ตอนที่ 5

***บทที่ 5: แผนการอพยพอันบ้าบิ่น***

กลิ่นอายคาวเลือดและควันไฟที่ลอยตามสายลมลอดผ่านรอยแยกของหน้าต่างไม้ เข้ามาตอกย้ำความจริงอันโหดร้าย เสียงกรีดร้องด่าทอและเสียงทุบทำลายข้าวของจากภายนอก เป็นดั่งฝันร้ายที่ปลุกให้ทุกคนตื่นจากการหลอกตัวเอง ภัยแล้งพรากน้ำ ฝูงตั๊กแตนพรากอาหาร และบัดนี้... ความหิวโหยกำลังพรากความเป็นมนุษย์ไปจากชาวบ้านหลินสุ่ย

ท่ามกลางความตื่นตระหนกของสมาชิกตระกูลเสิ่น เซี่ยอวิ๋นอานยืนหยัดแผ่นหลังตั้งตรง แววตาของนางสงบนิ่งและเยือกเย็นราวกับผิวน้ำลึก ไร้ซึ่งร่องรอยของความหวาดกลัว หญิงสาวกวาดสายตามองแม่สามีที่กำลังตัวสั่นเทา น้องสามีที่กำหมัดแน่น และเด็กน้อยทั้งสองที่กอดกันกลมด้วยความตื่นตระหนก

"อยู่ที่นี่ต่อไป... มีแต่ความตายที่รออยู่" เสียงของเซี่ยอวิ๋นอานดังขึ้นอีกครั้ง แม้ไม่ดังนัก ทว่าหนักแน่นจนสะกดทุกความวุ่นวายในหัวใจของผู้ฟัง "แปลงนาถูกทำลายสิ้น บ่อน้ำกำลังจะแห้งขอด และอีกไม่เกินสามวัน คนข้างนอกนั่นที่กำลังฆ่าฟันกันเพื่อแย่งชิงเศษอาหาร จะต้องพังประตูบ้านของเราเข้ามา ทางรอดเดียวที่เหลืออยู่คือการละทิ้งหมู่บ้านนี้เสีย แล้วอพยพลงใต้ มุ่งหน้าสู่หุบเขาชางอู๋"

คำว่า 'ละทิ้ง' และ 'อพยพ' ราวกับสายฟ้าที่ฟาดผ่าลงกลางใจของหลิวหว่านเจียว หญิงชราเบิกตากว้าง ริมฝีปากสั่นระริก "สะ... สะใภ้ใหญ่ เจ้าพูดเรื่องบ้าอันใดออกมา! ทิ้งบ้านเกิด ทิ้งเรือนบรรพบุรุษ ทิ้งผืนดินที่ปู่ย่าตายายฝังร่างงั้นหรือ! ซ้ำยังต้องเดินทางไกลนับพันลี้เพื่อเป็นผู้ลี้ภัยเร่ร่อน... เส้นทางลงใต้มีแต่โจรผู้ร้าย สัตว์ป่าดุร้าย และศพคนอดอยากเกลื่อนกล่น เรามีแต่คนแก่ สตรี และเด็กน้อย จะเอาชีวิตรอดไปถึงหุบเขาชางอู๋ที่เจรจาถึงได้อย่างไร!"

เซี่ยอวิ๋นอานเข้าใจความหวาดกลัวของแม่สามีดี สำหรับคนในยุคนี้ การถูกถอนรากถอนโคนจากถิ่นฐานถือเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย ทว่าในฐานะผู้ที่เคยผ่านความเป็นความตายมานับไม่ถ้วน นางรู้ดีว่าความผูกพันมิอาจใช้ประทังความหิว และเกียรติยศมิอาจปกป้องคมหอกคมดาบได้

