ตอนที่ 7

***บทที่ 7: ขุดรากไม้และเรดาร์ค้นหา***

บรรยากาศภายในห้องแคบพลันเย็นเยียบลงจนแทบจับขั้วหัวใจ คำกล่าวของเสิ่นจื้อหย่วนที่ว่ามีคนดักซุ่มฟังอยู่ใต้หน้าต่าง ทำให้ลมหายใจของทุกคนสะดุดกึก หลิวหว่านเจียวเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก ทว่าเซี่ยอวิ๋นอานกลับยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้ทุกคนเงียบเสียง นางปราดเปรียวราวกับนางแอ่นขยับปีก ก้าวเท้าไร้สรรพเสียงเข้าประชิดบานหน้าต่างไม้เก่าคร่ำคร่า

สัญชาตญาณของอดีตสายลับทำงานอย่างเต็มพิกัด นางไม่ได้เปิดหน้าต่างออกไปปะทะโดยตรง เพราะนั่นคือการกระทำของคนโง่เขลาในยามที่ยังไม่รู้จำนวนและอาวุธของศัตรู เซี่ยอวิ๋นอานคว้าท่อนฟืนเนื้อแข็งที่วางอยู่ใกล้มือ ก่อนจะใช้ปลายแหลมของมันกระแทกทะลุกระดาษกรุหน้าต่างที่เปื่อยยุ่ยในตำแหน่งที่ต่ำลงมาตรงกับระดับศีรษะของผู้ที่กำลังย่อตัวซุ่มอยู่พอดี!

"อุ๊บ!"

เสียงอุทานแหบพร่าดังลอดเข้ามา พร้อมกับเสียงฝีเท้าสะเปะสะปะที่ตะเกียกตะกายวิ่งหนีลนลานย่ำใบไม้แห้งออกไปอย่างรวดเร็ว ชัดเจนว่าผู้บุกรุกตกใจสุดขีดที่ถูกจับได้และถูกโจมตีอย่างไม่ทันตั้งตัว

"แค่พวกลอบกัดที่ขี้ขลาด อย่าได้ใส่ใจ" เซี่ยอวิ๋นอานเอ่ยเสียงเรียบ ทิ้งท่อนฟืนลง "พวกมันแค่มาหยั่งเชิงดูว่าบ้านเรายังมีเรี่ยวแรงหรือเสบียงเหลือหรือไม่ การตอบโต้เมื่อครู่ทำให้มันรู้ว่าเราไม่ได้อ่อนแอจนยอมให้ใครมารังแกได้ง่ายๆ คืนนี้พวกท่านจงหลับให้สบาย พรุ่งนี้เรายังมีงานหนักต้องทำ"

รุ่งสางมาเยือนพร้อมกับสายลมแห้งแล้งที่พัดพาเอาฝุ่นทรายคลุ้งไปทั่วบริเวณ ท้องฟ้ายังคงเป็นสีเทาหม่นหมองไร้แววของเมฆฝน เซี่ยอวิ๋นอานกระชับสายผ้าผูกเอวให้แน่น สะพายตะกร้าสานใบเก่าไว้เบื้องหลัง โดยมีเสิ่นจื้อหย่วน ลูกชายคนโตที่บัดนี้สวมบทบาทเป็นหน่วยลาดตระเวนจิ๋ว เดินตามก้าวเท้าของมารดาอย่างแข็งขัน ในมือของเด็กชายมีท่อนไม้ปลายแหลมที่เหลาเตรียมไว้สำหรับขุดดิน

ภูเขาหลังหมู่บ้านหลินสุ่ยบัดนี้มีสภาพไม่ต่างจากสุสานต้นไม้ ใบไม้สีเขียวถูกฝูงตั๊กแตนกัดกินจนเหี้ยนเตะตา เหลือเพียงกิ่งก้านแห้งกรอบและผืนดินที่แตกระแหงเป็นร่องลึก การจะหาของกินในสภาพเช่นนี้ด้วยตาเปล่าแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

