พบพานบุรุษลึกลับ
ในวินาทีที่เขี้ยวหมูป่าอยู่ห่างจากร่างของนางไม่ถึงหนึ่งเชียะ เสิ่นอวี่ซีพลันเบี่ยงตัวหลบไปด้านข้างอย่างฉิวเฉียด! คมเขี้ยวของมันเฉือนผ่านอากาศว่างเปล่า สร้างเสียงหวีดหวิวอันน่าสะพรึงกลัว นางไม่รอช้า พลิกมีดพกในมือเตรียมสวนกลับ พร้อมกับซ่อนเข็มฉีดยาพิษไว้ในอุ้งมือซ้าย รอจังหวะสังหารในพริบตา
ทว่าก่อนที่นางจะได้ลงมือ เงาดำทะมึนสายหนึ่งพลันพุ่งออกมาจากพงไม้ข้างทางด้วยความเร็วที่เหนือมนุษย์!
เงาร่างนั้นสูงใหญ่กำยำ เคลื่อนไหวรวดเร็วปานวายุพัด แม้จะอยู่ท่ามกลางความโกลาหล เสิ่นอวี่ซีกลับมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าบุรุษผู้นั้นสวมเพียงเสื้อผ้าเก่าซอมซ่อ แต่กลับแผ่รังสีคุกคามอันน่าเกรงขามออกมาอย่างท่วมท้น
“โฮก!”
หมูป่าคลั่งที่พลาดเป้าหันกลับมาอย่างบ้าคลั่ง มันเห็นผู้บุกรุกคนใหม่ก็ยิ่งทวีความดุร้าย พุ่งเข้าใส่เงาร่างนั้นทันที!
เสิ่นอวี่ซีหัวใจกระตุกวูบ นางคิดจะตะโกนเตือน แต่ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วเกินไป!
บุรุษลึกลับไม่แม้แต่จะชายตามองนาง เขารับมือกับหมูป่าร่างยักษ์ด้วยท่าทีสงบนิ่งอย่างน่าประหลาดใจ เมื่อร่างของอสูรร้ายพุ่งเข้ามาใกล้ เขากลับเพียงแค่เอียงตัวหลบเล็กน้อย พร้อมกับปล่อยหมัดขวาที่ห่อหุ้มด้วยพละกำลังมหาศาลออกไปตรงๆ
*ตุ้บ!*
เสียงทึบหนักดังขึ้นหนึ่งครั้ง ไม่ใช่เสียงเนื้อกระทบเนื้อ แต่เป็นเสียงกระดูกแหลกลั่นสะท้าน!
หมัดนั้นอัดเข้าที่ข้างขมับของหมูป่าอย่างแม่นยำ ร่างมหึมาของมันชะงักค้างกลางอากาศ ดวงตาที่เคยแดงก่ำเบิกกว้าง ก่อนจะล้มตึงลงกับพื้นแน่นิ่งไปในบัดดล ไม่มีแม้แต่เสียงร้องโหยหวน มันตายสนิทในหมัดเดียว!
เสิ่นอวี่ซีเบิกตากว้างอย่างตกตะลึง นางลดมีดในมือลงโดยไม่รู้ตัว จ้องมองบุรุษตรงหน้าด้วยความเหลือเชื่อ นี่มันพละกำลังระดับใดกัน? สังหารหมูป่าที่หนักกว่าร้อยชั่ง*ได้ด้วยมือเปล่าในพริบตา!
ชายหนุ่มผู้นั้นยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันกลับมามองนาง ดวงตาของเขาคมกริบดุจเหยี่ยว จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากเม้มแน่น แม้ใบหน้าจะมอมแมม แต่ก็ไม่อาจปิดบังความหล่อเหลาคมคายและกลิ่นอายองอาจเยี่ยงชายชาติทหารได้
ทันใดนั้นเอง เสียงหอบหายใจอย่างหนักหน่วงก็ดังขึ้นจากด้านหลังของเขา
“แค่ก…แค่ก…พี่ใหญ่…”
เด็กชายร่างผอมบางคนหนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบออกมาจากหลังต้นไม้ ใบหน้าของเขาซีดเผือด ริมฝีปากเริ่มกลายเป็นสีม่วงคล้ำ เขากุมหน้าอกตัวเองแน่น ดวงตาเบิกโพลงด้วยความตื่นตระหนกจากการเห็นเหตุการณ์เมื่อครู่
“เสี่ยวสิง!” บุรุษร่างสูงหน้าเปลี่ยนสี เขารีบหันไปประคองร่างของเด็กชายผู้นั้นไว้ “เจ้าเป็นอะไรไป! บอกแล้วใช่หรือไม่ว่าอย่าตามมา!”
