พลิกวิกฤตสร้างความเชื่อใจ
สิ้นเสียงทุ้มต่ำอันเยียบเย็นนั้น มวลชนที่แออัดอยู่หน้าเรือนพักยุวปัญญาชนพลันแหวกออกเป็นทางโดยอัตโนมัติ ร่างสูงใหญ่กำยำของบุรุษผู้หนึ่งก้าวเข้ามาในวงล้อม แสงจันทร์สาดส่องเผยให้เห็นใบหน้าคมคายที่เคร่งขรึมและดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวในยามค่ำคืน รัศมีกดดันอันน่าเกรงขามแผ่กระจายออกมาจากร่างของเขา ทำให้บรรยากาศที่อึกทึกครึกโครมเมื่อครู่เงียบสงัดลงในบัดดล
ผู้มาเยือนคือลู่เจิง ชายหนุ่มผู้เงียบขรึมและเก็บตัวที่สุดในหมู่บ้านไป๋เฮ่อ
“ลู่...ลู่เจิง?” สวี่ต้าเม่าขมวดคิ้วด้วยความประหลาดใจ การปรากฏตัวของชายผู้นี้เป็นเรื่องที่คาดไม่ถึงอย่างแท้จริง
ไป๋มู่หลานหน้าซีดเผือด นางจ้องมองลู่เจิงอย่างไม่เชื่อสายตา ก่อนจะแผดเสียงออกมา “เป็นไปไม่ได้! เจ้าโกหก! เจ้าจะไปเกี่ยวข้องกับนางได้เช่นไร!”
ลู่เจิงไม่แม้แต่จะชายตามองนาง สายตาคมกริบของเขายังคงจ้องตรงไปยังหัวหน้าหมู่บ้านสวี่ต้าเม่า น้ำเสียงยังคงราบเรียบแต่หนักแน่น “เมื่อหลายวันก่อน น้องชายข้าพลัดตกจากเนินเขาได้รับบาดเจ็บสาหัส เป็นสหายเสิ่นอวี่ซีที่ช่วยปฐมพยาบาลและรักษาชีวิตเขาไว้ เนื้อหมูป่าชิ้นนี้ ข้าตั้งใจมอบให้นางเพื่อเป็นการขอบคุณ”
คำอธิบายสั้นกระชับแต่ชัดเจนราวกับสายฟ้าฟาดกลางวงสนทนา!
เรื่องที่ลู่สิง น้องชายของลู่เจิงเกือบตายนั้นเป็นที่รู้กันทั่ว แต่ไม่มีใครคาดคิดว่าผู้ที่ช่วยชีวิตเขาไว้จะเป็นยุวปัญญาชนหญิงที่เพิ่งย้ายมาใหม่อย่างเสิ่นอวี่ซี!
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง!”
“มิน่าเล่า นางถึงได้เนื้อดีๆ เช่นนี้มา”
“ไป๋มู่หลานนี่ช่างร้ายกาจนัก กล่าวหาผู้อื่นเลื่อนลอย!”
เสียงซุบซิบของชาวบ้านเปลี่ยนทิศทางในทันที จากความสงสัยกลายเป็นความชื่นชมในตัวเสิ่นอวี่ซี และหันไปตำหนิไป๋มู่หลานแทน ใบหน้าของไป๋มู่หลานซีดสลับแดงก่ำ นางกำหมัดแน่นด้วยความอัปยศอดสู อยากจะกรีดร้องโต้เถียง แต่เมื่อสบเข้ากับสายตาเย็นชาดุจน้ำแข็งพันปีของลู่เจิง คำพูดทั้งหมดก็พลันจุกอยู่ที่ลำคอ
สวี่ต้าเม่าในฐานะหัวหน้าหมู่บ้าน เมื่อได้ฟังความจริงจนกระจ่างแจ้งก็รู้สึกเสียหน้าอย่างยิ่งที่ตนเองเกือบจะตัดสินลงโทษคนดีไปแล้ว เขาหันไปตวาดใส่ไป๋มู่หลานด้วยความเดือดดาล “ไป๋มู่หลาน! เจ้าก่อเรื่องวุ่นวายไม่เลิก! กล่าวหาผู้อื่นโดยไม่มีหลักฐาน ทำให้ข้าและทุกคนต้องวุ่นวายยามค่ำคืน! กลับไปทบทวนความผิดของเจ้าซะ! หากมีครั้งหน้า ข้าจะรายงานเรื่องนี้ให้คอมมูนจัดการ!”