ทว่าเซี่ยอวิ๋นอานมีความลับที่เหนือชั้นกว่านั้น

*‘ซีโร่ เปิดโหมดเรดาร์ค้นหาพื้นที่’* นางออกคำสั่งในห้วงความคิด

ทันใดนั้น ในโสตประสาทของนางพลันปรากฏภาพโครงข่ายจำลองของภูมิประเทศรอบตัวในรัศมีสองลี้ ท่ามกลางภาพสแกนสีเทาหม่นที่บ่งบอกถึงความแห้งแล้งและไร้ชีวิต มีจุดสีเขียวเรืองแสงเล็กๆ ปรากฏขึ้นประปราย มันคือสัญญาณบ่งบอกถึงทรัพยากรพืชที่ยังพอมีชีวิตและสามารถนำมารับประทานได้ ซึ่งซ่อนตัวอยู่ลึกใต้ผืนดิน หรือตามซอกหินที่รอดพ้นจากสายตาของทั้งตั๊กแตนและมนุษย์

เซี่ยอวิ๋นอานไม่ได้เพียงแค่นำทางไปขุดสมบัติเหล่านั้น แต่นางตั้งใจใช้โอกาสนี้ถ่ายทอดวิชาเอาชีวิตรอดให้แก่ลูกชาย

"จื้อหย่วน ดูที่เนินดินตรงนั้น" นางชี้ไปยังโขดหินใหญ่ที่มีซากเถาวัลย์แห้งกรอบพันเกาะ "การเป็นหน่วยลาดตระเวนที่ดี ไม่ใช่แค่มีตาที่มองเห็นระยะไกล แต่ต้องมีปัญญาที่มองทะลุพื้นดิน เจ้าคิดว่าเหตุใดเถาวัลย์นี้จึงยังเกาะเกี่ยวโขดหินอยู่ได้ทั้งที่ต้นไม้อื่นตายหมด?"

เสิ่นจื้อหย่วนขมวดคิ้วเล็กน้อย ใช้ความคิดอย่างหนักก่อนจะตอบ "เพราะใต้โขดหิน... อาจจะยังมีความชื้นหลงเหลืออยู่ขอรับ?"

"ถูกต้อง" เซี่ยอวิ๋นอานแย้มยิ้มบางๆ ลูบศีรษะเด็กชายเป็นการชมเชย นางกำลังผสานข้อมูลจากระบบอัจฉริยะเข้ากับหลักการสังเกตธรรมชาติที่สมเหตุสมผล "โขดหินช่วยบังแสงแดดจัดและลดการระเหยของน้ำ พืชบางชนิดมีสัญชาตญาณเอาตัวรอด มันจะทิ้งใบและเถาด้านบนให้แห้งตาย เพื่อดึงสารอาหารและน้ำทั้งหมดกลับไปซ่อนไว้ที่รากลึกใต้ดิน"

ระหว่างที่สองแม่ลูกกำลังเดินลัดเลาะไปตามไหล่เขาเพื่อมุ่งหน้าไปยังจุดสีเขียวที่ชัดเจนที่สุด ทันใดนั้น ระบบเรดาร์ในหัวของเซี่ยอวิ๋นอานพลันส่งสัญญาณเตือนกะพริบถี่ยิบ

จุดสีแดงฉานสามสี่จุดกำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงมุ่งหน้ามาทางพวกเขาทิศทางแปดนาฬิกา!

"อันตราย!" สัญชาตญาณของเซี่ยอวิ๋นอานตอบสนองเร็วกว่าความคิด นางคว้าคอเสื้อด้านหลังของเสิ่นจื้อหย่วน ออกแรงดึงร่างเล็กกระชากหลบวูบเข้าไปหลังหลืบหินก้อนมหึมาที่อยู่ใกล้มือที่สุด มือหนึ่งกดศีรษะลูกชายให้หมอบต่ำแนบกับพื้นดิน อีกมือหนึ่งยกขึ้นปิดปากเขาไว้อย่างแน่นหนา

เสิ่นจื้อหย่วนตัวแข็งทื่อ ไม่กล้าแม้แต่จะพ่นลมหายใจแรง เมื่อเขาแง้มสายตามองผ่านรอยแยกของโขดหิน ภาพเบื้องหน้าก็ทำเอาเด็กชายตัวสั่นสะท้าน