"ท่านแม่" เซี่ยอวิ๋นอานก้าวเข้าไปกุมมือที่เย็นเฉียบของแม่สามี "รากเหง้าของตระกูลเสิ่นมิได้ฝังอยู่ในผืนดินที่ตายแล้วแห่งนี้ แต่มันอยู่ในตัวของจื้อหย่วน ในตัวของเนี่ยนเซี่ย และในตัวของพวกเราทุกคน หากเรารักษาชีวิตไว้ได้ ตระกูลเสิ่นก็ยังคงอยู่ หากเราดื้อดึงรักษาสถานที่นี้ไว้ สุดท้ายสิ่งที่เหลือคงมีเพียงกระดูกที่ไร้คนฝัง"

คำกล่าวที่แทงทะลุถึงแก่นความจริงทำเอาหลิวหว่านเจียวสะอึก ทว่าความกังวลเรื่องเสบียงบนเส้นทางยาวไกลก็ยังคงเป็นกำแพงสูงตระหง่านในใจ เซี่ยอวิ๋นอานรู้ดีว่าเพียงแค่คำพูดมิอาจสร้างความหวังได้ นางจึงผละมือออกและเอ่ยขึ้น "ท่านแม่ ชิงเฟิง พวกท่านรอข้าประเดี๋ยว"

เซี่ยอวิ๋นอานหมุนตัวเดินตรงไปยังซากห้องครัวเก่าที่อยู่หลังเรือน เมื่อแน่ใจว่าพ้นจากสายตาของผู้ใด นางจึงหลับตาลงและเพ่งสมาธิ สื่อสารกับมิติโกดังโลจิสติกส์ที่ติดตัวมา หญิงสาวใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่งยวด นางรู้ดีว่าการนำของแปลกประหลาดออกมามากเกินไปจะสร้างความสงสัย นางจึงดึงเอาเพียงข้าวสารขาวสะอาดที่บรรจุในถุงผ้าดิบขนาดเล็ก และก้อนเกลือหยาบสีหม่นออกมาจำนวนหนึ่ง จากนั้นจึงนำไปซุกซ่อนไว้ในไหดินเผาเก่าคร่ำคร่าที่เต็มไปด้วยหยากไย่ คลุกฝุ่นดินเล็กน้อยเพื่อให้ดูสมจริง

เมื่อเซี่ยอวิ๋นอานประคองไหดินเผาใบเก่ากลับเข้ามาในห้องโถง สายตาทุกคู่ต่างจับจ้องมาที่นางด้วยความฉงน

"นี่คืออันใดหรือพี่สะใภ้?" เสิ่นชิงเฟิงขยับเข้ามาใกล้

"ข้าแอบไปขุดค้นดูใต้ซากเตาเก่าในครัว หวังว่าจะเจอเศษมันเทศที่หลงเหลือ ทว่ากลับพบไหใบนี้ฝังอยู่ใต้ดินลึก" เซี่ยอวิ๋นอานวางไหดินเผาลงบนโต๊ะไม้อย่างระมัดระวัง ก่อนจะเปิดฝาออก "ดูเหมือนจะเป็นเสบียงลับที่ท่านพี่... หรืออาจจะเป็นบรรพบุรุษตระกูลเสิ่นแอบฝังซ่อนไว้เผื่อกาลหน้า"

ทันทีที่เห็นของภายในไห หลิวหว่านเจียวยกมือขึ้นปิดปาก น้ำตาแห่งความปีติเอ่อล้น "สวรรค์เมตตา! ข้าวสาร... ข้าวสารขาวบริสุทธิ์! ซ้ำยังมีเกลืออีกด้วย! นี่มันของล้ำค่าประดุจทองคำในยามข้าวยากหมากแพงเช่นนี้!"

