แผนใส่ร้ายของดอกบัวขาว

กลิ่นหอมหวนของเนื้อหมูตุ๋นสมุนไพรยังคงอบอวลไปทั่วห้องพักรวมของเหล่าปัญญาชน คล้ายกับมือที่มองไม่เห็นซึ่งคอยหยอกเย้ากระเพาะอาหารของทุกคนให้ส่งเสียงร้องครวญครางออกมาอย่างน่าเวทนา

ท่ามกลางสายตาละห้อยที่จับจ้องมาเป็นตาเดียว เสิ่นอวี่ซีกลับมีท่าทีสงบนิ่งราวกับสายน้ำในฤดูสารท นางใช้ทัพพีไม้ตักเนื้อหมูที่เปื่อยนุ่มจนแทบละลายในปากพร้อมน้ำแกงสีน้ำตาลเข้มข้นใส่ลงในชามของตนเองเป็นคนแรก ควันร้อนกรุ่นที่ลอยขึ้นมานั้นพัดพากลิ่นหอมชวนฝันให้ยิ่งชัดเจนขึ้นไปอีก

นางนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ตัวเล็กอย่างสบายอารมณ์ ค่อยๆ ละเลียดชิมเนื้อตุ๋นในชามอย่างไม่รีบร้อน ทุกท่วงท่าล้วนแฝงไว้ด้วยความสง่างามที่ขัดกับสภาพแวดล้อมอันซอมซ่อโดยสิ้นเชิง การกระทำนี้มิใช่การแสดงความเห็นแก่ตัว แต่เป็นการประกาศอำนาจโดยนัยว่านางคือผู้ครอบครองอาหารมื้อนี้โดยสมบูรณ์

บรรดายุวปัญญาชนคนอื่นๆ ได้แต่กลืนน้ำลายดังเอื๊อก ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยปากขอส่วนแบ่งแม้แต่คนเดียว พวกเขายังจำบทเรียนที่ไป๋มู่หลานได้รับได้เป็นอย่างดี ยามนี้เสิ่นอวี่ซีในสายตาของทุกคนไม่ใช่เด็กสาวอ่อนแอที่รังแกได้ง่ายอีกต่อไปแล้ว

เสิ่นอวี่ซีรู้สึกถึงพลังงานที่ไหลเวียนอย่างสงบในร่าง ก่อเกิดจากน้ำพุวิเศษในมิติที่นางแอบดื่มเข้าไปหนึ่งจิบก่อนจะเริ่มลงมือทำอาหาร มันทำให้นางมีสมาธิเฉียบคมและจิตใจสงบนิ่งราวผืนน้ำ แม้จะคาดการณ์ได้ว่ากลิ่นเนื้อนี้จะนำพาความวุ่นวายมาให้ แต่นางก็เตรียมแผนรับมือไว้พร้อมสรรพแล้ว

ขณะเดียวกันนั้นเอง ไป๋มู่หลานก็วิ่งกระหืดกระหอบไปตามทางเดินดินแคบๆ ของหมู่บ้าน ความมืดและความหนาวเย็นของยามค่ำคืนมิอาจดับไฟริษยาที่ลุกโชนอยู่ในใจนางได้ กลิ่นเนื้อหอมกรุ่นที่ติดปลายจมูกมานั้นราวกับเชื้อเพลิงชั้นดีที่โหมกระพือให้มันลุกโชติช่วงยิ่งขึ้น

“สี่แต้มงาน! นางได้แค่วันละสี่แต้มงาน จะไปเอาเงินที่ไหนมาซื้อเนื้อหมูราคาแพงลิบลิ่วเช่นนั้นได้!” นางพึมพำกับตัวเองด้วยลมหายใจหอบถี่ ดวงตาฉายแววอำมหิต “ต้องเป็นการลักขโมยทรัพย์สินส่วนรวมของคอมมูนมาแน่ๆ หรือไม่ก็แอบทำการค้าแบบทุนนิยมอันเป็นสิ่งต้องห้าม! ไม่ว่าจะเป็นอย่างไหน ก็ล้วนเป็นความผิดร้ายแรง!”

ในที่สุดนางก็มาถึงหน้าบ้านของหัวหน้าหมู่บ้านสวี่ต้าเม่า บ้านอิฐหลังเล็กที่ดูดีกว่าบ้านดินของชาวบ้านทั่วไป ไป๋มู่หลานไม่รอช้า รีบเคาะประตูรัวเร็วทันที

“ใครมาเคาะประตูเสียดึกดื่นป่านนี้!” เสียงห้าวทุ้มของสวี่ต้าเม่าดังลอดออกมาจากด้านใน ก่อนที่ประตูจะถูกเปิดออก เผยให้เห็นร่างกำยำของชายวัยกลางคนในชุดผ้าฝ้ายธรรมดา

เมื่อเห็นว่าเป็นไป๋มู่หลานที่มีใบหน้าซีดเผือดและดวงตาแดงก่ำราวกับเพิ่งผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก สวี่ต้าเม่าก็ขมวดคิ้วด้วยความประหลาดใจ “ยุวปัญญาชนไป๋ มีเรื่องอันใดรึ?”