กลุ่มชายฉกรรจ์สี่คนในสภาพผอมโซราวกับโครงกระดูกเดินได้ เบ้าตาลึกโบ๋ แววตาขุ่นมัวเต็มไปด้วยเส้นเลือดสีแดงฉาน พวกเขากำลังส่งเสียงขู่คำรามในลำคอราวกับสัตว์ป่าคลุ้มคลั่ง ในมือของพวกเขากำลังยื้อแย่งซากสัตว์แห้งกรังที่ดูไม่ออกด้วยซ้ำว่าเป็นตัวอะไร ไม่มีเนื้อเหลืออยู่ มีเพียงกระดูกและเศษหนังเปื่อยๆ ทว่าพวกเขากลับผลักไส ทุบตี และแย่งชิงกันอย่างเอาเป็นเอาตาย ฟันซี่เหลืองกัดทึ้งซากกระดูกนั้นราวกับมันเป็นอาหารโอชะแห่งสวรรค์

ไม่มีการพูดคุย ไม่มีภาษาของมนุษย์ มีเพียงสัญชาตญาณดิบเถื่อนของการดิ้นรนเอาชีวิตรอดที่ลบเลือนมโนสำนึกไปจนสิ้น

เซี่ยอวิ๋นอานกระชับอ้อมกอดลูกชายให้แน่นขึ้น นางไม่ต้องการให้เขาเห็นภาพอันน่าสยดสยองของการสูญเสียความเป็นคนเช่นนี้ แต่นี่คือความจริงอันโหดร้ายของยุคภัยแล้งที่เขาต้องเรียนรู้ นางรอจนกระทั่งกลุ่มคนคลุ้มคลั่งเหล่านั้นยื้อแย่งซากสัตว์และเดินเตลิดหายไปอีกด้านของหุบเขา จึงค่อยๆ ปล่อยมือออกจากปากลูกชาย

"ท่านแม่... พวกเขา... พวกเขาดูไม่เหมือนคนเลย" เสิ่นจื้อหย่วนกระซิบเสียงสั่น น้ำตาคลอเบ้า

"ความหิวโหยสามารถกลืนกินจิตวิญญาณของมนุษย์ได้ จื้อหย่วน" เซี่ยอวิ๋นอานเอ่ยสอนด้วยน้ำเสียงจริงจัง "จงจดจำภาพเมื่อครู่ไว้เตือนใจ นี่คือเหตุผลที่เราต้องดิ้นรน เราจะใช้สติปัญญาและความพยายามทั้งหมดที่มี เพื่อไม่ให้ครอบครัวของเราต้องตกอยู่ในสภาพที่น่าสมเพชและไร้ศักดิ์ศรีเช่นนั้น"

เด็กชายพยักหน้าหงึกหงัก แววตาหวาดกลัวเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่นที่แข็งกร้าวขึ้น เขากระชับไม้ขุดดินในมือแน่น ราวกับมันคืออาวุธที่จะช่วยปกป้องศักดิ์ศรีของครอบครัว

เมื่อแน่ใจว่าปลอดภัย เซี่ยอวิ๋นอานจึงพาเสิ่นจื้อหย่วนไปยังจุดหมาย นางหยุดยืนอยู่ที่ลานดินแห้งๆ ใกล้กับซากกอไผ่ที่ตายซาก

"ขุดตรงนี้ ขุดลงไปให้ลึกที่สุด" นางชี้ไปยังจุดที่เรดาร์แสดงสีเขียวเข้มข้น

เสิ่นจื้อหย่วนไม่ลังเล เขาคุกเข่าลงและลงมือใช้ไม้แหลมกระแทกดินที่แข็งราวกับหินอย่างสุดกำลัง เหงื่อเม็ดโป้งผุดซึมตามหน้าผาก ดินชั้นบนแห้งผากจนฟุ้งเป็นฝุ่น ทว่าเมื่อขุดลึกลงไปราวหนึ่งฝ่ามือ สีของดินก็เริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้มขึ้น และมีความชื้นเจือปนเล็กน้อย

"ท่านแม่! ดินตรงนี้นิ่มขึ้นขอรับ!" เด็กชายร้องบอกอย่างตื่นเต้น

"ขุดต่อไป ระวังอย่าให้โดนรากของมันขาด"

