ค่าตอบแทนเนื้อหมูป่า

เสียงทุ้มต่ำที่เอ่ยถามว่า “เจ้า…ไม่ใช่คนธรรมดาใช่หรือไม่?” ยังคงก้องอยู่ในโสตประสาท กดดันราวกับภูผาถล่มทับ บรรยากาศรอบกายพลันหนักอึ้งขึ้นหลายส่วน

เสิ่นอวี่ซีเผชิญหน้ากับสายตาคมกริบดุจเหยี่ยวของลู่เจิงอย่างไม่หวั่นเกรง นางคลี่ยิ้มบางเบาที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่มิได้ส่งไปถึงดวงตา

“สหายลู่” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ในสถานการณ์ที่คนใกล้จะสิ้นลมหายใจ การยื่นมือเข้าช่วยถือเป็นเรื่องผิดแปลกจนทำให้ข้ากลายเป็นคน ‘ไม่ธรรมดา’ ในสายตาเจ้าเชียวหรือ? หรือเจ้าคาดหวังให้ข้ายืนดูน้องชายของเจ้าจากไปต่อหน้าต่อตา?”

คำยอกย้อนที่แฝงไปด้วยคมดาบทำเอาลู่เจิงชะงักไปชั่วขณะ เขามิใช่คนโง่เขลา ย่อมฟังความนัยในประโยคของนางออก เด็กสาวผู้นี้กำลังกล่าวหาว่าเขาใจคอคับแคบที่มัวแต่จับผิดผู้มีพระคุณ

แววตาของเขาอ่อนลงเล็กน้อย แต่ความสงสัยยังคงฉายชัด เขาหันไปมองลู่สิงที่นอนหายใจสม่ำเสมออยู่บนพื้นหญ้า ก่อนจะหันกลับมาประเมินนางอีกครั้ง

“ข้าเพียงแต่ไม่เคยพบเห็นยุวปัญญาชนคนใดที่มีความกล้าหาญและความสามารถเช่นเจ้า” ลู่เจิงกล่าวตามตรง แม้จะลดทิฐิลง แต่ก็ยังไม่ละทิ้งความระแวดระวัง

เขามิได้เซ้าซี้ต่อ แต่กลับเดินตรงไปยังซากหมูป่าตัวมหึมาที่นอนแน่นิ่งอยู่ เขาชักมีดล่าสัตว์เล่มใหญ่ออกจากเอว แล้วลงมือชำแหละมันด้วยความชำนาญอย่างยิ่งยวด การเคลื่อนไหวของเขาทั้งรวดเร็วและแม่นยำ ประหนึ่งว่านี่คือกิจวัตรที่เขาทำจนเจนจัด

เสิ่นอวี่ซีลอบมองการกระทำนั้นเงียบๆ นางเห็นมัดกล้ามเนื้อบนแผ่นหลังของเขาขยับเคลื่อนไหวใต้ร่มผ้า ทุกท่วงท่าเปี่ยมด้วยพละกำลังที่น่าเกรงขาม ในจังหวะที่เขาโน้มตัวลงเพื่อเลาะกระดูก เสื้อผ้าที่เก่าคร่ำคร่าได้เลิกขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นรอยแผลเป็นสีขาวจางๆ บริเวณสีข้างด้านขวา

หัวใจของเสิ่นอวี่ซีกระตุกวูบ! ในฐานะแพทย์หญิงผู้เชี่ยวชาญ นางมองเพียงปราดเดียวก็รู้ได้ทันที นั่นคือรอยแผลเป็นจากกระสุนปืน! ไม่ใช่บาดแผลจากการล่าสัตว์หรืออุบัติเหตุทั่วไป ร่องรอยเช่นนี้ย่อมมาจากสนามรบหรือการต่อสู้ที่ต้องเอาชีวิตเป็นเดิมพัน บุรุษผู้นี้…ภูมิหลังของเขาคงไม่ธรรมดาดังเช่นที่แสดงออกเป็นแน่

นางรีบเบือนสายตากลับมาอย่างรวดเร็ว ทำทีเป็นไม่สนใจสิ่งใด ราวกับว่านางไม่ได้สังเกตเห็นอะไรผิดปกติแม้แต่น้อย

