ตอนที่ 4

***บทที่ 4: วิกฤตตั๊กแตนทมิฬกวาดล้าง***

ทันใดนั้นเอง ในห้วงลึกแห่งจิตสำนึกของเซี่ยอวิ๋นอานพลันปรากฏเสียงเตือนภัยแหลมเล็กดังก้องกังวาน *[แจ้งเตือนระดับวิกฤต! ตรวจพบภัยพิบัติทางชีวภาพกำลังเคลื่อนตัวเข้าใกล้ในระยะประชิด!]* ระบบผู้ช่วยอัจฉริยะหมายเลขศูนย์ส่งสัญญาณแสงสีแดงกะพริบถี่รัวสาดส่องไปทั่วหน้าจอระบบในหัว จุดสีแดงเล็กๆ ที่เคยปรากฏอยู่ตรงขอบแผนที่ตรวจจับเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา บัดนี้ได้หลอมรวมและขยายตัวเป็นคลื่นมฤตยูมหึมา กลืนกินรัศมีการสแกนจนแดงฉานไปแทบทุกตารางนิ้ว

ภาพความจริงเบื้องหน้าสอดคล้องกับคำเตือนในหัวอย่างสมบูรณ์แบบ ท้องฟ้าที่เคยกว้างใหญ่ถูกบดบังด้วยกลุ่มก้อนสีดำทะมึนที่เคลื่อนตัวอย่างบ้าคลั่ง เสียงหึ่งๆ ที่ดังก้องกังวานราวกับเสียงกลองศึกของมัจจุราช บัดนี้ชัดเจนจนน่าขนลุก มันไม่ใช่พายุฝน ไม่ใช่เมฆฝุ่น แต่มันคือหายนะที่มีชีวิต!

"ตั๊กแตน! มันคือฝูงตั๊กแตนทมิฬ!" เซี่ยอวิ๋นอานตะโกนสุดเสียง แววตาของนางแปรเปลี่ยนเป็นคมกริบดุจใบมีด สัญชาตญาณเอาชีวิตรอดจากชาติภพก่อนถูกปลุกเร้าจนถึงขีดสุด "ทุกคนฟังข้า! ทิ้งทุกอย่างที่อยู่ในมือแล้วรีบเข้าไปในบ้านเดี๋ยวนี้! ปิดประตูหน้าต่างให้มิดชิดที่สุด!"

เสียงตวาดอันเฉียบขาดของนางราวกับอสนีบาตฟาดกลางใจ ทุกคนในครอบครัวเสิ่นสะดุ้งสุดตัว เสิ่นชิงเฟิงผู้มีไหวพริบดีเยี่ยมคว้ากระสอบเสบียงที่เพิ่งนับเสร็จพุ่งพรวดเข้าไปในตัวบ้านทันที ขณะที่เสิ่นจื้อหย่วนวิ่งหน้าตั้งกระโดดข้ามธรณีประตูเข้ามาด้วยใบหน้าซีดเผือด

"โคลน! เอาดินก้นลานบ้านผสมกับน้ำสางข้าวที่เหลืออยู่ ถูและอุดเข้าไปตามร่องไม้ รอยแตก และหน้าต่างให้หมด อย่าให้เหลือช่องโหว่แม้แต่เท่ารูเข็ม!" เซี่ยอวิ๋นอานออกคำสั่งเป็นชุด นางไม่ได้รอให้ใครลงมือ แต่เป็นฝ่ายคว้าชามดินเผาตักโคลนเปียกชื้นขึ้นมาป้ายลงบนรอยแยกของประตูไม้อย่างรวดเร็วและหนักแน่น

ทว่าในจังหวะที่เซี่ยอวิ๋นอานกำลังจะดึงบานประตูใหญ่ปิดลงนั้นเอง หลิวหว่านเจียวที่เพิ่งตั้งสติได้พลันเบิกตากว้าง ร่างชราสั่นสะท้านเมื่อนึกถึงสิ่งสำคัญที่ถูกลืมทิ้งไว้ข้างนอก

"ผักหลังบ้าน! แปลงผักกาดของพวกเรา!" น้ำเสียงของแม่สามีเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและปวดร้าว นั่นคือผักสดใบเขียวเฮือกสุดท้ายที่นางรดน้ำพรวนดินด้วยหยาดเหงื่อแรงกาย หวังจะเก็บไว้เป็นเสบียงประทังชีวิตหลานๆ ในยามยาก หลิวหว่านเจียวคว้าตะกร้าสานและผ้าผืนเก่าหมายจะพุ่งตัวออกไปนอกประตู "ข้าจะเอาผ้าไปคลุมมันไว้! ประเดี๋ยวเดียวเท่านั้น สะใภ้ใหญ่ เจ้าอย่าเพิ่งปิดประตู!"

