ตอนที่ 3

***บทที่ 3: ประเมินสถานการณ์ และการรวมใจครอบครัว***

แสงเงินแสงทองแห่งรุ่งอรุณจับขอบฟ้า ทว่าแสงสว่างนั้นกลับไม่อาจขับไล่ความหดหู่และกลิ่นอายแห่งความตายที่ปกคลุมหมู่บ้านหลินสุ่ยได้เลย เซี่ยอวิ๋นอานผุดลุกขึ้นตั้งแต่ยามเหม่า แม้ร่างกายจะยังคงอ่อนล้า แต่จิตวิญญาณของสายลับที่ผ่านความเป็นความตายมานับไม่ถ้วนกลับตื่นตัวเต็มที่ ภาพจุดสีแดงขนาดใหญ่หลายสิบจุดที่กะพริบเตือนในห้วงเรดาร์เมื่อคืนยังคงสลักแน่นอยู่ในความทรงจำ ภัยร้ายระดับสูงสุดกำลังคืบคลานเข้ามา และนางไม่มีเวลาให้รั้งรออีกแม้แต่เค่อเดียว

นางก้าวออกจากห้องพัก เดินสำรวจไปรอบๆ ลานบ้านอันทรุดโทรม สายลมยามเช้าพัดพาเอาฝุ่นทรายและไอร้อนระอุมาปะทะใบหน้า แผ่นดินที่แตกระแหงบ่งบอกถึงความโหดร้ายของภัยแล้งที่กินเวลามาเนิ่นนาน เซี่ยอวิ๋นอานสูดลมหายใจเข้าลึก รวบรวมสมาธิ ก่อนจะเอ่ยเรียกสมาชิกทุกคนในครอบครัวมารวมตัวกันที่โถงกลางบ้าน

หลิวหว่านเจียวอุ้มเสิ่นเนี่ยนเซี่ยที่ยังคงหลับสนิทพิงอก ใบหน้าชรามีแววอิดโรย ทว่าแววตาที่มองลูกสะใภ้ใหญ่กลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความไว้วางใจอย่างหาที่สุดไม่ได้ เสิ่นชิงเฟิงในชุดบัณฑิตเก่าซอมซ่อ และเสิ่นจื้อหย่วนเด็กชายวัยสิบหนาว นั่งตัวตรงอยู่บนม้านั่งไม้ผุพัง รอคอยคำสั่งอย่างตั้งใจ

"ท่านแม่ ชิงเฟิง จื้อหย่วน ฟังข้าให้ดี" น้ำเสียงของเซี่ยอวิ๋นอานราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยพลังอำนาจและความเด็ดขาด "ภัยแล้งปีนี้มิใช่เรื่องปกติที่พวกเราจะทนรอให้สวรรค์เมตตาประทานสายฝนลงมาได้อีกต่อไป แหล่งน้ำรอบหมู่บ้านเหือดแห้งจนหมดสิ้น พืชผลยืนต้นตาย หากพวกเรายังคงรั้งอยู่ที่นี่ รอคอยความหวังลมๆ แล้งๆ ย่อมมีแต่ความอดตายที่รออยู่ ข้าขอประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนว่า ข้าจะไม่ยอมให้ครอบครัวของเราต้องจบชีวิตลงที่หมู่บ้านหลินสุ่ยแห่งนี้เด็ดขาด!"

คำกล่าวที่หนักแน่นราวกับขุนเขากระแทกใจผู้ฟัง หลิวหว่านเจียวริมฝีปากสั่นระริก แม้จะอาลัยอาวรณ์ถิ่นฐานบ้านเกิดเพียงใด แต่นางก็รู้ดีว่าลูกสะใภ้กล่าวความจริงทุกประการ

ทางด้านเสิ่นชิงเฟิง บัณฑิตหนุ่มผู้เย่อหยิ่งและเคยเชื่อมั่นว่า 'ในหน้าตำรามีบ้านทองคำ' เขาเม้มริมฝีปากแน่น สายตาของเขาเหลือบมองไปยังตำราเก่าคร่ำคร่าในห้องพักที่เปิดค้างไว้ บัดนี้เขาตระหนักรู้แจ้งแก่ใจแล้ว ท่ามกลางกลียุคและกระเพาะที่ว่างเปล่า บทกวีร้อยกรองไม่อาจประทังความหิวโหย คุณธรรมจริยธรรมในหน้ากระดาษไม่อาจใช้เป็นเกราะคุ้มกันคมดาบของโจรผู้ร้าย หรือแม้แต่ต่อกรกับความโหดร้ายของธรรมชาติได้

เสิ่นชิงเฟิงถอนหายใจยาว เขาลุกขึ้นยืน เดินไปพับเก็บตำราและพู่กันที่รักยิ่งลงในหีบอย่างทะนุถนอม ก่อนจะหันกลับมาสบตากับพี่สะใภ้ด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป มันคือแววตาของบุรุษที่พร้อมจะเผชิญหน้ากับโลกแห่งความเป็นจริง "พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านกล่าวมาเถิด พวกเราควรทำเช่นไร ข้าทิ้งพู่กันแล้ว นับแต่นี้ข้าพร้อมสู้สุดกำลังตามที่ท่านชี้แนะ"

เซี่ยอวิ๋นอานพยักหน้าอย่างพึงพอใจ การเปลี่ยนแปลงของเสิ่นชิงเฟิงนับเป็นเรื่องน่ายินดียิ่ง "ดีมาก นับตั้งแต่นี้ ตระกูลเสิ่นของเราจะต้องทำงานเป็นระบบระเบียบ เพื่อความอยู่รอดของทุกคน ข้าจะแบ่งหน้าที่ให้พวกเจ้า"

