ลุงใหญ่ผู้หน้าซื่อใจคด
เสียงทุ้มที่เอ่ยอ้างตนว่าเป็น ‘ลุงใหญ่’ ดังขึ้นจากอีกฟากของบานประตูไม้เก่าคร่ำคร่า สลายความเงียบสงัดยามค่ำคืนจนสิ้น ทิ้งไว้เพียงความตึงเครียดที่จับต้องได้ภายในบ้านหลังเล็ก
เสิ่นม่านชิงโบกมือเป็นสัญญาณให้น้องชายถอยห่างจากประตู แววตานางฉายประกายเย็นเยียบชั่ววูบก่อนจะกลับมาสงบนิ่งดังเดิม นางไม่ได้เอ่ยตอบในทันที แต่ค่อยๆ แง้มบานหน้าต่างบานเล็กที่อยู่ด้านข้างเพื่อสอดส่องสถานการณ์ด้านนอก
ใต้แสงจันทร์สลัว ร่างของชายวัยกลางคนผู้หนึ่งยืนโดดเด่นอยู่หน้าประตู เขาสวมอาภรณ์ผ้าไหมเนื้อดีสีน้ำเงินเข้ม ปักลายมงคลด้วยดิ้นสีเงินแวววาว แม้จะพยายามแสร้งทำสีหน้ากังวลใจ แต่แววตาที่เหลือบมองซ้ายขวาอย่างระแวดระวังนั้นกลับฉายชัดถึงความไม่จริงใจ ชายผู้นี้จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากเสิ่นว่านซาน ผู้จัดการใหญ่แห่งหอจินอวี้... และพี่ชายแท้ๆ ของบิดานาง
“พี่ใหญ่” เสียงแหบพร่าของเสิ่นว่านชิวดังขึ้นจากด้านหลัง บุรุษผู้เคยเป็นเสาหลักของบ้านพยายามยันกายลุกขึ้นจากเตียงด้วยสีหน้าซับซ้อน
เสิ่นม่านชิงหันกลับไปปรามบิดาด้วยสายตา "ท่านพ่อพักผ่อนเถิดเจ้าค่ะ เรื่องนี้ให้ลูกจัดการเอง"
สิ้นคำนางก็หันกลับไปปลดดาลประตู เสียงไม้เสียดสีกันดังเอี๊ยดอ๊าด บานประตูเปิดออกเผยให้เห็นใบหน้าที่ยิ้มกว้างของเสิ่นว่านซานอย่างเต็มตา
“โอ้ ม่านชิง ในที่สุดก็เปิดประตูให้ลุงเสียที ลุงเป็นห่วงแทบแย่! ได้ข่าวว่าน้องรองป่วยหนัก แถมพวกเจ้ายังถูกไล่ออกจากบ้านเดิมอีก ลุงร้อนใจจนต้องรีบมาดูให้เห็นกับตา” เสิ่นว่านซานก้าวเข้ามาในบ้านอย่างถือวิสาสะ มือข้างหนึ่งถือตะกร้าใบเล็กที่บรรจุผลไม้แห้งราคาถูกไม่กี่กำมือ ยื่นส่งให้นางอย่างเสแสร้ง
เขาเหลือบมองไปรอบๆ บ้านที่คับแคบและเก่าโทรม แววตาฉายความดูแคลนอย่างไม่ปิดบัง แต่ปากกลับเอ่ยถ้อยคำแสดงความเห็นใจ “เฮ้อ... ดูสภาพความเป็นอยู่ของพวกเจ้าสิ ช่างน่าเวทนานัก หากลุงรู้เร็วกว่านี้สักหน่อยคงไม่ปล่อยให้พวกเจ้าตกระกำลำบากถึงเพียงนี้”
เสิ่นม่านชิงรับตะกร้ามาวางไว้อย่างไม่ใส่ใจ พลางยอบกายคารวะตามมารยาท "ขอบคุณท่านลุงใหญ่ที่เป็นห่วงเจ้าค่ะ เชิญท่านลุงนั่งก่อนเถิด"
เสิ่นจื่อเซวียนมองผู้มาเยือนด้วยสายตาไม่เป็นมิตร แต่เมื่อเห็นพี่สาวพยักหน้าให้ เขาก็จำต้องข่มความไม่พอใจลงและไปยกม้านั่งตัวเดียวในบ้านมาให้
เสิ่นว่านซานนั่งลงพลางปัดฝุ่นที่แขนเสื้อราวกับรังเกียจ ก่อนจะหันไปมองเสิ่นว่านชิวที่นอนอยู่บนเตียง "น้องรอง... เห็นเจ้ายังอยู่ดีพี่ก็เบาใจ"
เสิ่นว่านชิวเพียงแค่นเสียง ‘หึ’ ในลำคอ ดวงตาที่เคยเปี่ยมด้วยความนับถือพี่ชายบัดนี้เหลือเพียงความว่างเปล่าและเย็นชา เขาเบือนหน้าหนีไม่ปรารถนาจะสบตาด้วยซ้ำ
บรรยากาศเริ่มอึดอัดขึ้นมาทันที แต่เสิ่นว่านซานกลับไม่รู้สึกรู้สา เขายังคงตีหน้ายิ้มต่อไปแล้วหันมาทางเสิ่นม่านชิง "ลุงได้ยินมาว่า... ตอนนี้หลานกำลังทำของขายอยู่ที่ตลาดใช่หรือไม่? ได้ยินว่าเป็นพะโล้เครื่องในที่รสชาติล้ำเลิศจนใครๆ ก็ติดใจ ช่างเก่งกาจสมเป็นลูกหลานสกุลเสิ่นจริงๆ!"
