ความลับในจี้หยก: มิติสรรค์สร้าง

เมื่อเงาร่างของพวกหวังชุ่ยฮวาหายลับไปแล้ว เสิ่นม่านชิงพลันรู้สึกถึงเรี่ยวแรงที่หดหายไปในบัดดล นางรีบก้าวเข้าไปประคองหลินหว่านอิ๋งผู้เป็นมารดาที่ทรุดกายลงกับพื้นอย่างอ่อนล้า น้ำตาของสตรีผู้ผ่านร้อนผ่านหนาวมาค่อนชีวิตไหลรินเป็นทาง

“ม่านชิง...ลูก...” เสียงของหลินหว่านอิ๋งสั่นเครือ ทั้งโล่งใจและหวาดหวั่นในคราเดียวกัน

เสิ่นม่านชิงสบตากับเสิ่นว่านชิวผู้เป็นบิดาที่ยังคงไอจนตัวโยนอยู่บนเตียง ใบหน้าซีดเซียวปราศจากสีเลือด ตามด้วยน้องชายเสิ่นจื่อเหวินที่ผอมบางจนแทบจะเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก สายตาของนางกวาดไปทั่วกระท่อมซอมซ่อที่แทบไม่เหลือสิ่งใดมีค่า ความจริงอันโหดร้ายกระแทกเข้าใส่จิตใจนางอย่างจัง

การขับไล่ท่านป้าใจมารไปได้เป็นเพียงชัยชนะชั่วคราวเท่านั้น หนี้สินที่อาจมีอยู่จริงหรือไม่ก็ยังคงเป็นเงามืดคุกคาม อาการป่วยของบิดาที่นับวันมีแต่จะทรุดลง และความอดอยากของทุกคนในครอบครัว...ทั้งหมดนี้คือมรสุมลูกมหึมาที่กำลังรอพวกนางอยู่เบื้องหน้า

“ท่านแม่ ไม่เป็นไรนะเจ้าคะ พวกเราปลอดภัยแล้ว” เสิ่นม่านชิงกล่าวปลอบโยน แม้น้ำเสียงของตนจะแหบพร่าเล็กน้อย นางช่วยพยุงมารดาไปนั่งพักที่เก้าอี้ไม้เก่าๆ ตัวหนึ่ง

“แล้วเราจะทำอย่างไรกันต่อ...ข้าวสารในไหก็จะหมดแล้ว...” หลินหว่านอิ๋งพึมพำด้วยความสิ้นหวัง

คำพูดของมารดาเปรียบเสมือนเข็มนับพันเล่มที่ทิ่มแทงใจของเสิ่นม่านชิง นางกำจี้หยกรูปใบไผ่ในมือแน่น ความเยียบเย็นของมันแทรกซึมผ่านผิวหนัง แต่กลับไม่อาจเทียบได้กับความเหน็บหนาวในจิตใจนางได้เลย นี่คือสมบัติชิ้นสุดท้ายที่มารดาผู้ให้กำเนิดร่างนี้ทิ้งไว้ให้ ความทรงจำเดิมบอกนางว่ามันเป็นเพียงจี้หยกธรรมดาชิ้นหนึ่งเท่านั้น

ทว่าในยามนี้ มันคือสิ่งเดียวที่เชื่อมโยงนางกับครอบครัวที่แท้จริงของร่างนี้ได้ นางตัดสินใจว่าจะต้องดูแลรักษามันให้ดีที่สุด

“ท่านแม่ ท่านพ่อ ท่านน้องพักผ่อนก่อนเถิดเจ้าค่ะ เรื่องอื่นข้าจะจัดการเอง” เสิ่นม่านชิงกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นผิดกับวัย นางเดินไปยังอ่างดินเผาที่มุมห้อง ตักน้ำสะอาดขึ้นมาเล็กน้อยเพื่อทำความสะอาดจี้หยกที่เปรอะเปื้อนคราบไคลจากการสวมใส่มานานปี

นางใช้ผ้าเนื้อหยาบค่อยๆ เช็ดถูจี้หยกอย่างเบามือ ขณะที่กำลังขัดเงาบริเวณขอบที่แกะสลักเป็นลายเส้นละเอียดอยู่นั้นเอง ปลายนิ้วของนางพลันรู้สึกเจ็บแปลบ! คมของหยกที่อาจบิ่นไปโดยไม่รู้ตัวได้บาดปลายนิ้วชี้ของนางจนเกิดเป็นแผลเล็กๆ

หยาดโลหิตสีแดงสดหยดหนึ่งผุดขึ้นมา ก่อนจะร่วงหล่นลงบนใจกลางของจี้หยกใบไผ่พอดิบพอดี

วินาทีนั้นเอง! จี้หยกในมือของนางพลันส่องสว่างวาบขึ้นด้วยแสงสีเขียวมรกตอันนุ่มนวล!

