ตอนที่ 6

***บทที่ 6: เสนาธิการเริ่มคำนวณ***

บานประตูไม้เก่าคร่ำคร่าสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ฝุ่นผงร่วงกราวลงมาจากรอยแยกราวกับสายฝน เสียงสบถด่าและเสียงหอบหายใจอย่างหิวกระหายของกลุ่มชายฉกรรจ์ด้านนอก ดังกึกก้องประดุจเสียงมัจจุราชที่กำลังทวงถามวิญญาณ

หลิวหว่านเจียวกอดเสิ่นเนี่ยนเซี่ยไว้แน่น ร่างของหญิงชราสั่นสะท้าน ขณะที่เสิ่นชิงเฟิงดวงตาแดงก่ำ สองมือกระชับด้ามมีดตัดฟืนจนข้อขาวซีด เตรียมพุ่งตัวออกไปแลกชีวิต ทว่าก่อนที่บัณฑิตหนุ่มจะได้ทำสิ่งใดวู่วาม ฝ่ามือเรียวบางทว่าหนักแน่นของเซี่ยอวิ๋นอานก็คว้าบ่าของเขาไว้แน่น

"อย่าใช้อารมณ์นำทาง ถอยไปป้องกันท่านแม่" นางกระซิบเสียงเย็นเยียบ แววตาไร้ซึ่งความตื่นตระหนกโดยสิ้นเชิง

ซูมู่เสวี่ยในร่างนี้ผ่านความเป็นความตายมานับไม่ถ้วน นางรู้ดีว่ามนุษย์ที่ถูกความหิวโหยต้อนจนมุมนั้นน่ากลัวเพียงใด ทว่าพวกมันก็มีความขี้ขลาดซ่อนอยู่ลึกๆ เช่นกัน หากต้องแลกด้วยชีวิต พวกมันย่อมลังเล

เซี่ยอวิ๋นอานคว้าตะเกียงน้ำมันที่เหลือเพียงก้นถ้วย เดินตึงตังไปหยุดยืนอยู่หลังบานประตู ก่อนจะตวาดกลับไปด้วยน้ำเสียงทรงพลังและเด็ดขาด

"พังเข้ามาเลย! แต่จงรู้ไว้ว่าเสบียงอึกสุดท้ายและข้าวของมีค่าทั้งหมด ข้าได้สาดน้ำมันราดรดไว้หมดแล้ว! ในมือข้ามีตะเกียง หากประตูบานนี้ปริแตกแม้แต่ชุ่นเดียว ข้าจะโยนมันลงไป พวกเราตระกูลเสิ่นยอมตายในกองเพลิง ดีกว่ายอมให้พวกสุนัขลอบกัดอย่างพวกเจ้าได้ข้าวสารไปแม้แต่น้ำหยดเดียว!"

คำขู่ที่เต็มไปด้วยจิตสังหารและความเด็ดเดี่ยว ทำให้เสียงทุบประตูด้านนอกชะงักงัน

"อย่าคิดว่าข้าล้อเล่น! สามีข้าเพิ่งตายเพราะโรคระบาด ข้าไม่มีอันใดต้องเสียอีกแล้ว เข้ามาสิ! มาตายตกไปตามกัน!" เซี่ยอวิ๋นอานกระแทกเสียงซ้ำ พร้อมกับจงใจโยนเศษไม้แห้งลงกระแทกพื้นให้เกิดเสียงดังลั่น คล้ายเตรียมการจุดไฟจริงๆ

ความเงียบโรยตัวอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะมีเสียงสบถอย่างหัวเสียดังแว่วมา "มารดามันเถอะ! นังหม้ายนี่มันบ้าไปแล้ว ไป! ไปดูบ้านเฒ่าหลี่ท้ายหมู่บ้านกันดีกว่า ขืนอยู่ที่นี่ได้ตายเปล่าแน่!"

เสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่ค่อยๆ ถอยร่นและห่างออกไปในความมืด เซี่ยอวิ๋นอานยังคงยืนนิ่งเงี่ยหูฟังจนแน่ใจว่าพวกมันจากไปแล้วจริงๆ นางจึงผ่อนลมหายใจยาว ทว่ายังไม่ทันได้พัก นางก็หันไปกวักมือเรียกเสิ่นจื้อหย่วนที่ยืนกำหมัดแน่นอยู่มุมห้อง

"จื้อหย่วน มานี่"

เด็กชายวัยสิบขวบรีบวิ่งมาหามารดา เซี่ยอวิ๋นอานเปิดช่องหน้าต่างเล็กๆ แง้มดูภายนอก ก่อนจะชี้ไปที่พื้นดินแห้งผากหน้าประตูซึ่งอาบด้วยแสงจันทร์สลัว

"เจ้าเห็นสิ่งใดบนพื้นหรือไม่?"

