ความตื่นตระหนกในเมืองหลวง
ณ เมืองหลวงมณฑลเจียงหนิงที่รุ่งเรืองและจอแจ ยามบ่ายของฤดูสารทอากาศเย็นสบาย แสงแดดสีทองทอประกายอ่อนแรงลงบนถนนที่ปูด้วยหินขัดมัน ภายในลานบ้านของตระกูลเสิ่น เสียงหัวเราะอันดังและโอ้อวดของเด็กหนุ่มผู้หนึ่งกำลังทำลายความสงบสุขนั้น
"พวกเจ้าดูสิ! จักรยานยี่ห้อ 'หย่งจิ่ว' รุ่นใหม่ล่าสุด! พ่อข้าเพิ่งถอยมาให้!"
เสิ่นเทียนเป่าบุตรชายหัวแก้วหัวแหวนของบ้าน กำลังยืนคร่อมจักรยานคันใหม่เอี่ยมอ่อง มันวาววับด้วยสีเขียวเข้มสะท้อนแสงแดด เขาบีบแตรลมที่แฮนด์ดัง ‘แป๊นๆ’ สองสามครั้ง ก่อนจะกดกระดิ่งที่ส่งเสียง ‘กริ๊งๆ’ ใสกระจ่าง ใบหน้าของเขาเปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจและลำพองใจอย่างไม่ปิดบัง
เด็กหนุ่มสาวหลายคนในละแวกนั้นต่างกรูกันเข้ามารุมล้อมด้วยสายตาอิจฉาริษยา ในยุคสมัยที่จักรยานเป็นของหรูหราราคาแพง การได้ครอบครองสักคันเปรียบเสมือนสัญลักษณ์แห่งฐานะอันมั่งคั่ง
"โอ้โห! เทียนเป่า บ้านเจ้าช่างร่ำรวยเสียจริง!"
"จักรยานคันนี้คงแพงมากสินะ ดูสิ! สภาพใหม่เอี่ยมอ่อง!"
เสิ่นเทียนเป่ายืดอกรับคำเยินยอ เขายักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ "ก็ไม่เท่าไหร่หรอก พ่อข้าบอกว่าหากข้าทำงานในโรงงานทอผ้าได้ดี ก็จะซื้อนาฬิกาข้อมือจากเซี่ยงไฮ้ให้ข้าอีกเรือน"
คำพูดของเขาทำให้เพื่อนบ้านยิ่งทอดถอนใจด้วยความอิจฉา ไม่มีผู้ใดล่วงรู้เลยว่าจักรยานคันงามและตำแหน่งงานอันมั่นคงนั้น แท้จริงแล้วได้มาจากการย่ำยีเลือดเนื้อและช่วงชิงมรดกของลูกพี่ลูกน้องหญิงผู้หนึ่งที่ถูกส่งไปตกระกำลำบากในชนบทอันห่างไกล
ขณะที่เสิ่นเทียนเป่ากำลังเพลิดเพลินกับการเป็นจุดสนใจอยู่นั้น บุรุษไปรษณีย์ในชุดสีเขียวขี้ม้าก็ขี่จักรยานเก่าๆ มาจอดที่หน้าประตู "มีจดหมายด่วนถึงสหายเสิ่นจื้อเฉียงขอรับ!"
จ้าวชุนฮวาผู้เป็นภรรยาซึ่งกำลังนั่งเลือกผักอยู่หน้าบ้านได้ยินเข้าพอดี นางขมวดคิ้วเล็กน้อย จดหมายจากที่ใดกัน? นางรับจดหมายมาพลิกดู จ่าหน้าซองเขียนด้วยลายมือบรรจงงดงามผิดกับลายมือชาวบ้านทั่วไป ที่มุมซองระบุว่าส่งมาจากตำบลชิงสุ่ย หมู่บ้านไป๋เฮ่อ
หัวใจของจ้าวชุนฮวากระตุกวูบหนึ่ง ชื่อสถานที่คุ้นเคยทำให้นางนึกถึงหลานสาวนอกคอกผู้นั้น แต่แล้วนางก็สลัดความคิดนั้นทิ้งไป เด็กนั่นคงทำงานหนักจนไม่มีปัญญาแม้แต่จะจับปากกาด้วยซ้ำ
"ท่านพี่! มีจดหมายถึงท่าน!" นางตะโกนเรียกสามีที่กำลังพักผ่อนอยู่ในบ้าน
เสิ่นจื้อเฉียงเดินออกมาด้วยท่าทีเกียจคร้าน เขารับจดหมายมาดูด้วยความประหลาดใจ เมื่อเห็นที่อยู่ผู้ส่ง สีหน้าของเขาก็เคร่งขรึมลงเล็กน้อย เขากำชับภรรยาให้เข้าบ้านก่อนจะค่อยๆ ฉีกซองจดหมายออกอย่างระมัดระวัง
ภายในนั้นมีเพียงกระดาษแผ่นเดียวที่พับไว้อย่างเรียบร้อย แต่ทันทีที่ทั้งสองกวาดสายตาอ่านเนื้อความในจดหมายจนจบ ใบหน้าของจ้าวชุนฮวาก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นแดงก่ำด้วยความเดือดดาล!