เสิ่นม่านชิงเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง แสงสว่างนั้นเจิดจ้ายิ่งขึ้นจนนางต้องหรี่ตาลง พลันเกิดแรงดูดมหาศาลที่มองไม่เห็นพุ่งออกมาจากจี้หยกนั้น ฉุดรั้งสติสัมปชัญญะของนางให้จมดิ่งลงสู่ห้วงลึกอันไร้ที่สิ้นสุด ภาพทุกอย่างเบื้องหน้าหมุนคว้างก่อนจะดับวูบลงในที่สุด

เมื่อรู้สึกตัวอีกครั้ง เสิ่นม่านชิงพบว่าตนเองไม่ได้ยืนอยู่ในกระท่อมโกโรโกโสหลังเดิมอีกต่อไป

นางยืนอยู่ท่ามกลางดินแดนแห่งหนึ่งที่ปกคลุมด้วยไอหมอกขาวจางๆ ลอยอ้อยอิ่ง บรรยากาศรอบกายเงียบสงบและเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายสดชื่นบริสุทธิ์ที่ทำให้นางรู้สึกผ่อนคลายอย่างน่าประหลาด เบื้องหน้าของนางคือกระท่อมไม้ขนาดเล็กหลังหนึ่ง ด้านข้างมีบ่อน้ำพุใสสะอาด และถัดออกไปคือผืนดินสีนิลสนิทที่ว่างเปล่าอยู่หย่อมหนึ่ง

“ที่นี่...ที่ไหนกัน?” นางพึมพำกับตนเองด้วยความงุนงง หรือนี่จะเป็นแดนสุขาวดีในตำนาน?

ด้วยความสงสัย เสิ่นม่านชิงก้าวเดินอย่างเชื่องช้าไปยังบ่อน้ำพุเป็นอันดับแรก ผิวน้ำใสดุจกระจกสะท้อนเงาของนางอย่างชัดเจน ไอน้ำจางๆ ที่ลอยขึ้นมาจากบ่อให้ความรู้สึกเย็นสบายและชุ่มชื่น เมื่อนางยื่นมือลงไปสัมผัส ความรู้สึกมีชีวิตชีวาสายหนึ่งก็แล่นพล่านจากปลายนิ้วเข้าสู่ร่างกาย ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ข้อมูลสายหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในห้วงความคิดของนางราวกับเป็นสัญชาตญาณ

‘บ่อน้ำพุวิเศษ’...น้ำจากบ่อนี้สามารถชำระล้างสิ่งสกปรกและดึงรสชาติกับสรรพคุณดั้งเดิมของวัตถุดิบออกมาได้ถึงขีดสุด!

หัวใจของเสิ่นม่านชิงเต้นระรัวขึ้นมาทันที ในฐานะนักโภชนาการจากยุคสมัยใหม่ นางย่อมรู้ดีว่าการดึงศักยภาพของวัตถุดิบออกมาได้สูงสุดนั้นมีความหมายว่าอย่างไร! นี่มัน...นี่มันมหัศจรรย์เกินไปแล้ว!

นางละสายตาจากบ่อน้ำพุอย่างยากลำบาก แล้วหันไปสนใจกระท่อมไม้หลังเล็กแทน นางผลักประตูที่ไม่ได้ลงกลอนเข้าไป ด้านในว่างเปล่า มีเพียงชั้นวางไม้ไม่กี่ชั้น ทว่าทันทีที่ก้าวข้ามธรณีประตู นางกลับรู้สึกได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง อากาศภายในนิ่งสนิทไร้ซึ่งการเคลื่อนไหวใดๆ แม้แต่ฝุ่นผงในอากาศก็ยังลอยค้างเติ่งอยู่กับที่!

ข้อมูลอีกสายหนึ่งปรากฏขึ้นในหัวของนางอีกครั้ง ‘โกดังหยุดเวลา’...สรรพสิ่งใดๆ ที่นำเข้ามาเก็บไว้ในนี้จะถูกแช่แข็งอยู่ในสภาพเดิมชั่วนิรันดร์ ไม่เน่าเปื่อย ไม่เสื่อมสลาย

เสิ่นม่านชิงอ้าปากค้าง นี่หมายความว่านางสามารถเก็บรักษาวัตถุดิบที่สดใหม่ที่สุดไว้ได้ตลอดกาล! ไม่ว่าจะเป็นผักผลไม้ เนื้อสัตว์ หรือแม้กระทั่งอาหารที่ปรุงสำเร็จแล้ว! ความสำคัญของมันในการทำธุรกิจร้านอาหารนั้นยิ่งใหญ่เกินกว่าจะจินตนาการได้!

นางเดินออกจากกระท่อมด้วยหัวใจที่พองโต ความหวังเริ่มฉายประกายเจิดจ้าขึ้นในแววตาที่เคยมืดมน สายตาของนางจับจ้องไปยังเป้าหมายสุดท้าย...ผืนดินสีดำสนิทที่อยู่อีกฟากหนึ่งของบ่อน้ำพุ

นางเดินเข้าไปใกล้ ผืนดินนั้นดูธรรมดาสามัญ แต่กลับให้ความรู้สึกอุดมสมบูรณ์อย่างน่าเหลือเชื่อ และเช่นเคย เมื่อนางก้มลงใช้ปลายนิ้วสัมผัสเนื้อดิน ความรู้นั้นก็ผุดขึ้นมาเอง...‘แปลงดินเร่งโต’!