เสิ่นชิงเฟิงเบิกตากว้าง บัณฑิตหนุ่มผู้ชาญฉลาดยื่นมือไปสัมผัสเมล็ดข้าวสารที่ขาวสะอาดและแห้งสนิท เขากะน้ำหนักด้วยสายตาและฝ่ามือ คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเล็กน้อยราวกับกำลังคำนวณบางสิ่งในหัว ก่อนที่ดวงตาของเขาจะทอประกายแห่งความเด็ดเดี่ยว เขารีบหันไปมองหน้าต่างที่ยังคงมีควันไฟลอยคลุ้งอยู่ภายนอก

"พี่สะใภ้กล่าวถูกทุกประการ ท่านแม่..." เสิ่นชิงเฟิงหันมาจับมือหลิวหว่านเจียว น้ำเสียงของเขาไร้ซึ่งความลังเลของบัณฑิตผู้อ่อนแออีกต่อไป "ข้าวและเกลือไหนี้คือแสงสว่างสุดท้ายของเรา หากเรายังคงรั้งอยู่ที่นี่ ทันทีที่พวกชาวบ้านที่หิวโซจนเสียสติรู้ว่าเรามีข้าวสารบริสุทธิ์ซ่อนอยู่ พวกเขาจะรวมหัวกันบุกเข้ามาปล้นชิงและเข่นฆ่าพวกเราจนสิ้น ต่อให้ข้ามีสิบมือก็ไม่อาจปกป้องข้าวไหนี้และชีวิตของพวกท่านได้"

ชายหนุ่มชี้แจงด้วยเหตุผลอันเฉียบขาด "อยู่ที่นี่ อัตราการรอดชีวิตคือศูนย์ ทว่าหากเราใช้ข้าวและเกลือนี้เป็นเสบียงตั้งต้น ลอบเดินทางหนีลงใต้ อย่างน้อยเราก็ยังมีโอกาสรอดชีวิต ข้าเห็นด้วยกับพี่สะใภ้ เราต้องไปจากที่นี่!"

เมื่อบุตรชายที่เปรียบเสมือนมันสมองของบ้าน และลูกสะใภ้ผู้เป็นเสาหลักต่างประสานเสียงยืนยันอย่างหนักแน่น กอปรกับเสบียงตั้งต้นที่ราวกับปาฏิหาริย์เบื้องหน้า กำแพงความหวาดกลัวในใจของหลิวหว่านเจียวก็พังทลายลง หญิงชรามองดวงตาที่ใสซื่อของหลานทั้งสอง ก่อนจะสูดลมหายใจลึก กัดริมฝีปากจนซีดเผือด และพยักหน้าอย่างช้าๆ

"ตกลง... ตระกูลเสิ่นจะละทิ้งบ้านเกิด พวกเราจะอพยพ!"

การตัดสินใจอันยิ่งใหญ่ถูกกำหนดขึ้นแล้ว ครอบครัวเสิ่นได้เปลี่ยนสถานะจากชาวนาผู้ประสบภัย สู่การเป็น 'ผู้ลี้ภัย' อย่างเป็นทางการ บรรยากาศภายในบ้านเปลี่ยนจากความสิ้นหวังเป็นการเตรียมพร้อมอย่างเร่งด่วน หลิวหว่านเจียวรีบรวบรวมเสื้อผ้ากันหนาวและของใช้ที่จำเป็นอย่างเงียบเชียบที่สุด ขณะที่เสิ่นชิงเฟิงเริ่มยกไหข้าวสารขึ้นมาคำนวณปริมาณเสบียงอย่างละเอียดด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

ทว่าในขณะที่เสี้ยวแห่งความหวังกำลังก่อตัว เสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่กลับดังตึงตังมาจากทางหน้าบ้าน ตามมาด้วยเสียงกระแทกบานประตูไม้ที่ดังกึกก้องราวกับฟ้าผ่า!

"เปิดประตู!! พวกข้ารู้ว่าบ้านพวกเจ้ายังมีน้ำและของกินซ่อนอยู่! เปิดเดี๋ยวนี้ หากไม่อยากถูกเผาทั้งเป็น!!"

เสียงแหบพร่าและบ้าคลั่งของกลุ่มชายฉกรรจ์ดังทะลุเข้ามา พร้อมกับแรงสั่นสะเทือนของบานประตูไม้ที่ใกล้จะปริแตกเต็มทน ภัยร้ายจากสันดานดิบของมนุษย์ได้มาเยือนถึงหน้าประตูกระท่อมของตระกูลเสิ่นแล้ว!

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: เสนาธิการเริ่มคำนวณ]**