"อีเด็กอกตัญญู! อีเด็กเนรคุณ!" นางตบโต๊ะดังปัง! เสียงตวาดแหลมสูงของนางดังลั่นจนเสิ่นจื้อเฉียงต้องรีบปราม
"เบาๆ หน่อยสิ! อยากให้เพื่อนบ้านได้ยินหรืออย่างไร!"
"ให้มันได้ยินไปเลย! ข้าจะให้ทุกคนได้รู้ว่าเรารับเลี้ยงอสรพิษเอาไว้ในบ้าน!" จ้าวชุนฮวากระแทกเสียง นางชี้ไปยังตัวอักษรบนกระดาษที่สั่นระริกตามแรงอารมณ์ "ดูมันเขียนสิ! มันกล้าข่มขู่เรา! มันบอกว่าถ้าเราไม่ส่งเงินสามสิบหยวนกับคูปองอาหารสิบชั่งไปให้ภายในครึ่งเดือน มันจะเขียนจดหมายไปฟ้องร้องที่โรงงาน! ฟ้องคณะกรรมการปฏิวัติ! ฟ้องทุกที่ที่มันจะฟ้องได้! นังเด็กสารเลว!"
เสิ่นเทียนเป่าที่ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายก็เดินเข้ามาในบ้านอย่างเสียอารมณ์ "แม่ มีอะไรกัน? ข้ากำลังจะพาเพื่อนๆ ไปขี่จักรยานเล่นเสียหน่อย"
จ้าวชุนฮวาหันขวับไปหาลูกชาย "ก็เพราะนังเด็กเสิ่นอวี่ซีนั่นน่ะสิ! มันเขียนจดหมายมาขอเงิน! มันริอาจมาข่มขู่พวกเรา!"
เสิ่นเทียนเป่าแค่นเสียง "ส่งไปให้มันทำไม? ปล่อยให้มันอดตายอยู่ที่นั่นแหละดีแล้ว!"
"แม่ก็คิดเช่นนั้น!" จ้าวชุนฮวาสนับสนุนความคิดของลูกชายหัวแก้วหัวแหวนทันที นางหันไปทางสามี "ท่านพี่ อย่าไปใส่ใจจดหมายขยะนี่เลย มันก็แค่เด็กผู้หญิงตัวคนเดียว อยู่ไกลถึงเพียงนั้น มันจะทำอะไรเราได้? อย่างมากก็แค่ขู่ไปอย่างนั้นเอง"
ทว่าเสิ่นจื้อเฉียงกลับมิได้มีความคิดตื้นเขินเช่นภรรยาและบุตรชาย เหงื่อเย็นเยียบสายหนึ่งไหลซึมออกมาจากขมับของเขา ใบหน้าขาวซีดลงอย่างเห็นได้ชัด สายตาของเขาจับจ้องไปยังประโยคหนึ่งในจดหมายไม่วางตา
*‘...ข้าจะเปิดโปงเรื่องราวทั้งหมดที่ท่านลุงกับท่านป้าฮุบสมบัติของพ่อแม่ข้า รวมถึงเรื่องที่ท่านลุงใช้เส้นสายอันมิชอบ เข้ายึดตำแหน่งงานในโรงงานทอผ้าซึ่งควรจะเป็นของข้า...’*
ประโยคนี้ราวกับค้อนยักษ์ที่ทุบลงกลางกระหม่อมของเขา!