ไป๋มู่หลานสะดุ้งสุดตัว นางกัดริมฝีปากจนห้อเลือด ดวงตาเต็มไปด้วยความเคียดแค้นชิงชังที่มุ่งตรงไปยังเสิ่นอวี่ซี ก่อนจะวิ่งหนีจากไปท่ามกลางเสียงหัวเราะเยาะของชาวบ้าน
เมื่อต้นเรื่องจากไปแล้ว ชาวบ้านคนอื่นๆ ก็เริ่มทยอยสลายตัว สวี่ต้าเม่าถอนหายใจเฮือกใหญ่ หันมาทางเสิ่นอวี่ซีด้วยสีหน้าอ่อนลงเล็กน้อย “เรื่องคืนนี้...ถือว่าข้าเข้าใจผิดไป”
เสิ่นอวี่ซียิ้มบางเบา “ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ท่านหัวหน้าหมู่บ้านเพียงทำตามหน้าที่”
ขณะที่บรรยากาศกำลังจะคลี่คลาย สายตาเฉียบคมของเสิ่นอวี่ซีก็พลันสังเกตเห็นซุนกุ้ยอิง ภรรยาของหัวหน้าหมู่บ้านที่ยืนอยู่ข้างๆ สามี นางมีสีหน้าซีดเซียว ขมวดคิ้วเล็กน้อย และใช้มือกดนวดที่ข้อเข่าเป็นระยะๆ แม้จะพยายามปกปิด แต่กิริยาเช่นนี้ย่อมไม่อาจรอดพ้นสายตาของแพทย์หญิงผู้เชี่ยวชาญไปได้
“ท่านป้าซุน...ท่านมีอาการปวดข้อใช่หรือไม่เจ้าคะ?” เสิ่นอวี่ซีเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
ซุนกุ้ยอิงชะงักไปเล็กน้อยด้วยความแปลกใจ “เอ่อ...ใช่จ้ะ พออากาศเย็นลงทีไร ก็ปวดจนแทบเดินไม่ไหวทุกที เป็นมาหลายปีแล้ว”
“หากท่านป้าไม่รังเกียจ ข้าพอจะมีความรู้ด้านการฝังเข็มอยู่บ้าง อาจช่วยบรรเทาอาการให้ท่านได้นะเจ้าคะ”
คำเสนอของนางทำให้ทั้งสวี่ต้าเม่าและซุนกุ้ยอิงเบิกตากว้าง “ฝังเข็มรึ?” สวี่ต้าเม่าทวนคำด้วยความลังเล “เจ้า...เจ้ารู้จักวิชาแพทย์ด้วยหรือ?”
เสิ่นอวี่ซีไม่ตอบโดยตรง แต่หันไปกล่าวกับซุนกุ้ยอิงด้วยรอยยิ้มที่มั่นใจ “การฝังเข็มสามารถช่วยให้เลือดลมไหลเวียนได้ดีขึ้น บรรเทาอาการปวดได้ชะงัดนัก ท่านป้าจะลองดูหรือไม่เจ้าคะ? ไม่เสียหาบอะไรอยู่แล้ว”
ซุนกุ้ยอิงซึ่งทนทุกข์ทรมานกับอาการปวดเรื้อรังมานาน เมื่อเห็นแววตาที่จริงใจและมั่นคงของเด็กสาวตรงหน้า ในใจก็พลันบังเกิดความหวังขึ้นมา นางมองหน้าสามีแล้วพยักหน้าช้าๆ “ก็ได้...ลองดูก็ได้”
“เช่นนั้นเชิญท่านป้านั่งตรงนี้ก่อนนะเจ้าคะ” เสิ่นอวี่ซีผายมือไปยังเก้าอี้ไม้ตัวหนึ่ง ก่อนจะหันไปกล่าวว่า “ขอข้าไปเตรียมของสักครู่เจ้าค่ะ”
นางใช้ความมืดสลัวของห้องพักเป็นฉากกำบัง หันหลังให้ทุกคนแล้วแสร้งทำเป็นค้นหาของในหีบไม้เก่าๆ ของตนเอง ทว่าในความเป็นจริง นางได้ดึงจิตของตนเองเข้าสู่มิติลับโอสถสวรรค์ ในโซนแพทย์สมัยใหม่ นางหยิบชุดเข็มเงินสำหรับฝังเข็มที่สะอาดปลอดเชื้อและมีคุณภาพดีที่สุดออกมาหนึ่งชุด มันเป็นเข็มที่บางเฉียบและยืดหยุ่นกว่าเข็มหนาๆ ที่ใช้กันในยุคนี้มากนัก
เมื่อกลับออกมาพร้อมกล่องไม้เล็กๆ ในมือ เสิ่นอวี่ซีก็คุกเข่าลงเบื้องหน้าซุนกุ้ยอิงอย่างนอบน้อม “อาจจะรู้สึกเจ็บเล็กน้อยตอนลงเข็มนะเจ้าคะ”
นางเปิดกล่องไม้ เผยให้เห็นเข็มเงินเส้นบางยาวเรียงรายเป็นระเบียบอยู่ภายใน แสงตะเกียงตกกระทบผิวเข็มเกิดเป็นประกายวาววับน่าเลื่อมใส ซุนกุ้ยอิงเห็นเพียงอุปกรณ์ที่ดูสะอาดสะอ้านและเป็นมืออาชีพก็พลันรู้สึกเชื่อมั่นขึ้นอีกหลายส่วน
เสิ่นอวี่ซีหยิบเข็มเล่มหนึ่งขึ้นมา นิ้วเรียวยาวของนางคีบจับตัวเข็มอย่างมั่นคง ปลายนิ้วอีกข้างแตะสัมผัสเพื่อหาตำแหน่งจุดฝังเข็มบนหัวเข่าของซุนกุ้ยอิงอย่างแม่นยำ จากนั้นจึงลงมืออย่างรวดเร็วและเด็ดขาด
ฉึบ!