"ท่านแม่ หยุดเดี๋ยวนี้!" เซี่ยอวิ๋นอานตวัดสายตาขวับ นางก้าวพรวดเดียวเข้าขวางหน้า พร้อมกับคว้าท่อนแขนของแม่สามีไว้แน่นราวกับคีมเหล็ก ออกแรงกระชากร่างชราให้ถอยร่นกลับเข้ามาในตัวบ้าน

"ปล่อยข้านะ! นั่นมันอาหารรอดตายของพวกเรา!" หลิวหว่านเจียวดิ้นรน น้ำตาเอ่อคลอด้วยความเสียดายสุดแสน

"ท่านจะเอาชีวิตไปทิ้งหรืออย่างไร!" เซี่ยอวิ๋นอานกดเสียงต่ำตวาดเตือนสติ "ท่านดูข้างนอกนั่นให้ดี! ตั๊กแตนฝูงใหญ่ขนาดนี้ มันไม่ได้กินแค่พืชผล แต่มันหิวโซจนบ้าคลั่ง หากท่านออกไป มันจะรุมทึ้งกัดกินแม้กระทั่งเนื้อหนังและเส้นผมของท่านจนไม่เหลือซาก!"

ราวกับสวรรค์ต้องการยืนยันคำพูดของนาง นกเขาตัวหนึ่งที่บินหนีไม่ทันถลาร่อนผ่านลานบ้าน เพียงพริบตาเดียว เมฆสีดำทะมึนส่วนหนึ่งก็โฉบลงมาบดบังร่างของนกตัวนั้น เสียงร้องแหลมเล็กดังขึ้นเพียงเสี้ยววินาที ก่อนที่ซากโครงกระดูกนกที่มีหยาดเลือดติดเพียงน้อยนิดจะร่วงหล่นลงมากระแทกพื้นดินดังตุบ

ภาพความเป็นจริงอันโหดร้ายนั้นทำให้หลิวหว่านเจียวเข่าอ่อนยวบ ตะกร้าในมือร่วงหล่นลงพื้น นางตัวสั่นเทาไร้เรี่ยวแรงจะขัดขืนอีกต่อไป เซี่ยอวิ๋นอานอาศัยจังหวะนั้นผลักบานประตูไม้เข้าหากันจนสนิท ดึงดาลประตูลงกลอนอย่างแน่นหนา ก่อนจะหันไปช่วยเสิ่นชิงเฟิงและเสิ่นจื้อหย่วนอุดรอยรั่วที่เหลือด้วยโคลนดินจนมืดสนิท

ภายในบ้านดินแคบๆ ที่อับชื้นและมืดมิด บัดนี้มีเพียงแสงสว่างเล็ดลอดเข้ามาตามรอยแตกเพียงเล็กน้อย เสิ่นเนี่ยนเซี่ยซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดของเสิ่นจื้อหย่วนผู้เป็นพี่ชาย ร่างเล็กจ้อยสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว ทว่ากลับเอามือปิดปากตนเองไว้แน่นไม่กล้าส่งเสียงร้องไห้ออกมาตามที่มารดาเคยสอนไว้ หลิวหว่านเจียวนั่งทรุดอยู่บนพื้น ซบหน้าลงกับฝ่ามือสะอื้นไห้เงียบๆ ให้กับความหวังที่สูญสลาย

และแล้ว มัจจุราชแห่งท้องฟ้าก็มาเยือน...

"ซ่า... แกรก... แกรกๆๆๆ!"

เสียงที่ดังสนั่นหวั่นไหวราวกับห่าฝนหินตกลงมากระทบหลังคาคาเฟกและกำแพงดิน ตามมาด้วยเสียงเสียดสีของขากรรไกรนับล้านๆ คู่ที่กำลังกัดแทะทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า เสียงนั้นบาดลึกเข้าไปในโสตประสาท ชวนให้ขนลุกซู่ไปทั้งร่าง มันคือเสียงของการทำลายล้าง เสียงของการกลืนกินที่ไร้ความปรานี แม้จะหลบซ่อนตัวอยู่ในบ้าน แต่ทุกคนกลับรู้สึกราวกับมีแมลงนับหมื่นตัวกำลังไต่ยั้วเยี้ยอยู่บนผิวหนัง

เซี่ยอวิ๋นอานยืนนิ่งพิงแผ่นหลังเข้ากับบานประตู สองมือจับด้ามมีดสั้นที่ซ่อนไว้ในแขนเสื้อแน่น ดวงตาหงส์หรี่ลงอย่างเย็นชา ท่ามกลางวิกฤตที่บีบคั้น นางไม่ได้ตื่นตระหนก แต่กำลังใช้สมองคำนวณและประเมินสถานการณ์อย่างรวดเร็ว ในเมื่อธรรมชาติลงทัณฑ์จนถึงขั้นนี้ เส้นทางรอดชีวิตในหมู่บ้านแห่งนี้ย่อมถูกตัดขาดลงอย่างสิ้นเชิงแล้ว