ไม่นานนัก ลู่เจิงก็จัดการแล่ขาหลังชิ้นใหญ่ออกมาได้อย่างหมดจด เขายกมันขึ้นแล้วเดินตรงมาหานาง ขาหมูที่เต็มไปด้วยเนื้อแน่นๆ หนังหนา และไขมันขาวโพลนชิ้นนั้น มีน้ำหนักไม่ต่ำกว่าสิบชั่งเป็นแน่

“รับไปสิ” เขายื่นมันให้นาง “ถือเป็นค่าตอบแทนที่เจ้าช่วยชีวิตอาสิง”

เสิ่นอวี่ซีเหลือบมองขาหมูชิ้นงาม สลับกับใบหน้าเรียบเฉยของเขา ในยุคสมัยที่เนื้อเป็นของล้ำค่าหาได้ยากยิ่ง การมอบเนื้อหมูป่าชิ้นใหญ่ถึงเพียงนี้ถือเป็นน้ำใจที่ยิ่งใหญ่หลวงนัก นางย่อมไม่ปฏิเสธ

“ขอบคุณสหายลู่” นางรับมันมาโดยไม่กล่าววาจาเกรงใจแม้แต่น้อย ความสัมพันธ์ระหว่างคนฉลาดไม่จำเป็นต้องมีพิธีรีตองมากมาย การตอบรับน้ำใจอย่างตรงไปตรงมาคือการให้เกียรติอีกฝ่ายได้ดีที่สุด

“ข้าจะพาน้องชายกลับก่อน” ลู่เจิงพูดจบก็หันไปช้อนร่างของลู่สิงขึ้นอุ้มในอ้อมแขนอย่างง่ายดาย ก่อนจะหันกลับมามองนางเป็นครั้งสุดท้าย “เจ้ากลับคนเดียวได้หรือไม่?”

“ได้” นางตอบสั้นๆ

ทั้งสองต่างสบตากันอีกครั้ง ในแววตาเต็มไปด้วยคำถามที่ไม่ได้เอื้อนเอ่ย ต่างฝ่ายต่างเก็บงำความสงสัยในตัวตนของอีกฝ่ายเอาไว้ในใจ ก่อนที่ลู่เจิงจะหันหลังและเดินจากไปอย่างเงียบงัน หายลับเข้าไปในราวป่าทึบ

เมื่อแผ่นหลังของเขาลับสายตาไปแล้ว เสิ่นอวี่ซีจึงมองขาหมูในมือด้วยความรู้สึกซับซ้อน ของสิ่งนี้มีค่ามหาศาล แต่มันก็ใหญ่โตเกินกว่าจะแบกกลับบ้านพักยุวปัญญาชนไปทั้งอย่างนี้ได้โดยไม่สร้างปัญหา

นางมองซ้ายมองขวาจนแน่ใจว่าปลอดคนแล้ว จึงเดินลึกเข้าไปหลังพุ่มไม้หนาทึบแห่งหนึ่ง นางวางขาหมูลงกับพื้น ก่อนจะรวบรวมสมาธิ เรียกใช้ความสามารถพิเศษที่ติดตัวมา

เพียงพริบตาเดียว ขาหมูป่าชิ้นมหึมาก็อันตรธานหายไปจากพื้นดิน ถูกเคลื่อนย้ายเข้าไปเก็บไว้ใน ‘มิติลับโอสถสวรรค์’ ของนางเรียบร้อยแล้ว ที่นั่น เวลายุ่งเหยิงหยุดนิ่ง ไม่ว่าของสดจะถูกเก็บไว้นานเท่าใดก็จะไม่เน่าเสีย

นางใช้มีดพกที่เหน็บไว้กับตัว ตัดเนื้อชิ้นเล็กๆ ขนาดประมาณสองชั่งออกจากซากหมูส่วนที่เหลือซึ่งลู่เจิงทิ้งไว้ ก่อนจะนำเศษหญ้าแห้งมาเช็ดคราบเลือดบนมีดและมือจนสะอาด แล้วจึงเดินออกจากป่า มุ่งหน้ากลับไปยังบ้านพัก

เมื่อนางกลับมาถึง กลิ่นอับชื้นและบรรยากาศที่เงียบเหงาของบ้านพักยุวปัญญาชนก็ต้อนรับนางเช่นเคย ยุวปัญญาชนคนอื่นๆ ส่วนใหญ่กลับมาจากการทำงานในไร่นาแล้ว ต่างคนต่างนั่งพักผ่อนด้วยความเหนื่อยอ่อน บ้างก็กำลังเคี้ยวหัวมันต้มจืดชืดประทังความหิว

การปรากฏตัวของเสิ่นอวี่ซีพร้อมเนื้อหมูสดชิ้นเขื่องในมือ ดึงดูดทุกสายตาในทันที!