ในที่สุด... สุนัขจิ้งจอกก็เผยหางออกมาจนได้
เสิ่นม่านชิงแย้มยิ้มอย่างใสซื่อ "เป็นเพียงของกินเล่นเล็กๆ น้อยๆ พอให้ประทังชีวิตไปวันๆ เท่านั้นเจ้าค่ะ ไม่ได้เลิศเลออะไรอย่างที่ท่านลุงได้ยินมาหรอก"
นางลุกขึ้นยืนพลางกล่าวต่อ "ท่านลุงเดินทางมาเหนื่อยๆ คงจะคอแห้งเป็นแน่ รอสักครู่นะเจ้าคะ ม่านชิงจะไปชงชามาถวาย"
กล่าวจบนางก็เดินหายเข้าไปในครัวเล็กๆ หลังบ้านอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้เสิ่นว่านซานนั่งรอด้วยความกระวนกระวายใจ เมื่อลับตาคน เสิ่นม่านชิงไม่ได้ต้มน้ำจากบ่อหรือโอ่งดิน แต่กลับเรียกมิติสรรค์สร้างออกมาในใจอย่างเงียบเชียบ นางตักน้ำจาก ‘บ่อน้ำพุวิเศษ’ ที่ใสสะอาดราวแก้วผลึกใส่ลงในกาน้ำชาอย่างรวดเร็ว น้ำจากบ่อนี้ไม่เพียงแต่บริสุทธิ์ แต่ยังมีคุณสมบัติในการชูรสชาติของวัตถุดิบทุกชนิดให้โดดเด่นขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์
นางกลับออกมาพร้อมถ้วยชาสองใบ ควันขาวกรุ่นลอยขึ้นพร้อมกลิ่นหอมอ่อนๆ ของใบชาคุณภาพต่ำที่นางมีติดบ้าน แต่เมื่อผ่านการชงด้วยน้ำวิเศษ กลิ่นของมันกลับหอมละมุนขึ้นหลายเท่าตัว
เสิ่นว่านซานรับถ้วยชามาจิบอย่างไม่ใส่ใจนัก แต่ทันทีที่น้ำชาสัมผัสลิ้น ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างขึ้นด้วยความประหลาดใจ "เอ๊ะ? นี่มันชาอะไรกัน เหตุใดจึงหอมชื่นใจยิ่งนัก"
"เป็นชาใบหยาบๆ ที่ชาวบ้านทั่วไปดื่มกันเท่านั้นเจ้าค่ะ" เสิ่นม่านชิงตอบด้วยรอยยิ้ม "คงเป็นเพราะท่านลุงเหนื่อยมาทั้งวันกระมังเจ้าคะ"
เสิ่นว่านซานวางถ้วยชาลง ดวงตาเป็นประกายละโมบ เขารู้สึกว่าหลานสาวคนนี้อาจมีดีกว่าที่เขาคิด "ม่านชิง ลุงจะไม่อ้อมค้อมกับเจ้าแล้วนะ ที่ลุงมาวันนี้ก็เพราะอยากจะหยิบยื่นโอกาสดีๆ ให้ครอบครัวเจ้า"
เขาขยับเข้ามาใกล้ กดเสียงให้ต่ำลง "พะโล้ของเจ้าน่ะ... ลุงได้ยินกิตติศัพท์มาแล้ว หากให้เจ้าขายแค่ที่แผงเล็กๆ มันน่าเสียดายฝีมือเกินไป เอาอย่างนี้ดีหรือไม่... เจ้าบอกสูตรทั้งหมดให้ลุงมา แล้วลุงจะนำไปทำขายที่หอจินอวี้! รับรองว่าขายดีเป็นเทน้ำเทท่าแน่นอน ส่วนกำไรที่ได้ เรามาแบ่งกันสี่ส่วน เจ้าเอาไปสาม ลุงขอแค่หนึ่งส่วนเป็นค่าจัดการก็พอ เป็นอย่างไร"
ข้อเสนอที่ฟังดูใจกว้าง แต่แท้จริงแล้วแฝงไปด้วยกับดัก หากนางยอมมอบสูตรให้ มีหรือที่เขาจะทำตามสัญญา!