เวลาผ่านไปยาวนานราวกับนับศตวรรษ... สองชั่วยามแห่งการรอคอยในความมืดและความหวาดผวา

ในที่สุด เสียงสะท้านฟ้าสะเทือนดินนั้นก็ค่อยๆ เบาบางลง และเคลื่อนตัวห่างออกไปทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่น่าอึดอัด เซี่ยอวิ๋นอานเป็นคนแรกที่ขยับตัว นางค่อยๆ แง้มแผ่นไม้ที่ปิดหน้าต่างออกเพียงรอยแยกเล็กๆ เพื่อมองประเมินสถานการณ์ภายนอก

ภาพที่ปรากฏแก่สายตาทำให้นัยน์ตาของนางหดเกร็ง แม้แต่นางที่เคยผ่านความเป็นความตายมานับไม่ถ้วนยังต้องสูดลมหายใจเข้าลึก

ลานบ้านที่เคยกวาดไว้สะอาดตา บัดนี้ถูกปกคลุมด้วยเศษซากความพินาศ ต้นไม้ใหญ่หน้าบ้านที่เคยให้ร่มเงาถูกแทะเปลือกและใบจนเหลือเพียงกิ่งก้านแห้งโกร๋นชี้เด่ขึ้นฟ้าราวกับโครงกระดูกมนุษย์ แปลงผักกาดหลังบ้านที่หลิวหว่านเจียวหวงแหน บัดนี้เหลือเพียงหลุมดินเปล่าเปล่า แผ่นดินถูกปอกลอกจนไม่เหลือสีเขียวแม้แต่หย่อมเดียว ราวกับถูกไฟนรกแผดเผาจนเหี้ยนเตียน

ความเงียบสงัดคงอยู่ได้เพียงไม่นาน ก่อนที่จะถูกทำลายลงด้วยเสียงร้องไห้โหยหวนที่ดังแว่วมาจากบ้านเรือนใกล้เคียง

"สวรรค์! ท่านตาบอดไปแล้วหรือ! ไฉนจึงโหดร้ายกับพวกเราปานนี้!"

"ข้าวโพดของข้า... เสบียงก้นหม้อของข้าถูกมันกินไปหมดแล้ว! ลูกข้าจะเอาอะไรกิน!"

เสียงกรีดร้องด่าทอฟฟ้าดิน เสียงร่ำไห้ปริ่มว่าจะขาดใจตายของชาวบ้านหลินสุ่ยดังก้องระงมไปทั่วทั้งหุบเขา คลื่นความสิ้นหวังอันแสนสาหัสแผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วทุกหย่อมหญ้า ภัยแล้งยาวนานสามปีว่าโหดร้ายแล้ว ทว่าฝูงตั๊กแตนทมิฬเพียงฝูงเดียว กลับพรากเอาฟางเส้นสุดท้ายของการเอาชีวิตรอดไปจนหมดสิ้น หมู่บ้านหลินสุ่ยบัดนี้ไม่ต่างอะไรกับสุสานคนเป็น

หลิวหว่านเจียวที่ชะโงกหน้ามาดูด้วย ร่างทรุดฮวบลงกับพื้นอีกครั้ง หญิงชรามองออกไปยังทิศทางของแปลงผัก น้ำตาเหือดแห้งจนร้องไม่ออก ไร้ซึ่งคำพูดใดๆ มีเพียงแววตาที่ว่างเปล่าราวกับคนตาย

เซี่ยอวิ๋นอานค่อยๆ ปิดหน้าต่างลง นางหันกลับมามองสมาชิกครอบครัวเสิ่นทุกคนที่กำลังจมดิ่งอยู่ในความสิ้นหวัง แววตาของหญิงสาวผู้เป็นเสาหลักเปล่งประกายกร้าวแกร่งและเด็ดเดี่ยว

"อยู่ที่นี่ต่อไป... มีแต่ความตายที่รออยู่" เซี่ยอวิ๋นอานเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ น้ำเสียงของนางราบเรียบ ทว่าหนักแน่นจนทุกคนต้องเงยหน้าขึ้นมอง

ทว่าก่อนที่นางจะได้เอ่ยแผนการขั้นต่อไป ทะลุผ่านเสียงร่ำไห้ระงมของชาวบ้าน พลันมีเสียง 'ตึง!' ดังกึกก้องมาจากทางท้ายหมู่บ้าน ตามมาด้วยเสียงกระจกและข้าวของแตกกระจาย ควันไฟสีดำสายหนึ่งพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า พร้อมกับเสียงตวาดอย่างบ้าคลั่งของมนุษย์ที่กำลังฆ่าฟันกันเพื่อแย่งชิงเศษอาหารที่อาจหลงเหลืออยู่ สันดานดิบที่ถูกความหิวโหยครอบงำได้กระชากหน้ากากความมีน้ำใจของชาวบ้านออกจนหมดสิ้นแล้ว!

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: แผนการอพยพอันบ้าบิ่น]**