"รอยเท้าขอรับ... รอยเท้าเต็มไปหมด" เด็กชายตอบเสียงสั่นเล็กน้อย

"นี่คือบทเรียนแรกของการเป็นหน่วยลาดตระเวน" เซี่ยอวิ๋นอานสอนด้วยน้ำเสียงจริงจัง "จงใช้สายตาแยกแยะ รอยเท้าที่ลึกและกว้าง บ่งบอกถึงชายฉกรรจ์ร่างใหญ่ รอยเท้าที่ตื้นกว่าอาจเป็นคนผอมแห้ง หากรอยเท้ามีเส้นสานนั่นคือรองเท้าฟาง หากไม่มีคือเท้าเปล่า... ลองนับดูว่าเมื่อครู่มีคนมากี่คน?"

เสิ่นจื้อหย่วนเพ่งมองฝ่าความมืด สูดลมหายใจลึกเพื่อระงับความกลัว "หนึ่ง สอง... มีรอยเท้าฟางขนาดใหญ่สามคู่ รอยเท้าเปล่าอีกสองคู่... พวกมันมากันห้าคนขอรับท่านแม่!"

"เก่งมาก" นางลูบหัวเด็กชายเบาๆ เป็นการชมเชย ก่อนจะสอนวิธีแนบหูลงกับพื้นกระดาน "และจงจำไว้ สายตาอาจถูกหลอกได้ในความมืด แต่แรงสั่นสะเทือนไม่เคยโกหก หากเจ้าเอาหูแนบพื้น เจ้าจะได้ยินเสียงฝีเท้าที่ห่างออกไป เพื่อยืนยันว่าศัตรูถอยไปจริงหรือไม่"

เสิ่นจื้อหย่วนทำตามอย่างกระตือรือร้น แววตาของเด็กชายเริ่มเปล่งประกายด้วยความเข้าใจและทักษะใหม่ที่ได้รับ เขาเริ่มตระหนักว่าการสังเกตคือเกราะป้องกันตัวที่ดีที่สุด

เมื่อแน่ใจว่าปลอดภัยแล้ว ภายในกระท่อมก็กลับมาจุดตะเกียงแสงริบหรี่อีกครั้ง คราวนี้เซี่ยอวิ๋นอานหันมาหาเสิ่นชิงเฟิง ผู้ซึ่งบัดนี้แววตาเปลี่ยนจากความสับสนวุ่นวาย เป็นความสงบนิ่งเยือกเย็นเฉกเช่นบัณฑิตผู้ทรงปัญญา

"ชิงเฟิง ตั้งแต่วินาทีนี้ไป ข้าขอมอบหน้าที่ผู้จัดการเสบียงและเสนาธิการของครอบครัวให้แก่เจ้า" เซี่ยอวิ๋นอานเอ่ยพร้อมกับดันไหข้าวสาร ถุงแป้งหยาบ และเกลือที่นาง 'ค้นพบ' ก่อนหน้านี้ไปตรงหน้าเขา "คำนวณเสีย ว่าเรามีเสบียงเหลือเท่าใด และจะอยู่รอดได้นานแค่ไหน"

เสิ่นชิงเฟิงพยักหน้ารับคำอย่างหนักแน่น เขายกถุงเสบียงขึ้นกะน้ำหนักด้วยสองมือ ก่อนจะหยิบเศษถ่านมาขีดเขียนบนพื้นไม้กระดาน

"ข้าเคยอ่านตำราพิชัยสงคราม" เซี่ยอวิ๋นอานเริ่มอธิบายแนวคิดเรื่องโภชนาการแบบง่ายๆ โดยหลีกเลี่ยงคำศัพท์ล้ำยุค "ทหารที่ต้องเดินทัพทางไกล ร่างกายย่อมต้องการ 'พลังงานหล่อเลี้ยง' มากกว่าปกติ หากเราอพยพข้ามเขา เราไม่สามารถกินเพียงแค่น้ำต้มข้าวใสๆ ได้อีกต่อไป ผู้ใหญ่เช่นข้า ท่านแม่ และเจ้า ต้องใช้พลังงานมากในการลากจูงสัมภาระและระวังภัย ส่วนเด็กๆ ก็ต้องกินให้อิ่มเพื่อไม่ให้ล้มป่วย ข้าวหนึ่งชั่ง หากต้มเป็นข้าวต้มข้นๆ อาจแบ่งกินได้สามมื้อ แต่เมื่อต้องเดินทางไกล สัดส่วนพลังงานที่ร่างกายต้องการจะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว"