"ชิงเฟิง เจ้าเป็นผู้มีสติปัญญา รู้หนังสือ และมีความละเอียดรอบคอบ ข้าขอมอบหมายให้เจ้าเป็นเสนาธิการผู้ดูแลจัดการเสบียงทั้งหมด จงไปสำรวจข้าวสาร อาหารแห้ง และน้ำดื่มที่หลงเหลืออยู่ทุกหยด จดบันทึกทำบัญชีอย่างละเอียด และคำนวณมาให้ข้าว่า ด้วยจำนวนคนของเรา เสบียงที่มีจะประทังชีวิตไปได้อีกกี่วัน"

เซี่ยอวิ๋นอานรู้ดีว่าเสบียงในมิติของนางมีจำกัด การจะนำออกมาใช้ต้องมีที่มาที่ไปอย่างแนบเนียน การให้ชิงเฟิงรับรู้จำนวนเสบียงที่แท้จริงในยามนี้ คือการวางรากฐานเพื่อหาช่องทางนำเสบียงจากมิติออกมาเติมในภายหลังโดยไม่ให้ผิดสังเกต

"ข้าเข้าใจแล้ว ข้าจะไปจัดการเดี๋ยวนี้" เสิ่นชิงเฟิงรับคำสั่งอย่างแข็งขัน

"ท่านแม่" นางหันไปหาหลิวหว่านเจียว "ท่านมีความชำนาญเรื่องงานบ้าน รบกวนท่านรวบรวมเสื้อผ้ากันหนาว รองเท้าฟาง และสิ่งของที่พอจะนำไปแลกเปลี่ยนเป็นเสบียงได้ จัดเตรียมลงห่อผ้าให้พร้อมเคลื่อนย้ายเสมอ และช่วยดูแลเนี่ยนเซี่ยให้อยู่ในสายตาตลอดเวลา"

"ได้เลยสะใภ้ใหญ่ แม่จะจัดการให้เรียบร้อย เจ้ามิต้องกังวล" หลิวหว่านเจียวรับคำด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

"ส่วนเจ้า จื้อหย่วน" เซี่ยอวิ๋นอานหันไปหาเด็กชายผู้มีแววตาฉลาดเฉลียว "เจ้าตัวเล็กและว่องไว ข้าขอตั้งให้เจ้าเป็นหน่วยลาดตระเวน คอยหมอบดูลาดเลาอยู่ที่รอยแตกของกำแพงหน้าบ้าน หากมีคนแปลกหน้า มีกลุ่มทหาร หรือมีความผิดปกติใดๆ เกิดขึ้นในหมู่บ้าน จงรีบมารายงานข้าทันที ห้ามส่งเสียงดัง หรือออกไปเผชิญหน้าเด็ดขาด เข้าใจหรือไม่?"

"ขอรับท่านแม่! ข้าจะไม่ให้ผู้ใดเล็ดลอดสายตาไปได้แม้แต่คนเดียว!" เสิ่นจื้อหย่วนยืดอกน้อยๆ รับคำสั่งราวกับทหารกล้าที่ได้รับมอบหมายภารกิจสำคัญ

ครอบครัวเสิ่นที่เคยระส่ำระสายและเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นฟันเฟืองเครื่องจักรที่สบเข้าหากันอย่างลงตัว ภายใต้การนำของเซี่ยอวิ๋นอาน ทุกคนแยกย้ายไปทำหน้าที่ของตนอย่างขะมักเขม้น ไม่มีการพร่ำบ่น ไร้ซึ่งน้ำตา มีเพียงเจตจำนงแห่งการเอาชีวิตรอดที่ถูกจุดให้ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง

เวลาล่วงเลยเข้าสู่ยามซื่อ อากาศที่ร้อนอบอ้าวเริ่มทวีความรุนแรงขึ้น เสิ่นชิงเฟิงเพิ่งจะนับจำนวนเสบียงอันน้อยนิดเสร็จสิ้น และเสิ่นจื้อหย่วนกำลังหมอบซุ่มอย่างตั้งใจอยู่ริมกำแพงดิน ทว่าในวินาทีนั้นเอง...

สายลมร้อนที่เคยพัดเอื่อยพลันหยุดชะงัก บรรยากาศรอบกายเงียบสงัดลงจนผิดปกติ เสียงนกและแมลงที่เคยร้องระงมเงียบหายไปราวกับถูกปีศาจร้ายกลืนกิน ท้องฟ้าที่สว่างจ้าพลันมืดครึ้มลงอย่างกะทันหัน ราวกับมีม่านเมฆสีดำทะมึนขนาดมหึมาเคลื่อนตัวมาบดบังแสงสุริยัน

"ท่านแม่! พี่สะใภ้ใหญ่!" เสียงของเสิ่นจื้อหย่วนสั่นพร่า ร้องตะโกนมาจากหน้าบ้านด้วยความหวาดกลัวสุดขีด "บนฟ้า... มีบางอย่างกำลังบินมา กำลังมืดฟ้ามัวดินมาทางหมู่บ้านเราเลยขอรับ!"

เซี่ยอวิ๋นอานพุ่งตัวออกจากลานบ้าน แหงนหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้า นัยน์ตาของนางเบิกกว้าง เสียง 'หึ่งๆ' ที่ดังกึกก้องกังวานราวกับเสียงกลองศึกของมัจจุราชกำลังสะท้อนกึกก้องไปทั่วทั้งหุบเขา จุดสีแดงบนเรดาร์เมื่อคืน บัดนี้ได้ปรากฏตัวเป็นฝันร้ายแห่งสัจธรรมแล้ว หายนะระลอกใหม่ที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าความแห้งแล้งได้มาเยือน!

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: วิกฤตตั๊กแตนทมิฬกวาดล้าง]**