“ขะ…ข้า…หายใจ…แค่ก…หายใจไม่ออก…” เด็กชายพูดขาดเป็นห้วงๆ เสียงของเขาแหบพร่าและเบาลงทุกขณะ ร่างกายเริ่มสั่นเทาอย่างรุนแรง
เสิ่นอวี่ซีในฐานะแพทย์ผู้ช่ำชองมองปราดเดียวก็รู้ทันที เด็กคนนี้ไม่ได้แค่ตกใจ แต่กำลังเกิดอาการหอบหืดกำเริบอย่างรุนแรง! การเห็นภาพน่าสะพรึงกลัวเมื่อครู่เป็นตัวกระตุ้นให้อาการปะทุขึ้นอย่างเฉียบพลัน
“เสี่ยวสิง! เสี่ยวสิง ทำใจดีๆ ไว้!” ลู่เจิงตบแก้มของน้องชายเบาๆ แต่ไร้ผล ร่างของลู่สิงอ่อนปวกเปียกลงเรื่อยๆ ลมหายใจติดขัดรุนแรงขึ้น ดวงตาเริ่มเลื่อนลอย ความตื่นตระหนกฉายชัดในแววตาของบุรุษผู้เพิ่งสังหารหมูป่าได้อย่างง่ายดาย
บัดนี้เขากลับทำอะไรไม่ถูก ได้แต่กอดร่างน้องชายไว้แน่นอย่างสิ้นหวัง
“หลีกทาง!”
เสิ่นอวี่ซีตะโกนเสียงกร้าว นางก้าวเข้าไปหาอย่างรวดเร็วโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย “เขากำลังจะหยุดหายใจ! ส่งเขามาให้ข้า!”
ลู่เจิงเงยหน้ามองนางด้วยแววตาสับสนระคนหวาดระแวง แต่เมื่อเห็นสีหน้าจริงจังและแววตาแน่วแน่ดุจศิลาของนาง เขากลับยอมปล่อยร่างน้องชายให้แต่โดยดี
เสิ่นอวี่ซีไม่พูดพร่ำทำเพลง นางอาศัยจังหวะที่ก้มลงรับร่างของเด็กชาย แสร้งทำเป็นจัดท่าทางให้เขา แต่แท้จริงแล้วนางได้ใช้จิตเรียก ‘มิติลับโอสถสวรรค์’ ออกมาอย่างรวดเร็ว ในชั่วพริบตานั้นเอง ยาพ่นขยายหลอดลมฉุกเฉินจากศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดได้ปรากฏขึ้นในฝ่ามือที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อของนางเรียบร้อยแล้ว
“เปิดปากเขา!” นางสั่งเสียงเฉียบขาด
ลู่เจิงแม้จะยังงุนงงแต่ก็ทำตามอย่างรวดเร็ว เขาบีบคางของลู่สิงเบาๆ เพื่อให้ปากอ้าออก
เสิ่นอวี่ซีใช้แขนเสื้อบังมือของตนเองอย่างแนบเนียน นางนำยาพ่นที่กำไว้ในมือสอดเข้าไปในปากของเด็กชายอย่างรวดเร็วแล้วกดพ่นยาเข้าไปสองครั้งติดกัน จากนั้นจึงรีบดึงมือกลับมาซ่อนไว้ดังเดิม ทุกการกระทำรวดเร็วและเป็นธรรมชาติจนแทบมองไม่ทัน
“เจ้าทำอะไร!” ลู่เจิงร้องถามด้วยความตกใจ
“หุบปาก!” เสิ่นอวี่ซีตวาดกลับโดยไม่มองหน้าเขา นางประคองศีรษะของลู่สิงไว้แล้วตบที่หลังของเขาเบาๆ เพื่อช่วยให้ยาเข้าสู่ปอดได้ดียิ่งขึ้น “รอดูผลก็พอ”
เวลาผ่านไปราวกับชั่วกัปชั่วกัลป์ ในใจของลู่เจิงร้อนรนดั่งไฟเผา แต่เพียงไม่ถึงครึ่งนาทีต่อมา ปาฏิหาริย์ก็บังเกิดขึ้น!
เสียงหวีดหวิวจากลำคอของลู่สิงค่อยๆ ลดความดังลง อาการตัวสั่นเริ่มทุเลา สีม่วงคล้ำบนริมฝีปากและใบหน้าค่อยๆ จางหายไป กลายเป็นสีซีดขาวอีกครั้ง แต่ที่สำคัญที่สุด…เขากลับมาหายใจได้เป็นปกติแล้ว!