ผืนดินนี้สามารถเร่งการเจริญเติบโตของพืชพันธุ์ใดๆ ก็ตามที่ปลูกลงไปได้ในอัตราที่น่าพรั่นพรึง จากเมล็ดสู่ต้นกล้า จากต้นกล้าสู่การเก็บเกี่ยว อาจใช้เวลาเพียงชั่วข้ามคืน!

บ่อน้ำพุวิเศษ...โกดังหยุดเวลา...และแปลงดินเร่งโต...

เสิ่นม่านชิงทรุดกายลงนั่งบนพื้นหญ้านุ่มๆ ข้างแปลงดินอย่างหมดแรง ทว่าใบหน้าของนางกลับประดับไปด้วยรอยยิ้มกว้างอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน น้ำตาแห่งความปิติยินดีไหลรินอาบแก้ม นี่ไม่ใช่ความฝัน! สวรรค์ยังไม่ทอดทิ้งนาง! จี้หยกของมารดาไม่ใช่แค่ของดูต่างหน้า แต่เป็น ‘มิติสรรค์สร้าง’ ที่จะพลิกชะตากรรมของครอบครัวนาง!

“ฮ่าๆๆ...” นางหัวเราะออกมาเบาๆ เสียงหัวเราะที่แฝงไว้ด้วยความโล่งใจและความหวังอันเปี่ยมล้น “ตระกูลเสิ่นยังไม่สิ้น! หวังชุ่ยฮวา...หอจินอวี้...พวกเจ้ารอข้าได้เลย!”

ความแค้นที่เคยถูกกดทับไว้ปะทุขึ้นมาอีกครั้ง แต่ครานี้มันไม่ได้มาพร้อมกับความสิ้นหวัง แต่มาพร้อมกับแผนการอันแยบยลที่เริ่มก่อตัวขึ้นในสมองของนาง

นางต้องทดลอง! นางต้องพิสูจน์ให้เห็นกับตาว่าทุกอย่างในมิตินี้เป็นความจริง!

เพียงแค่คิด ร่างของนางก็รู้สึกเหมือนถูกดึงกลับอีกครั้ง และในพริบตาเดียว เสิ่นม่านชิงก็กลับมายืนอยู่ในกระท่อมหลังเดิม จี้หยกในมือกลับสู่สภาพปกติ มีเพียงรอยเลือดจางๆ ที่ซึมหายเข้าไปในเนื้อหยกจนมองไม่เห็นอีก

นางไม่รอช้า รีบวิ่งตรงไปยังห้องครัวทันที ในนั้นมีไหใบเล็กๆ ที่เก็บเมล็ดพันธุ์ต่างๆ ไว้ นางคุ้ยหาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพบสิ่งที่ต้องการ...เมล็ดผักกาดขาวจำนวนหนึ่งที่แห้งเหี่ยวและดูไม่สมบูรณ์นัก เป็นของที่เหลือค้างจากการปลูกเมื่อปีก่อน

นางกำเมล็ดผักกาดไว้ในมือแน่น รวบรวมสมาธิเพ่งไปยังจี้หยกที่ห้อยอยู่บนคอ วูบหนึ่ง...ร่างของนางก็กลับเข้ามาในมิติสรรค์สร้างอีกครั้ง!

คราวนี้เสิ่นม่านชิงไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย นางตรงไปยังแปลงดินเร่งโต ใช้นิ้วขุดดินให้เป็นร่องตื้นๆ แล้วบรรจงหย่อนเมล็ดผักกาดที่เหี่ยวเฉาลงไป ก่อนจะกลบดินทับอย่างเบามือ

จากนั้นนางจึงเดินไปยังบ่อน้ำพุวิเศษ ในมิติไม่มีภาชนะใดๆ นางจึงตัดสินใจใช้สองมือรองน้ำขึ้นมาอย่างระมัดระวัง แล้วนำไปรดบนแปลงดินที่เพิ่งหว่านเมล็ดลงไป

ทันทีที่หยดน้ำวิเศษสัมผัสกับผืนดินเร่งโต...ปาฏิหาริย์ก็บังเกิด!

ผืนดินบริเวณนั้นพลันส่องประกายเรืองรองจางๆ พื้นดินที่นางเพิ่งกลบไปเมื่อครู่เริ่มสั่นไหวเบาๆ ราวกับมีสิ่งมีชีวิตกำลังจะดันตัวขึ้นมาจากเบื้องล่าง! เสิ่นม่านชิงจ้องมองภาพนั้นตาไม่กะพริบ หัวใจเต้นรัวราวกับจะทะลุออกมานอกอก...หน่อน้อยสีเขียวสดหน่อหนึ่ง...กำลังแทงยอดทะลุผืนดินขึ้นมาต่อหน้าต่อตานาง