เรื่องอื่นเขายังไม่หวาดหวั่นเท่าเรื่องตำแหน่งงานในโรงงานทอผ้าเจียงหนิง ตำแหน่งหัวหน้าช่างเทคนิคนี้เดิมทีเป็นของเสิ่นจื้อกั๋ว น้องชายของเขา หลังน้องชายและน้องสะใภ้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุ ตำแหน่งนี้ควรจะถูกส่งต่อให้บุตรสาวคนเดียวของพวกเขาตามกฎ แต่เขาได้ใช้เล่ห์เหลี่ยมและเส้นสายบางอย่าง กดดันให้เด็กสาวผู้ไม่รู้ประสีประสาในตอนนั้นสละสิทธิ์ และเขาก็ได้ยึดตำแหน่งนั้นมาให้เสิ่นเทียนเป่าบุตรชายของตนเอง
เรื่องนี้เป็นความลับที่เขากับภรรยารู้กันเพียงสองคน หากถูกเปิดโปงขึ้นมา...
"ท่านพี่? ท่านเป็นอะไรไป?" จ้าวชุนฮวาเห็นสีหน้าไม่สู้ดีของสามีก็ชักใจไม่ดี
"เจ้ามันโง่เง่า!" เสิ่นจื้อเฉียงตวาดกลับเป็นครั้งแรก "เจ้าคิดว่ามันเป็นแค่เรื่องเล็กน้อยหรือ? หากนังเด็กนั่นมันบ้าเลือดเขียนจดหมายไปที่โรงงานจริงๆ เจ้าคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น!?"
เขายกมือกุมขมับ ความหวาดระแวงเริ่มกัดกินจิตใจ "ช่วงนี้การตรวจสอบวินัยในหน่วยงานกำลังเข้มงวด หากมีจดหมายร้องเรียนส่งไปที่คณะกรรมการโรงงานจริงๆ ต่อให้เรื่องนั้นไม่เป็นความจริง พวกเขาก็ต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อแสดงความโปร่งใส แล้วถ้าพวกเขาสืบสาวราวเรื่องไปจนถึงต้นตอ...เจ้าคิดว่าตำแหน่งของเทียนเป่าจะยังอยู่หรือไม่? แล้วข้าล่ะ! ข้าอาจจะถูกปลดออกจากงานด้วยซ้ำ!"
ยิ่งคิด เขาก็ยิ่งหวาดกลัว ภาพอนาคตอันเลวร้ายฉายชัดขึ้นในมโนสำนึก...การถูกตราหน้าว่าเป็นผู้ยักยอกทรัพย์สินของน้องชายผู้ล่วงลับ การถูกเพื่อนร่วมงานและเพื่อนบ้านซุบซิบนินทา และที่เลวร้ายที่สุดคือการสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างที่สร้างมา
เสียงกระดิ่งจักรยาน ‘กริ๊งๆ’ อันสดใสของเสิ่นเทียนเป่าที่ดังมาจากนอกบ้าน บัดนี้กลับฟังดูราวกับเสียงระฆังมรณะที่กำลังส่งเสียงเย้ยหยันโชคชะตาของเขา
จ้าวชุนฮวาหน้าซีดเผือด นางไม่เคยเห็นสามีมีท่าทีหวาดกลัวถึงเพียงนี้มาก่อน "มัน...มันคงไม่ร้ายแรงขนาดนั้นกระมัง?"
เสิ่นจื้อเฉียงหันมาจ้องหน้าภรรยาด้วยดวงตาที่แดงก่ำ "ไม่ร้ายแรง? จ้าวชุนฮวา! เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าพ่อของนังเด็กนั่นเคยเป็นใครในโรงงาน! บรรดาลูกน้องเก่าๆ ของเขายังมีอยู่หลายคน! ถ้าพวกนั้นรู้เรื่องเข้า...พวกเราจบสิ้นแน่!"
บรรยากาศภายในบ้านพลันหนักอึ้งและเย็นเยียบราวกับตกอยู่ในขุมน้ำแข็ง ความลำพองใจเมื่อครู่สลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความตื่นตระหนกและหวาดผวาที่กำลังคืบคลานเข้ามาจับกุมหัวใจของสองสามีภรรยา
จดหมายเพียงฉบับเดียวจากเด็กสาวที่พวกเขาเคยคิดว่าไร้พิษสง บัดนี้กลับกลายเป็นคมดาบที่จ่ออยู่ตรงลำคอ พร้อมที่จะสะบั้นอนาคตอันรุ่งโรจน์ของครอบครัวพวกเขาให้พังพินาศลงได้ทุกเมื่อ