“อึก…” ลู่สิงไอออกมาสองสามครั้ง ก่อนจะลืมตาขึ้นอย่างอ่อนแรง “พี่ใหญ่…ข้า…”
“เสี่ยวสิง! เจ้าฟื้นแล้ว!” ลู่เจิงแทบไม่เชื่อสายตา เขาทรุดตัวลงข้างๆ น้องชายด้วยความดีใจสุดขีด คว้ามือของเด็กชายมากุมไว้แน่น
เสิ่นอวี่ซีถอนหายใจอย่างโล่งอก นางปล่อยร่างของเด็กชายให้พี่ชายของเขาดูแล ก่อนจะลุกขึ้นยืนปัดฝุ่นตามเสื้อผ้าอย่างใจเย็น จังหวะนั้นเองนางก็ได้สลายยาพ่นในแขนเสื้อกลับเข้ามิติไปอย่างเงียบเชียบ
ลู่เจิงหลังจากแน่ใจว่าน้องชายปลอดภัยดีแล้ว ก็ค่อยๆ ลุกขึ้นยืนเผชิญหน้ากับนางอีกครั้ง คราวนี้แววตาของเขาเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง มันไม่ได้มีเพียงความประหลาดใจอีกต่อไป แต่เจือปนไปด้วยความทึ่ง ความขอบคุณ และที่สำคัญที่สุด…ความสงสัยอย่างลึกซึ้ง
เขาจ้องมองเด็กสาวตรงหน้า รูปร่างผอมบาง ใบหน้ายังคงซีดเซียวจากการเผชิญหน้ากับหมูป่า แต่ดวงตาคู่นั้นกลับสงบนิ่งและลุ่มลึกเกินวัย ท่วงท่าการช่วยชีวิตน้องชายของเขาเมื่อครู่ ทั้งรวดเร็ว แม่นยำ และเด็ดขาด ไม่เหมือนเด็กสาวธรรมดาที่ควรจะกรีดร้องด้วยความกลัวเลยแม้แต่น้อย
“ขอบคุณเจ้าที่ช่วยชีวิตเสี่ยวสิง” เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ ก่อนจะถามต่อทันที “เมื่อครู่…เจ้าใช้อะไรช่วยเขา? แล้วเจ้ารู้วิธีรักษาได้อย่างไร?”
เสิ่นอวี่ซีสบตากับเขาตรงๆ นางรู้ดีว่าการกระทำของตนย่อมต้องถูกสงสัย แต่นางได้เตรียมคำตอบไว้แล้ว “เป็นยาสมุนไพรสูตรพิเศษของตระกูลข้า ใช้สำหรับรักษาอาการหายใจติดขัดโดยเฉพาะ”
“ยาสมุนไพร?” ลู่เจิงขมวดคิ้ว “แต่ข้าไม่เห็นเจ้าใช้ยาอะไรเลย เห็นเพียงเจ้าทำบางอย่างที่ปากของเขาเท่านั้น”
“ยานี้ไม่ต้องต้ม” เสิ่นอวี่ซีตอบอย่างราบเรียบ “มันถูกบรรจุไว้ในกระบอกไม้ไผ่เล็กๆ สำหรับพ่นเข้าปากโดยตรง เป็นเทคนิคลับของบรรพบุรุษ”
คำอธิบายของนางฟังดูพอมีเค้าความจริงอยู่บ้างในยุคที่ยังมีความเชื่อเรื่องวิชาแพทย์ลับเฉพาะของแต่ละตระกูล แต่สำหรับคนช่างสังเกตอย่างลู่เจิงแล้ว มันยังคงเต็มไปด้วยช่องโหว่
เขาไม่ได้ซักไซ้ต่อ แต่กลับเปลี่ยนเรื่องกะทันหัน สายตาคมกริบของเขากวาดมองนางตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ก่อนจะหยุดลงที่มือของนางซึ่งยังคงกำมีดพกขนาดเล็กเอาไว้แน่น
“เมื่อครู่ตอนที่หมูป่าพุ่งเข้าใส่ ข้าเห็นเจ้าไม่เพียงไม่หนี แต่ยังตั้งท่าเตรียมสู้กลับ” ลู่เจิงกล่าวช้าๆ น้ำเสียงแฝงความหมายล้ำลึก “ท่าทางของเจ้า…ไม่เหมือนยุวปัญญาชนที่เพิ่งเคยเข้าป่าครั้งแรกเลยแม้แต่น้อย”
หัวใจของเสิ่นอวี่ซีกระตุกวูบ บุรุษผู้นี้ช่างเฉียบคมเกินไปแล้ว!
“ในสถานการณ์คับขันเช่นนั้น หากไม่สู้ก็มีแต่ต้องตาย” นางตอบกลับอย่างไม่ยอมแพ้
ลู่เจิงจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนาง ราวกับต้องการจะมองให้ทะลุถึงจิตวิญญาณ เขานิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ บรรยากาศรอบข้างพลันกดดันขึ้นมาอย่างน่าอึดอัด มีเพียงเสียงลมหายใจของลู่สิงที่นอนพักอยู่บนพื้นเท่านั้นที่ดังแผ่วเบา
ในที่สุดเขาก็เอ่ยปากขึ้น ทำลายความเงียบงันนั้นลง
“เจ้า…ไม่ใช่คนธรรมดาใช่หรือไม่?”