“สวรรค์! เสิ่นอวี่ซี นั่น…นั่นเจ้าไปเอาเนื้อมาจากไหน?” ยุวปัญญาชนชายคนหนึ่งร้องถามด้วยความตกตะลึง

เสิ่นอวี่ซีไม่ได้ตอบคำถามนั้น นางเพียงเดินตรงไปยังเตาดินเก่าๆ ที่ใช้ร่วมกัน เอาน้ำสะอาดล้างเนื้ออย่างรวดเร็ว แล้วจึงหั่นมันเป็นชิ้นพอดีคำ ก่อนจะตั้งกระทะเหล็กใบใหญ่ลงบนเตา

เสียง ‘ฉ่า’ ดังขึ้นพร้อมกับควันและกลิ่นหอมกรุ่น เมื่อนางนำหนังหมูติดมันลงไปเจียวเพื่อเอาน้ำมัน กลิ่นหอมของมันหมูที่ค่อยๆ ละลายลอยฟุ้งไปทั่วห้องพัก ปลุกสัญชาตญาณความหิวโหยของทุกคนให้ตื่นขึ้นมาอย่างรุนแรง

จากนั้นนางจึงใส่เนื้อหมูที่หั่นไว้ลงไปผัด ตามด้วยสมุนไพรป่าและเครื่องเทศง่ายๆ ที่นางเก็บมาระหว่างทางกลับ กลิ่นหอมอันซับซ้อนและยั่วน้ำลายอย่างที่ไม่เคยมีใครได้กลิ่นมาก่อนก็กระจายไปทั่วบริเวณ ทุกคนต่างพากันกลืนน้ำลายดังเอื๊อก สายตาทุกคู่จับจ้องไปยังกระทะเหล็กใบนั้นเป็นตาเดียว

ไป๋มู่หลานซึ่งนั่งอยู่มุมห้องมองภาพนั้นด้วยดวงตาที่ลุกโชนไปด้วยความริษยา นางกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าฝ่ามือ กลิ่นเนื้อหอมกรุ่นนั้นราวกับเข็มแหลมนับพันที่ทิ่มแทงหัวใจของนาง

เสิ่นอวี่ซีที่ได้แต้มงานเพียงวันละสี่แต้ม ไม่มีเงิน ไม่มีคูปองอาหารเหลือแม้แต่ใบเดียว จะไปเอาเนื้อราคาแพงเช่นนี้มาจากที่ใดได้! ต้องลักขโมยมาเป็นแน่! หรือไม่ก็แอบทำการค้าแบบทุนนิยมซึ่งเป็นสิ่งต้องห้าม!

ขณะที่ความคิดชั่วร้ายกำลังก่อตัวขึ้นในหัวของไป๋มู่หลานนั้นเอง เสิ่นอวี่ซีก็เติมน้ำลงในกระทะ ปรับไฟให้อ่อนลง แล้วปิดฝาเพื่อเคี่ยวเนื้อหมูให้เปื่อยนุ่ม

กลิ่นหอมที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ ดึงดูดให้ยุวปัญญาชนคนอื่นๆ ขยับเข้ามาล้อมวงใกล้เตามากขึ้นเรื่อยๆ ทุกคนต่างเฝ้ารอด้วยความหวังว่าอาจจะได้รับส่วนแบ่งบ้าง

ท่ามกลางสายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังและความอิจฉาริษยา ไม่มีใครสังเกตเห็นแววตาอำมหิตที่จับจ้องมาจากมุมห้องของไป๋มู่หลาน นางลุกขึ้นยืนอย่างเงียบเชียบ ก่อนจะย่องออกจากบ้านพักไปอย่างรวดเร็ว จุดหมายของนางคือบ้านของหัวหน้าหมู่บ้านสวี่ต้าเม่า