวกเราแท้ๆ"
"ท่านแม่ ลองจิบดูสิเจ้าคะ" นางตักน้ำใส่ถ้วยส่งให้
ทันทีที่น้ำพุวิญญาณหยดแรกไหลล่วงลำคอ หลิวหว่านเจียวก็เบิกตากว้าง ความเหนื่อยล้าจากการทำงานหนักและความแห้งผากที่เกาะกินทรวงอกพลันมลายหายไป สัมผัสเย็นซ่านแผ่กระจายไปทั่วทุกอณูขุมขน ราวกับหยาดน้ำทิพย์จากสรวงสวรรค์ที่ชุบชีวิตใหม่ให้แก่ต้นไม้ที่เหี่ยวเฉา
"น้ำนี้... เหตุใดจึงชุ่มคอและทำให้รู้สึกมีเรี่ยวแรงถึงเพียงนี้?" แม่สามีเอ่ยด้วยความประหลาดใจอย่างยิ่ง
"คงเป็นเพราะมันกลั่นมาจากแก่นแท้ของธรรมชาติกระมังเจ้าคะ" เซี่ยอวิ๋นอานตอบปัดอย่างรวดเร็ว ในใจลอบยินดี น้ำพุวิญญาณนี้ไม่เพียงแต่เป็นแหล่งน้ำหลักที่จะดับกระหายให้คนในเรือน แต่จะเป็นยารักษาโรคขนานเอกที่ช่วยฟื้นฟูพละกำลัง และปกป้องครอบครัวเสิ่นให้รอดพ้นจากความเจ็บป่วยตลอดเส้นทางอพยพอันโหดร้าย
ดวงตะวันคล้อยต่ำ ลับขอบฟ้าไปพร้อมกับความหวังของหมู่บ้านหลินสุ่ย ความมืดมิดโรยตัวลงมาปกคลุม ทว่าค่ำคืนนี้กลับไร้ซึ่งความเงียบสงบ เสียงกระซิบกระซาบและเสียงร่ำไห้เพราะความหิวโหยดังแว่วมาตามสายลมเย็นเยียบ
ขณะที่เซี่ยอวิ๋นอานกำลังตรวจตราความเรียบร้อยรอบลานบ้านเป็นครั้งสุดท้าย สายตาอันเฉียบคมที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างโชกโชนของนางก็สะดุดเข้ากับความผิดปกติบางอย่าง ที่ร่องรอยแตกของรั้วไม้ไผ่หน้าบ้าน ท่ามกลางเงามืดที่ทาบทับ ปรากฏดวงตาวาวโรจน์คู่หนึ่งกำลังจ้องมองลึกเข้ามาเบื้องใน แววตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความละโมบและหิวโหยอย่างสัตว์ป่าที่คลุ้มคลั่ง มันไม่ใช่สายตาของผู้มาขอหยิบยืมพึ่งพา... แต่เป็นสายตาของนักล่าที่กำลังจดจ้องเหยื่ออันโอชะในยามวิกาล!
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ลางร้ายแห่งความหิวโหย]**