เสิ่นม่านชิงแสร้งทำตาโตอย่างตื่นเต้น แต่แล้วก็กลับหม่นลงในทันใด นางส่ายหน้าช้าๆ "ท่านลุงช่างเมตตา แต่ฝีมือของม่านชิงจะเทียบกับหอจินอวี้ได้อย่างไรเจ้าคะ... โดยเฉพาะอย่างยิ่ง... น้ำซุปแปดสมบัติอันเลื่องชื่อของหอท่าน"
ชื่อ ‘น้ำซุปแปดสมบัติ’ ทำให้รอยยิ้มของเสิ่นว่านซานชะงักไปเล็กน้อย
เสิ่นม่านชิงยังคงกล่าวต่อไปด้วยน้ำเสียงใสซื่อราวกับไม่รู้อะไร "ม่านชิงเคยได้ยินท่านพ่อเล่าว่า สูตรน้ำซุปนั้นเป็นสมบัติล้ำค่าประจำตระกูลของเรา แต่ก็น่าแปลก... เหตุใดตอนนี้จึงกลายเป็นเมนูขึ้นชื่อของหอจินอวี้ไปได้ ม่านชิงช่างโง่เขลานัก คิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก"
ทุกถ้อยคำที่นางเอ่ยออกมาไม่ต่างจากเข็มแหลมที่ทิ่มแทงเข้าไปในใจดำของเสิ่นว่านซานอย่างจัง! ใบหน้าที่เคยยิ้มแย้มเสแสร้ง บัดนี้แข็งทื่อราวกับสวมหน้ากากเหล็ก เส้นเลือดข้างขมับเต้นตุบๆ อย่างเห็นได้ชัด
เสิ่นว่านชิวผู้เงียบงันอยู่บนเตียงได้ยินทุกคำพูดของบุตรสาว เขากำหมัดแน่นอยู่ใต้ผ้าห่ม ในที่สุดเขาก็เข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วว่าพี่ชายที่เขาเคยเคารพรักได้กลายเป็นคนแปลกหน้าผู้เลือดเย็นไปโดยสมบูรณ์ ความผูกพันฉันพี่น้องที่เคยมีมา... ได้ขาดสะบั้นลงในวินาทีนี้เอง
เสิ่นว่านซานพยายามเค้นรอยยิ้มออกมาอีกครั้ง แต่มันกลับดูบิดเบี้ยวและน่ากลัวยิ่งกว่าเดิม เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง จ้องมองหลานสาวด้วยสายตาที่เย็นชาลงอย่างเห็นได้ชัด
"ดูท่า... หลังจากป่วยไปครั้งหนึ่ง ม่านชิงจะกลายเป็นเด็กปากคอเราะรายขึ้นมากทีเดียว" น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนจากนุ่มนวลเป็นแข็งกระด้าง "เด็กสาวตัวคนเดียวริอาจทำการค้าในเมืองหลวง... มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะ"
เขาก้าวมาหยุดอยู่ตรงหน้าเสิ่นม่านชิง ก้มตัวลงเล็กน้อยแล้วกระซิบเสียงเย็น "โลกภายนอกมันอันตราย... หวังว่าเจ้าจะดูแลตัวเองและครอบครัวได้ดีนะ"
นี่ไม่ใช่คำอวยพร... แต่เป็นคำขู่ที่ชัดเจนที่สุด