เข็มเงินปักลงบนจุดซื่อเหยี่ยนอย่างแผ่วเบาราวกับขนนก ซุนกุ้ยอิงสะดุ้งเล็กน้อย แต่กลับไม่รู้สึกเจ็บอย่างที่คิด มีเพียงความรู้สึกหน่วงๆ คล้ายมดกัดเท่านั้น
เสิ่นอวี่ซีไม่หยุดเพียงเท่านั้น นางลงเข็มอีกหลายเล่มตามจุดสำคัญรอบๆ ข้อเข่าอย่างคล่องแคล่วว่องไว ทุกท่วงท่าล้วนเปี่ยมด้วยความชำนาญและมั่นใจจนน่าทึ่ง
ครู่ต่อมา นางใช้นิ้วดีดที่ปลายเข็มเบาๆ เพื่อกระตุ้นพลังชี่
ทันใดนั้นเอง! ซุนกุ้ยอิงก็เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง!
นางรู้สึกถึงกระแสอุ่นสายหนึ่งแล่นปราดจากบริเวณที่ถูกฝังเข็ม กระจายไปทั่วหัวเข่า ความรู้สึกเจ็บปวดตึงๆ ที่เคยรบกวนนางมาตลอดทั้งคืนพลันค่อยๆ บรรเทาลง...และสลายหายไปอย่างน่าอัศจรรย์!
“หาย...หายปวดแล้ว!” ซุนกุ้ยอิงอุทานออกมาเสียงสั่นเครือ นางลองขยับขาอย่างไม่เชื่อสายตา “ไม่ปวดเลยจริงๆ ด้วย! มันเบาสบายไปหมด!”
สวี่ต้าเม่าที่เฝ้ามองอย่างใกล้ชิดรีบเข้ามาประคองภรรยา “จริงรึ กุ้ยอิง?”
“จริงสิเจ้าคะท่านพี่!” ซุนกุ้ยอิงลุกขึ้นยืนแล้วลองก้าวเดินไปมาสองสามก้าวอย่างคล่องแคล่ว ใบหน้าของนางเปี่ยมไปด้วยความยินดีอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน “ไม่เพียงไม่ปวด แต่ยังรู้สึกว่ามีเรี่ยวแรงขึ้นด้วย! โอสถสวรรค์! นี่มันยอดเยี่ยมเกินไปแล้ว!”
ภาพที่ภรรยาสามารถเดินเหินได้เป็นปกติอีกครั้งทำให้สวี่ต้าเม่ารู้สึกตื้นตันใจอย่างยิ่ง เขามองเสิ่นอวี่ซีด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง จากความเฉยเมยและระแวงสงสัยในตอนแรก บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความทึ่งและความขอบคุณจากใจจริง
ซุนกุ้ยอิงเดินกลับมาจับมือเสิ่นอวี่ซีไว้อย่างแน่นหนา ดวงตาของนางแดงก่ำด้วยความซาบซึ้ง “เด็กดี...ขอบคุณเจ้ามากจริงๆ! เจ้าช่วยชีวิตข้าไว้แท้ๆ!”
นางหันไปมองสามีด้วยแววตาที่มุ่งมั่น “ท่านพี่! เด็กอวี่ซีมีความสามารถถึงเพียงนี้ การให้นางเป็นเพียงยุวปัญญาชนทำงานตากแดดตากฝนในนา ช่างน่าเสียดายฝีมือของนางนัก!”
ประโยคนี้ทำให้หัวใจของเสิ่นอวี่ซีเต้นแรงขึ้นเล็กน้อย นางเงยหน้าขึ้นสบตากับซุนกุ้ยอิง และเห็นความหมายบางอย่างในแววตาของภรรยาหัวหน้าหมู่บ้าน
ซุนกุ้ยอิงยิ้มอย่างอ่อนโยนก่อนจะกล่าวประโยคที่อาจจะเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตของเสิ่นอวี่ซีในหมู่บ้านไป๋เฮ่อไปตลอดกาล “ข้าว่า...พวกเราควรจะหาที่ทางที่ดีกว่านี้ให้นางได้แสดงความสามารถนะเจ้าคะ...”