ตื่นขึ้นในร่างคุณหนูตกอับ
ความเจ็บปวดที่เสียดแทงราวกับศีรษะจะระเบิดออกเป็นเสี่ยง คือความรู้สึกแรกที่เสิ่นม่านชิงสัมผัสได้ นางพลันลืมตาขึ้นในความสลัวราง แสงสว่างเพียงน้อยนิดที่ส่องผ่านรอยแตกของบานหน้าต่างไม้เก่าคร่ำ เผยให้เห็นสภาพแวดล้อมอันยากไร้ ฝุ่นผงลอยฟุ้งในอากาศผสมกับกลิ่นยาต้มที่เข้มข้นจนขมคอ
ที่นี่...มิใช่โรงพยาบาลในยุคปัจจุบันของนาง
มวลความทรงจำที่ไม่ใช่ของตนเองหลั่งไหลเข้าสู่สมองราวกับคลื่นสึนามิ ‘เสิ่นม่านชิง’ คุณหนูใหญ่แห่งตระกูลเสิ่นสายหลัก อดีตเจ้าของร้านอาหารชื่อดังในตรอกชิงหลิวที่บัดนี้ล่มสลายไม่เหลือซาก บิดา ‘เสิ่นว่านชิว’ อดีตพ่อครัวเทวดาล้มป่วยหนัก มารดา ‘หลินหว่านอิ๋ง’ สุขภาพอ่อนแอ และน้องชาย ‘เสิ่นจื่อเซวียน’ ที่ยังเล็กนัก ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นผลมาจากการถูกญาติสนิทหักหลัง ขโมยตำรับอาหารประจำตระกูลไปขายให้หอจินอวี้ ภัตตาคารคู่แข่ง!
“แคร่ก...แค่กๆ!” เสียงไออย่างรุนแรงดังมาจากเตียงที่อยู่มุมห้อง ปลุกเสิ่นม่านชิงจากภวังค์แห่งความสับสน
“ท่านพี่ ท่านดื่มยาก่อนนะเจ้าคะ” เสียงนุ่มนวลทว่าแฝงความอ่อนล้าของหลินหว่านอิ๋งดังขึ้น พร้อมกับร่างของเสิ่นจื่อเซวียน เด็กชายวัยสิบหนาวผู้ผอมเกร็งที่คอยประคองถ้วยยาให้มารดา
เสิ่นม่านชิงพยุงร่างที่อ่อนเปลี้ยของตนลุกขึ้นนั่ง ความรู้สึกแปลกแยกในร่างกายนี้ยังคงอยู่ แต่สัญชาตญาณการเอาตัวรอดจากชาติก่อนกรีดร้องให้นางต้องตั้งสติ ทว่ายังไม่ทันที่นางจะได้เอ่ยคำใด...
ปัง!
บานประตูที่ใกล้จะพังเต็มทีถูกถีบเปิดออกอย่างแรงจนสะเทือนไปทั้งเรือน ร่างอวบอ้วนในชุดผ้าไหมสีฉูดฉาดของหวังชุ่ยฮวา ป้าสะใภ้ใหญ่ ก้าวเข้ามาพร้อมกับชายฉกรรจ์สองคน ใบหน้าอิ่มฉุของนางประดับด้วยรอยยิ้มเยาะหยัน ดวงตาคู่เล็กตวัดมองไปทั่วห้องอย่างดูแคลน
“หลินหว่านอิ๋ง! น้องรองก็ป่วยใกล้ตายเต็มทีแล้ว เมื่อไหร่เจ้าจะยอมมอบโฉนดบ้านหลังนี้ให้ข้าเสียที!” น้ำเสียงแหลมสูงของนางบาดหูยิ่งนัก
หลินหว่านอิ๋งหน้าซีดเผือด รีบเข้ามาขวางหน้าเตียงของสามีไว้ “พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านจะใจร้ายเกินไปแล้ว นี่คือบ้านหลังสุดท้ายของเรานะเจ้าคะ”
หวังชุ่ยฮวาหัวเราะเยาะ “ใจร้ายรึ? เทียบกับการที่น้องรองติดหนี้ข้าห้าสิบตำลึงเงินแล้วไม่ยอมจ่ายไม่ได้หรอก! นี่คือสัญญาเงินกู้ มีลายมือและลายนิ้วมือของเขาเป็นหลักฐานชัดเจน!” นางชูม้วนกระดาษในมือขึ้นอย่างทระนง
เสิ่นว่านชิวบนเตียงพยายามจะลุกขึ้นโต้เถียง แต่ก็ทำได้เพียงไอออกมาเป็นชุดด้วยความคับแค้นใจ เสิ่นจื่อเซวียนกำหมัดแน่น ดวงตาแดงก่ำจ้องมองผู้บุกรุกอย่างไม่เกรงกลัว “พวกท่านมันคนใจโฉด! รังแกคนป่วย!”