เสิ่นชิงเฟิงขมวดคิ้ว มือที่จับเศษถ่านขีดเขียนตัวเลขอย่างรวดเร็ว เขานำแนวคิดเรื่อง 'สัดส่วนพลังงานหล่อเลี้ยง' ที่พี่สะใภ้สอนมาปรับใช้กับการคำนวณอย่างแยบคาย ไม่นานนัก ใบหน้าหล่อเหลาที่ซูบผอมของบัณฑิตหนุ่มก็ฉายแววเคร่งเครียดถึงขีดสุด

"พี่สะใภ้... หากคำนวณตามสัดส่วนที่ท่านว่า เพื่อให้ทุกคนมีเรี่ยวแรงพอจะเดินเท้าฝ่าฟันอุปสรรคได้..." เสิ่นชิงเฟิงเงยหน้าขึ้นสบตานาง น้ำเสียงแหบพร่า "เสบียงที่เรามีทั้งหมดนี้ แม้จะนำไปผสมกับรากไม้และผักป่า... ก็จะประทังชีวิตพวกเราไปได้เพียงสิบวันเท่านั้น"

สิบวัน!

ระยะทางลงใต้สู่ดินแดนที่ไร้ภัยแล้งนั้นยาวไกลนับพันลี้ ต้องใช้เวลาเดินทางแรมเดือนเป็นอย่างน้อย สิบวันนั้นไม่เพียงพอแม้แต่จะก้าวข้ามเขตภูเขาหินแห้งแล้งลูกแรกด้วยซ้ำ

หลิวหว่านเจียวยกมือขึ้นทาบอก หน้าซีดเผือด ขณะที่เซี่ยอวิ๋นอานเพียงพยักหน้ารับทราบอย่างเยือกเย็น

ความจริงแล้ว ในส่วนลึกของจิตวิญญาณนาง นางครอบครองมิติโกดังโลจิสติกส์ที่มีเสบียงอาหารมหาศาล ทว่านางไม่สามารถเสกข้าวสารกระสอบใหญ่ออกมาวางกลางบ้านได้ หากทำเช่นนั้นย่อมถูกมองว่าเป็นปีศาจจำแลง และสิ่งของในมิติก็มีวันหมดไป นางไม่อาจพึ่งพามันอย่างประมาทได้

*ข้าต้องหาข้ออ้าง...* เซี่ยอวิ๋นอานคิดคำนวณในใจอย่างรวดเร็ว *ข้าต้องนำทีมออกเดินทาง และใช้การหาของป่าบังหน้า เพื่อลอบนำเสบียงในมิติออกมาผสมอย่างแนบเนียนทีละน้อย ข้าต้องการพื้นที่เปิดโล่งและอุปสรรคตามธรรมชาติเป็นฉากบังหน้า*

"สิบวันก็เพียงพอแล้วสำหรับการเริ่มต้น" เซี่ยอวิ๋นอานเอ่ยทำลายความเงียบ น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความมั่นใจที่ไม่อาจสั่นคลอน "ระหว่างทาง เราจะใช้สติปัญญาและทักษะเพื่อหาเสบียงเพิ่ม พรุ่งนี้รุ่งสาง ข้าจะพาจื้อหย่วนขึ้นเขาหลังหมู่บ้านไปสำรวจหาเสบียงป่า พวกท่านรีบจัดเตรียมสัมภาระให้พร้อมที่สุด เราต้องพร้อมออกเดินทางทุกเมื่อ"

ทุกคนพยักหน้าตอบรับด้วยความหวังที่ถูกจุดประกายขึ้นใหม่ ทว่าในจังหวะที่บรรยากาศกำลังจะคลี่คลายนั้นเอง...

เสิ่นจื้อหย่วนที่ยังคงแนบหูฟังเสียงอยู่บนพื้นกระดานใกล้หน้าต่างก็เบิกตากว้าง ร่างกายของเด็กชายแข็งทื่อราวกับถูกสาป เขาค่อยๆ หันมาหามารดาด้วยใบหน้าที่ไร้สีเลือด ริมฝีปากสั่นระริกขณะกระซิบเสียงแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน

"ท่านแม่... รอยเท้าพวกมันไปแล้วก็จริง... แต่... แต่มีเสียงลมหายใจของใครบางคน... กำลังยืนซุ่มอยู่ใต้หน้าต่างบานนี้ขอรับ"

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ขุดรากไม้และเรดาร์ค้นหา]**