ไป๋มู่หลานแสร้งทำเป็นสูดจมูก น้ำเสียงสั่นเครือราวกับได้รับความอยุติธรรมอย่างแสนสาหัส “ท่านหัวหน้าหมู่บ้าน! ท่านต้องให้ความเป็นธรรมกับพวกเราเหล่าปัญญาชนผู้ยากไร้ด้วยเจ้าค่ะ!”

นางเริ่มต้นเรื่องราวด้วยการบิดเบือนความจริงอย่างแนบเนียน กล่าวหาว่าเสิ่นอวี่ซีซึ่งเป็นยุวปัญญาชนที่อ่อนแอที่สุดและได้แต้มงานน้อยที่สุด กลับมีพฤติกรรมน่าสงสัย ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยอย่างไม่ทราบที่มาที่ไป

“เมื่อครู่นี้เองเจ้าค่ะ นางกลับนำเนื้อหมูชิ้นใหญ่ออกมาต้มกินอย่างสบายใจ! กลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วทั้งบ้านพัก พวกเราที่ทำงานหนักมาทั้งวันแทบไม่มีอะไรตกถึงท้อง แต่เสิ่นอวี่ซีกลับมีเนื้อกิน! ท่านหัวหน้าหมู่บ้านลองคิดดูสิเจ้าคะ คนที่ได้แต้มงานแค่วันละสี่แต้ม จะเอาปัญญาที่ไหนไปหาซื้อเนื้อหมูมาได้! ข้าสงสัยว่า...นางต้องไปขโมยทรัพย์สินของคอมมูนมาเป็นแน่!”

คำว่า “ขโมยทรัพย์สินของคอมมูน” เป็นคำกล่าวหาที่ร้ายแรงอย่างยิ่งในยุคสมัยนี้ สวี่ต้าเม่าพลันมีสีหน้าเคร่งขรึมขึ้นมาทันที การลักขโมยทรัพย์สินส่วนรวมถือเป็นอาชญากรรมที่ไม่อาจให้อภัยได้

“นางอาจจะแอบทำการค้าแบบพวกนายทุนก็ได้นะเจ้าคะ!” ไป๋มู่หลานรีบเติมเชื้อไฟเข้าไปอีก “ลักลอบนำของไปขายในตลาดมืดเพื่อแลกเงิน! นี่เป็นการบ่อนทำลายรากฐานของสังคมนิยมอย่างชัดเจน! ท่านหัวหน้าหมู่บ้าน ท่านจะปล่อยให้คนแบบนี้มาสร้างความเสื่อมเสียให้แก่หมู่บ้านไป๋เฮ่อของเราได้อย่างไร!”

วาจาของไป๋มู่หลานนั้นทั้งน่าเชื่อถือและเปี่ยมด้วยอารมณ์ สวี่ต้าเม่าแม้จะยังไม่ปักใจเชื่อทั้งหมด แต่ก็ไม่อาจเพิกเฉยต่อข้อกล่าวหาที่รุนแรงเช่นนี้ได้ หากมีหนอนบ่อนไส้ในหมู่บ้านจริง เขาก็ต้องรีบกำจัดออกไป

“เรื่องนี้ร้ายแรงนัก! เจ้านำทางข้าไป ข้าจะไปดูให้เห็นกับตา!” สวี่ต้าเม่าตัดสินใจอย่างเด็ดขาด เขาตะโกนเรียกสมาชิกกองกำลังป้องกันตนเองของหมู่บ้านอีกสองสามคน ก่อนจะคว้าไฟฉายแล้วมุ่งหน้าไปยังบ้านพักยุวปัญญาชนพร้อมกับไป๋มู่หลานทันที

ข่าวลือแพร่กระจายไปเร็วกว่าไฟลามทุ่ง ชาวบ้านที่ยังไม่หลับไม่นอนต่างพากันออกมามุงดูด้วยความสนใจใคร่รู้ ก่อเกิดเป็นขบวนคนกลุ่มเล็กๆ เดินตามหลังหัวหน้าหมู่บ้านไปอย่างเงียบเชียบ ทุกคนต่างอยากรู้ว่ายุวปัญญาชนคนใดกันที่ใจกล้าถึงเพียงนี้

ณ บ้านพักยุวปัญญาชน เสิ่นอวี่ซีกินเนื้อตุ๋นในชามของตนจนหมดเกลี้ยง นางวางชามและตะเกียบลงอย่างแช่มช้า ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองกลุ่มคนที่ยืนอออยู่หน้าประตูด้วยแววตาสงบนิ่ง

“ปัง!”