สถานการณ์ตึงเครียดจนน่าอึดอัด ในขณะที่ทุกคนกำลังสิ้นหวัง เสิ่นม่านชิงกลับรู้สึกถึงความเยียบเย็นที่แล่นผ่านร่าง ความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดและความโกรธแค้น แต่นาง...นักโภชนาการจากศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด...กลับมองเห็นช่องโหว่
ท่ามกลางความกดดัน นางเผลอยกมือขึ้นกุมจี้หยกรูปหยดน้ำที่เย็นเฉียบซึ่งคล้องอยู่ที่คอ มันคือสมบัติเพียงชิ้นเดียวที่มารดามอบให้ ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสกับความเย็นนั้น ความคิดที่ยุ่งเหยิงพลันสงบลงราวกับมีสายธารน้ำใสไหลชะล้างความขุ่นมัว จิตใจที่สับสนกลับมาเฉียบคมและชัดเจนในบัดดล
“ขอดูสัญญาเงินกู้นั่นหน่อย” น้ำเสียงของเสิ่นม่านชิงราบเรียบแต่ทรงพลังอย่างน่าประหลาด ทุกสายตาหันมามองนางเป็นจุดเดียว
หวังชุ่ยฮวาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะแค่นเสียง “โอ้ คุณหนูใหญ่ของเรารึ? นึกว่าตกใจจนเป็นใบ้ไปแล้วเสียอีก เอาสิ! ดูให้เต็มตา จะได้รู้ว่าตระกูลเจ้ามันสิ้นไร้ไม้ตอกเพียงใด!” นางโยนสัญญาเงินกู้ให้เสิ่นม่านชิงอย่างไม่ใส่ใจ
เสิ่นม่านชิงรับม้วนกระดาษมาคลี่ออก ดวงตาหงส์กวาดมองอย่างรวดเร็ว สมองที่ได้รับการขัดเกลาจากโลกยุคใหม่ทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ นางไม่ได้มองแค่ตัวอักษร แต่มองทุกองค์ประกอบ
“ป้าสะใภ้ใหญ่” นางเอ่ยขึ้นช้าๆ ชัดๆ “สัญญาเงินกู้ฉบับนี้...เป็นของปลอม”
“เจ้าว่าอะไรนะ!” หวังชุ่ยฮวาตวาดลั่น “มีลายมือน้องรองอยู่ทนโท่ เจ้าอย่ามากล่าวหามั่วซั่ว!”
“ลายมืออาจเลียนแบบได้” เสิ่นม่านชิงกล่าวต่ออย่างไม่สะทกสะท้าน “แต่หมึกที่ใช้ลงนามนี้ยังคงมีกลิ่นหอมจางๆ ของน้ำมันสน เป็นหมึกชนิดใหม่ที่เพิ่งวางขายในตลาดเมื่อสองเดือนก่อน แต่ในสัญญาระบุว่าท่านพ่อกู้ยืมเงินเมื่อครึ่งปีก่อน...ช่างน่าแปลกนัก”
หวังชุ่ยฮวาหน้าถอดสีไปเล็กน้อย
“ยิ่งไปกว่านั้น” เสิ่นม่านชิงชูสัญญาขึ้นส่องกับแสง “กระดาษเซวียนชนิดนี้ แม้จะทำให้ดูเก่า แต่ขอบกระดาษยังมีรอยตัดที่เรียบกริบจากใบมีดเหล็กกล้าชั้นดีของโรงกระดาษสกุลหลี่ ซึ่งเพิ่งเปิดตัวกรรมวิธีตัดแบบใหม่เมื่อเดือนที่แล้วนี่เอง สัญญากระดาษเมื่อครึ่งปีก่อน...จะมีรอยตัดที่ทันสมัยเช่นนี้ได้อย่างไร?”