เสียงไม้กระแทกดินดังสลับกับเสียงหอบหายใจ ครู่ต่อมา ปลายไม้ของเสิ่นจื้อหย่วนก็กระทบเข้ากับวัตถุบางอย่างที่แข็งแต่นุ่มหยุ่น เขาใช้สองมือตะกุยดินออกอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเบิกตากว้างจนแทบถลนออกมา

สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือ หัวมันเทศป่าขนาดเท่ากำปั้นผู้ใหญ่ผิวสีน้ำตาลแดง ซุกซ่อนตัวอยู่ใต้ผืนดินลึก ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อขุดเซาะไปรอบๆ ยังพบรากไม้ทรงกระบอกอวบอ้วนที่มีน้ำเลี้ยงชุ่มฉ่ำอีกหลายหัวติดกันเป็นพวง!

"สวรรค์... ท่านแม่! อาหาร! เราหาอาหารเจอแล้วจริงๆ!" เสิ่นจื้อหย่วนชูมันเทศป่าหัวใหญ่ขึ้นมาด้วยมือที่สั่นเทา รอยยิ้มกว้างปรากฏบนใบหน้าที่เปื้อนฝุ่นดิน น้ำตาแห่งความปีติเอ่อล้นออกมา นี่คืออาหารมื้อแรกในรอบหลายวันที่เขาหามาได้ด้วยมือของตนเอง!

เด็กชายหันขวับมามองมารดา แววตาของเขาบัดนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยความเคารพเทิดทูนและเชื่อมั่นอย่างหมดหัวใจ มารดาของเขาเก่งกาจถึงเพียงนี้ เพียงแค่มองเถาวัลย์แห้งก็รู้ว่ามีเสบียงซ่อนอยู่ใต้ดิน หากเดินตามรอยเท้าของท่านแม่ ครอบครัวเสิ่นจะต้องรอดชีวิตอย่างแน่นอน!

"ทำได้ดีมาก หน่วยลาดตระเวนของข้า" เซี่ยอวิ๋นอานยิ้มรับ เช็ดคราบดินออกจากแก้มของลูกชาย การหาอาหารได้จริงเช่นนี้ จะเป็นข้ออ้างชั้นดีให้นางสามารถลอบนำเสบียงบางส่วนจากมิติโกดังออกมาผสมรวมกันได้อย่างแนบเนียนในภายหลัง

สองแม่ลูกช่วยกันขุดมันเทศป่าและรากไม้อวบน้ำจนเต็มก้นตะกร้า แม้จะไม่มากพอให้อิ่มท้องไปหลายวัน แต่มันคือสัญลักษณ์แห่งความหวังอันยิ่งใหญ่

ทว่า ในขณะที่เซี่ยอวิ๋นอานและเสิ่นจื้อหย่วนกำลังเดินลงจากภูเขาเพื่อกลับสู่หมู่บ้านหลินสุ่ยด้วยหัวใจที่พองโตนั้นเอง บรรยากาศเบื้องล่างกลับผิดแผกไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง

เสียงตะโกนด่าทอ เสียงข้าวของแตกหัก และเสียงร้องไห้คร่ำครวญดังระงมมาจากใจกลางลานหมู่บ้าน ฝุ่นทรายตลบอบอวลบดบังวิสัยทัศน์ เซี่ยอวิ๋นอานหรี่ตาลง เพ่งมองไปยังต้นตอของความโกลาหลนั้น มันคือบริเวณที่ตั้งของบ่อน้ำสาธารณะประจำหมู่บ้าน

ท่ามกลางฝูงชนที่กำลังผลักไสและทุบตีกันอย่างบ้าคลั่ง เสียงกรีดร้องอย่างสิ้นหวังของหญิงชราผู้หนึ่งก็ดังแหวกอากาศขึ้นมาเสียดแทงแก้วหู

"น้ำ... น้ำหมดแล้ว! บ่อน้ำแห้งสนิทแล้ว! สวรรค์ไม่ปรานี พวกเราทุกคนกำลังจะตาย!"

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: บ่อน้ำแห้งขอด และความลับในโอ่ง]**