ประตูถูกกระแทกเปิดออกอย่างแรงโดยไม่ได้รับอนุญาต ร่างกำยำของสวี่ต้าเม่าปรากฏขึ้นที่หน้าประตู ตามด้วยไป๋มู่หลานที่มีสีหน้าเปี่ยมด้วยความสะใจ และกลุ่มชาวบ้านที่ถือคบไฟส่องสว่างเข้ามา

สวี่ต้าเม่ากวาดสายตาไปทั่วห้อง ก่อนจะหยุดลงที่หม้อเหล็กบนเตาซึ่งยังคงส่งกลิ่นหอมกรุ่นออกมาไม่หยุด เขาหันขวับมามองเสิ่นอวี่ซีด้วยสายตาดุดัน “เสิ่นอวี่ซี!”

เสิ่นอวี่ซีลุกขึ้นยืนช้าๆ ปัดเศษฝุ่นที่ไม่มีอยู่จริงออกจากเสื้อผ้าของตน แล้วจึงประสานมือคารวะอย่างนอบน้อมตามธรรมเนียม “ท่านหัวหน้าหมู่บ้าน มาเสียดึกดื่น มีธุระอันใดหรือเจ้าคะ?”

ท่าทีที่สงบเยือกเย็นและไม่สะทกสะท้านของนางทำให้สวี่ต้าเม่าชะงักไปเล็กน้อย แต่เมื่อเห็นสายตาคาดคั้นของไป๋มู่หลาน เขาก็กลับมามีสีหน้าเคร่งขรึมดังเดิม

“ยังมีหน้ามาถามอีกรึ!” ไป๋มู่หลานชิงตะโกนขึ้นมาก่อน พร้อมกับชี้ไปยังหม้อเหล็กบนเตา “ท่านหัวหน้าหมู่บ้าน ดูสิเจ้าคะ! นั่นคือหลักฐาน! เนื้อหมูทั้งหม้อ! นางได้มันมาอย่างไรถ้าไม่ใช่ด้วยวิธีสกปรก!”

ชาวบ้านเริ่มส่งเสียงซุบซิบกันอื้ออึง สายตาที่มองมายังเสิ่นอวี่ซีเต็มไปด้วยความสงสัยและดูแคลน

สวี่ต้าเม่าจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเสิ่นอวี่ซี พยายามค้นหาแววตื่นตระหนกหรือหวาดกลัว แต่กลับพบเพียงความสงบนิ่งที่ล้ำลึกราวกับบ่อน้ำโบราณ เขาแค่นเสียงเย็นชา “เสิ่นอวี่ซี ข้าจะถามเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย เนื้อหมูในหม้อนี้...เจ้าได้มาจากที่ใด! จงตอบมาตามความจริง! หากเจ้าขโมยมาหรือได้มาด้วยวิธีการที่ไม่สุจริต ข้าในฐานะหัวหน้าหมู่บ้านคงต้องจับกุมเจ้าส่งให้ทางการคอมมูนพิจารณาโทษ!”

บรรยากาศพลันกดดันถึงขีดสุด ยุวปัญญาชนคนอื่นๆ ต่างถอยกรูดไปชิดผนังด้วยความหวาดกลัว ไป๋มู่หลานเชิดหน้าขึ้นอย่างผู้ชนะ มุมปากของนางปรากฏรอยยิ้มเย้ยหยันจางๆ

เสิ่นอวี่ซีผู้ตกเป็นเป้าสายตากลับเพียงยิ้มบางเบา รอยยิ้มนั้นงดงามแต่แฝงไว้ด้วยความนัยที่ยากจะหยั่งถึง นางกำลังจะเอ่ยปากตอบโต้...

ทว่าทันใดนั้นเอง เสียงทุ้มต่ำและเยียบเย็นจนน่าเกรงขามเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากทางเข้าประตูที่ผู้คนกำลังมุงดูอยู่ เสียงนั้นไม่ดังมาก แต่กลับมีพลังอำนาจพอที่จะทำให้เสียงซุบซิบทั้งหมดเงียบลงในทันที

“เนื้อนั่น ข้าเป็นคนให้นางเอง”

ทุกคนหันขวับไปมองยังต้นเสียงเป็นตาเดียว และภาพที่เห็นก็ทำให้หลายคนต้องสูดลมหายใจเย็นเยียบ...