ทุกคำพูดของเสิ่นม่านชิงราวกับค้อนที่ทุบลงกลางใจของหวังชุ่ยฮวา นางอ้าปากค้าง พูดไม่ออก
เสิ่นม่านชิงม้วนสัญญากลับคืนช้าๆ ก่อนจะก้าวเข้าไปประจันหน้าป้าสะใภ้อย่างไม่หวั่นเกรง “ข้าไม่รู้ว่าท่านพ่อติดหนี้ท่านจริงหรือไม่ แต่ที่ข้ารู้คือสัญญาฉบับนี้เป็นของปลอม และการปลอมแปลงเอกสารเพื่อยึดทรัพย์สินผู้อื่นนั้นมีโทษร้ายแรง”
นางโน้มตัวเข้าไปกระซิบข้างหูหวังชุ่ยฮวาด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบ “หอจินอวี้ของท่านป้าใหญ่ช่วงนี้กิจการรุ่งเรืองนัก คงเป็นเพราะได้ ‘ตำรับใหม่’ ไปกระมัง หากข้าว่างๆ ลองไปร้องเรียนที่กรมพาณิชย์ ให้พวกเขาช่วยตรวจสอบบัญชีการค้าของหอจินอี้ย้อนหลังสักสามปี ตรวจสอบที่มาของวัตถุดิบและ ‘ตำรับอาหาร’ ทั้งหมด...ท่านป้าว่า...พวกเขาจะเจอเรื่องน่าสนุกบ้างหรือไม่เจ้าคะ?”
ประโยคสุดท้ายของนางแผ่วเบาราวกับสายลม แต่สำหรับหวังชุ่ยฮวาแล้ว มันไม่ต่างอะไรกับเสียงอสนีบาตฟาดลงกลางกบาล!
ใบหน้าของนางซีดเป็นกระดาษ ความลับเรื่องตำรับอาหารคือเส้นตายที่นางไม่อาจให้ใครล่วงรู้ได้! การตรวจสอบบัญชีของกรมพาณิชย์นั้นน่ากลัวยิ่งกว่าสิ่งใด หากถูกจับได้ ไม่เพียงแต่ร้านจะถูกปิด แต่ทั้งตระกูลอาจต้องโทษอาญา!
“เจ้า...เจ้าขู่ข้า!” หวังชุ่ยฮวากัดฟันกรอด แต่น้ำเสียงกลับสั่นเทาอย่างปิดไม่มิด
“ข้าเพียงแค่เสนอแนะ” เสิ่นม่านชิงยิ้มบางๆ เป็นรอยยิ้มที่งดงามทว่าแฝงความอันตราย “จะรับข้อเสนอแนะนี้ไว้พิจารณา หรือจะให้ข้าไปที่กรมพาณิชย์ด้วยตนเอง...ท่านป้าเลือกได้เลยเจ้าค่ะ”
หวังชุ่ยฮวาจ้องเขม็งไปยังหลานสาวที่นางเคยเหยียบย่ำมาตลอด บัดนี้กลับมีแววตาที่เฉียบคมและน่าพรั่นพรึงจนนางรู้สึกหนาวเยือกไปถึงไขกระดูก นางรู้ดีว่าวันนี้ตนเองพ่ายแพ้แล้ว!
“哼! วันนี้ข้าจะปล่อยพวกเจ้าไปก่อน! แต่จำไว้ให้ดี เรื่องนี้ยังไม่จบ!” หวังชุ่ยฮวาตวาดกลบเกลื่อนความกลัว ก่อนจะสะบัดแขนเสื้ออย่างฉุนเฉียวแล้วหันหลังเดินกระทืบเท้าจากไปอย่างรวดเร็ว ชายฉกรรจ์สองคนรีบวิ่งตามนายจ้างของตนไปอย่างลนลาน
เมื่อร่างของพวกหวังชุ่ยฮวาหายลับไปแล้ว ความตึงเครียดในห้องก็พลันสลายลง หลินหว่านอิ๋งทรุดลงกับพื้นอย่างหมดแรง น้ำตาไหลอาบแก้ม “ม่านชิง...ลูก...”
เสิ่นม่านชิงรีบเข้าไปประคองมารดา จิตใจที่เคยเข้มแข็งเมื่อครู่พลันอ่อนยวบลงเมื่อสบตากับบิดาที่ไอจนตัวโยน และน้องชายที่ผอมจนเห็นกระดูก นางกวาดตามองไปรอบๆ บ้านที่ว่างเปล่า มีเพียงข้าวของไม่กี่ชิ้นที่ยังพอใช้งานได้ ความจริงอันโหดร้ายถาโถมเข้าใส่ตัวนางอย่างจัง
การไล่ป้าสะใภ้ใจร้ายไปได้เป็นเพียงชัยชนะชั่วคราวเท่านั้น หนี้สินที่อาจจะมีอยู่จริง อาการป่วยของบิดา ความอดอยากของคนในครอบครัว และสายตาอาฆาตแค้นของหวังชุ่ยฮวาก่อนจากไป...ทั้งหมดนี้คือพายุลูกใหญ่ที่กำลังรอพวกนางอยู่เบื้องหน้า
เสิ่นม่านชิงกำจี้หยกในมือแน่น ความเยียบเย็นของมันไม่อาจสู้ความหนาวเหน็บในใจนางได้เลย นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น...และการต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดของนางและครอบครัว...เพิ่งจะเปิดฉากขึ้นเท่านั้น